Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพและผู้ทรงอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์ (influencer) กำลังทำหน้าที่เป็นกลจักรแห่งการปั่นข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ดูเหมือนยังมีความตึงเครียดเข้าไว้ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนทางด้านพลังงานอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและผลประโยชน์ทางการเงินอย่างไร้ความรับผิดชอบ

เจ้ากรมข่าวทหารบกได้นำเสนอบทวิเคราะห์ข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook ส่วนตัวในทำนองว่า “ในวันนี้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ดูจะมีทิศทางที่จะใช้กำลังทหารเข้าสู้รบลดลง แต่ไปเพิ่มในการเดินเกมที่ใช้ กฎหมายระหว่างประเทศ และใช้โลกล้อมไทย แต่โดนกระแสความขัดแย้ง สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านบดบังแต่ก็ยังคงวางใจไม่ได้ว่า จะไม่มีการสู้รบโดยใช้กำลังทหารอีก”

นี่นับเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้มีหน้าที่ดูแลข่าวกรองทางทหารจะออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนต่อสาธารณะในลักษณะนี้ ถ้าหากเรื่องนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติจริง เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบจะต้องจัดทำรายงานที่มีข้อมูลที่หนักแน่นน่าเชื่อถือพร้อมพยานหลักฐานประกอบที่แน่นหนาส่งขึ้นไปตามสายการบังคับบัญชาเพื่อประโยชน์ของการวางแผนป้องกันประเทศตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ได้จัดทำเอาไว้อย่างดีแล้ว การที่นายทหารระดับสูงของกองทัพบกกลับเอามาโพสต์ใน Facebook ส่วนตัวจึงนับเป็นการกระทำที่ขัดกับขนบธรรมเนียมการปฏิบัติหรืออาจจะถึงขั้นผิดวินัยทหารเลยทีเดียว

ที่น่ากังวลใจมากกว่าสำหรับประเทศนี้คือ ข้อมูลที่ใช้และแนวการวิเคราะห์ก็ดูจะเป็นการคาดการณ์แบบตีขลุมและคลุมเครืออย่างยิ่ง เพราะไม่มีความชัดเจนเลยว่า “การสั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก” นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างใด รายการใดบ้าง ได้รับการส่งมอบแล้วหรือยัง ชนิดและประเภทของอาวุธเหล่านั้นใช้ในภารกิจแบบไหน สามารถประเมินได้ว่าเป็นภัยคุกคามกับประเทศไทยโดยตรงอย่างชัดเจนหรือไม่ ด้วยน้ำหนักแห่งความน่าชื่อถือกี่เปอร์เซ็นต์ 

ยิ่งไปกว่านั้นไม่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อกันเลยว่าสถานการณ์ที่กัมพูชาจะมีการเลือกตั้งในปีหน้านั้นเป็นสิ่งบอกเหตุที่ “อาจจะนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3” ได้อย่างไร ที่ประหลาดเกินกว่าจะยอมรับได้ว่านี่เป็นการวิเคราะห์ข่าวกรองทางทหารคือการประเมินสถานการณ์ทำนองว่า “ยังไม่เกิด(เหตุปะทะ) แบบเร่งด่วนปัจจุบันทันด่วน” แต่ให้จับตาหลังหน้าฝน (ซึ่งปกติแล้วมักจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคม) 

ที่น่าตกใจคือเนื้อความตอนถัดไปแนะนำให้ทหารเตรียมตัวเข้าสู่สงคราม ถ้าหากว่าการวิเคราะห์ข่าวนี้มีประสงค์เพื่อประโยชน์ทางยุทธวิธีทางทหารแล้วจะมานำเสนอสิ่งนี้ในที่สาธารณะเพื่อให้ข้าศึกรู้ทางก่อนไปทำไมกัน

พิจารณาจากเนื้อหาและคุณภาพของข้อมูลแล้ว นักการข่าวมืออาชีพคงตัดสินได้ไม่ยากนักว่าบทวิเคราะห์ต้องถูกตีตกไม่สมควรที่จะนำมาพิจารณาทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางทหาร แต่การที่นายทหารระดับอาวุโสของกองทัพบกเลือกที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะ และมันได้รับการขานรับจากผู้ทรงอิทธิพลและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ก็สมควรที่จะต้องนำมาพิจารณาในที่นี้ดังต่อไปนี้

ประการแรก การคาดการณ์ภัยคุกคามที่อาจจะไม่มีอยู่จริงเช่นนี้เป็นทรัพยากรทางการเมืองที่มีค่าพอสมควร อย่างน้อยที่สุดกองทัพสามารถใช้มันเลี้ยงกระแสแห่งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านเอาไว้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกองทัพในอันที่จะรักษาบทบาทเอาไว้ เพราะถ้าหากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนกับเพื่อนบ้านคลี่คลายลงไปความจำเป็นที่กองทัพจะต้องแสดงตัวในการรักษาอำนาจอธิปไตยก็จะต้องลดลงไปด้วย ดังนั้นการตอกย้ำการมีอยู่ของภัยคุกคามจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งด้วยการปั่นกระแสชาตินิยมย่อมต้องมองเห็นความสำคัญของกองทัพอย่างแน่นอน

ไม่เพียงกองทัพเท่านั้น หากแต่ผู้ทรงอิทธิพลและสื่อมวลชนก็ได้ประโยชน์จากการการคาดการณ์ภัยความมั่นคงด้วยข้อมูลที่คลุมเครือเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเขาสามารถสร้าง engagement และรายได้ที่เกิดจากความนิยมชมชอบข่าวสารที่ปลุกเร้าอารมณ์แห่งความรักชาติได้อย่างเป็นกอบเป็นกำได้อยู่แล้ว สื่อมวลชนฝ่ายขวาจะให้เวลาและพื้นที่กับข่าวประเภทนี้มากเป็นพิเศษ เพราะมันหมายถึงรายได้อันงดงามของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย 

ประการที่สอง จังหวะเวลาของการขยายประเด็นปั่นกระแสความตึงเครียดตามแนวชายแดนมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่ามันเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันอออกกลาง ในสถานการณ์เช่นนี้ การดึงความสนใจของสาธารณะจากราคาน้ำมันไปสู่ภัยคุกคามจากเพื่อนบ้านน่าจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการกำหนดวาระสาธารณะ (agenda setting) 

แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงทั้งหมดของเรื่องนี้คงตกอยู่กับรัฐบาล ถ้าหากทำสำเร็จประเด็นเศรษฐกิจที่ซับซ้อนก็จะถูกลดทอนและอารมณ์แห่งความไม่พอใจจะถูกส่งออกไปยังผู้นำกัมพูชา แต่ถ้าไม่สำเร็จเพราะราคาน้ำมันน่าจะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างกว่าเหตุปะทะตามแนวชายแดนแน่ๆ รัฐบาลจะต้องรับแรงปะทะแห่งความโกรธเคืองของประชาชนทั้งสองทาง เข้าตำรา “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” นั่นก็จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลอยู่ไม่น้อย

ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะพอประเมินได้ว่าการปั่นกระแสความตึงเครียดชายแดนด้วยข้อมูลที่คลุมเครืออาจให้ผลทางการเมืองในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการรักษาความชอบธรรมของสถาบันความมั่นคง การสร้างกระแสความนิยมในสื่อเพื่อหารายได้ หรือการเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังถาโถมเข้าใส่ประชาชนอยู่ในขณะนี้ก็ตาม แต่การเมืองที่ตั้งอยู่บนภัยคุกตามที่ยังไม่เกิดหรืออาจจะไกลเกินเหตุ มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง ตราบใดที่มันยังสามารถชี้นำความสนใจของสังคมได้ มันก็ยังทำงานได้ แต่เมื่อความเป็นจริงคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามกันมา และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ก็เริ่มสั่นคลอนง่อนแง่นขึ้นมาทุกขณะ ที่สุดแล้วเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นในทำนองนี้และกระแสชาตินิยมคงจะไม่สามารถเบี่ยงเบนปัญหาได้อีกต่อไป

ในสถานการณ์แบบนี้ความมั่นคงของชาติในทุกมิติไม่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปลุกระดม หรือการคาดการณ์ที่เลื่อนลอยปราศจากหลักฐาน หากแต่ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ในที่นี้คงจะมีข้อเสนอที่เรียบง่ายเล็กๆน้อยๆแต่จำเป็นอย่างยิ่งดังนี้ 

ประการแรก ผู้มีหน้าที่ด้านความมั่นคงควรยึดหลักความรับผิดชอบในการสื่อสารสาธารณะ แยกแยะให้ชัดระหว่างข้อมูลข่าวกรองกับความเห็นส่วนบุคคล ไม่ว่าจะยศใหญ่แค่ไหนหรืออยู่ในตำแหน่งอะไรก็สมควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลหรือการวิเคราะห์ใดๆที่อาจสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ประการที่สอง สื่อมวลชนควรทำหน้าที่กลั่นกรองมากกว่าขยายความปั่นประเด็นหาประโยชน์ใส่ตัว influencers ที่รับผิดชอบสมควรต้องตั้งคำถามกับแหล่งที่มาและคุณภาพของข้อมูล มากกว่าการแข่งขันกันนำเสนอความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด

และประการสุดท้าย สาธารณะชนทั้งหลายเองควรตั้งคำถามว่า ปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันของตนจริงๆ คืออะไร และเรื่องเล่าใดกำลังพยายามดึงความสนใจออกไปจากปัญหานั้น เพราะหากปล่อยให้ภัยที่ยังไม่เกิด (หรืออาจจะไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำไป) กลายเป็นศูนย์กลางของการเมืองเช่นนี้ สิ่งที่ได้อาจจะไม่ใช่สงครามกับเพื่อนบ้าน แต่จะกลายวิกฤตภายในชาติที่คนใหญ่คนโตในประเทศนี้สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
 

 

อ้างอิง:  Facebook NBT Connext เจ้ากรมข่าวทหารบก ชี้สัญญาณการสู้รบรอบที่ 3 ไทย-กัมพูชา

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง