Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อการมีหน้าตาที่เกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครากลายเป็นมาตรฐานความงามของผู้ชายเกาหลีใต้ในยุคปัจจุบัน จนกระทั่งมันกลายเป็น "เกณฑ์ปฏิบัติด้านสุนทรียะ" ทางรูปลักษณ์ ในระดับที่ทำให้นักบินสายการบินพาณิชย์ถูกสั่งพักงานเพราะไว้หนวด การเลเซอร์หนวดในผู้ชายกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ทั้งๆ ที่ยุคสมัยก่อนการไว้หนวดของชายเกาหลีถือเป็นเรื่องปกติมากกว่าการไร้หนวด อะไรที่ทำให้มาตรฐานความงามนี้เปลี่ยนไป?


อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4 คนของเกาหลีใต้ โกนหนวดเคราในงานกิจกรรมที่เน้นเรื่อง "การเมืองที่สะอาด" | ภาพจาก: JOONGANG ILBO

ถ้าเรานึกถึงภาพของบอยแบนด์ดังๆ จากเกาหลีใต้ในยุคปัจจุบัน อาทิเช่นวง BTS หรือ Stray Kids เราก็จะนึกถึงสมาชิกวงที่เต็มไปด้วยชายหน้าตาเกลี้ยงเกลา ไร้หนวดเครา หนึ่งในศิลปินวงบอยแบนด์อย่าง ฮย็องวอน จากวง Monsta X สารภาพว่าเขาเคยต้องไปเข้าคอร์สเลเซอร์หนวดเคราหลายครั้งมาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งแต่ละครั้งนั้นก็เจ็บจนร้องไห้ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็บอกว่ารู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้มา นั่นคือผิวเนียนไร้ขน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า หน้าตาที่เกลี้ยงเกลาไม่ใช่แค่สิ่งที่จำเป็นสำหรับดาราชายชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังกลายมาเป็น "เกณฑ์ปฏิบัติด้านสุนทรียะความงาม" ทางรูปลักษณ์ของสังคมเกาหลี

มีเหตุการณ์เมื่อปี 2557 ที่นักบินชาวเกาหลีจากสายการบินพาณิชย์ เอเชียนา แอร์ไลน์ ถูกสั่งให้พักงานเพราะเขามีหนวดเครา บริษัทกล่าวหาว่าเขา "ไม่สะอาดพอ" ที่จะรับใช้ลูกค้า ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ไปเจอหน้าลูกค้าแต่แค่อยู่ในที่นั่งคนขับก็ตาม จนกระทั่งราว 3 ปีถัดมาศาลสูงกรุงโซลถึงได้ตัดสินว่านโยบายการบังคับให้ต้องโกนหนวดถือเป็นนโยบายที่ "เลือกปฏิบัติ" เพราะนักบินเกาหลีถูกสั่งให้ต้องโกนหนวด แต่นักบินต่างชาติกลับอนุญาตให้ไว้หนวดเคราได้ในฐานะของการเคารพต่อวัฒนธรรมของพวกเขา

เหตุไฉนการไว้หนวดเคราถึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าผิดปกติในสังคมเกาหลียุคปัจจุบันไปแล้ว ในทุกวันนี้แทบจะไม่พบเห็นผู้ชายที่ไว้หนวดเคราตามท้องถนนของเกาหลีเลย

ในทางตรงกันข้าม ยุคสมัยก่อนของเกาหลีกลับเต็มไปด้วยผู้ชายที่มีหนวดและไว้เคราจากคางของตัวเองรวมถึงมีการมัดผมเป็นมวยไว้บนหัว จนทำให้ผู้ชายที่ไม่มีหนวดเคราเสียอีกที่ดูแปลกไปจากคนอื่น

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ในปัจจุบัน กระแสความงามในแบบผู้ชายเกาหลีถึงกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ?

ในยุคก่อนสมัยราชวงศ์โชซ็อน (ก่อนปี พ.ศ.1935 ถึง พ.ศ.2453) หนวดเคราเคยถูกมองว่าเป็นแบบอย่างของความเป็นชายมาก่อน นักวิชาการยุคคริสตทศวรรษที่ 19 ชื่อ อีคิวคย็อง ระบุไว้ในสารานุกรมว่า "เมื่อใดก็ตามที่จะมีการชื่นชมรูปลักษณ์ของบุรุษ การชื่นชมหนวดเคราควรจะมาก่อน"

นอกจากนี้ยังมีงานวรรณกรรมที่พูดถึงการให้ความสำคัญกับหนวดเคราในผู้ชายด้วย เช่นในนิยายของปาร์กดูแซ ที่น่าจะเขียนขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2221 ตัวเอกชายถูกล้อเลียนจากผู้พบเห็นว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้แต่งงานเพราะไม่มีหนวดเครา

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลีระบุว่า ในสมัยราชวงศ์โชซอน เกาหลีมองว่าการแต่งงานเป็นสิ่งที่วัดว่าคนๆ นั้นเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือยัง ผู้ชายที่ยังไม่แต่งงานจะถูกมองว่ายังไม่โต และในบริบทแบบนี้เอง ผู้ชายที่ไม่มีหนวดก็จะถูกมองว่าไม่สามารถแต่งงานได้และไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

จางซุกมัน นักประวัติศาสตร์จากสถาบันเพื่อศาสนาและวัฒนธรรมเกาหลี ระบุว่า ผู้คนในยุคสมัยโชซอน ซึ่งเป็นยุคสมัยก่อนการปรับให้เป็นสมัยใหม่นั้น จะปฏิบัติกับผมและหนวดเคราราวกับว่ามันเป็น "ของที่ต้องรักษาไว้" เพราะในยุคนั้นมีอิทธิพลจากค่านิยมแบบปรัชญาขงจื้อ ที่มองร่างกายของคนๆ หนึ่งว่าเป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อแม่ของตัวเอง พวกเขาจึงต้องไม่ "ทำร้ายร่ายกายตัวเอง" ซึ่งรวมถึงการตัดผมที่ถูกมองว่าเป็น "สิ่งที่พ่อแม่ให้มา" ด้วย

สัญลักษณ์ของยุคสมัยใหม่

แต่พอถึงปี 2438 เกาหลีก็มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคสมัยใหม่ เรื่องของหนวดและเคราก็ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ตกค้างจากในอดีต การโกนหนวดเคราจึงกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคสมัยใหม่

จางระบุว่า เมื่อก่อนหนวดเคราในเกาหลีเป็นสัญลักษณ์ของความมีอภิสิทธิในสังคมสำหรับชายโตเต็มวัย แต่ต่อมา จักรพรรดิ์โคจงแห่งโชซอนและเจ้าฟ้าชายได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ยุคสมัยใหม่ด้วยการโกนหนวดเครา เจ้าหน้าที่ทางการได้ปฏิบัติตามหลังจากนั้น และต่อมาก็มีการออกพระราชกฤษฎีการในเรื่องนี้บังคับใช้กับประชาชน

ถึงแม้ว่าในช่วงนั้นจะยังมีคนที่ยึดถือหลักขงจื๊อรู้สึกต่อต้านคำสั่งนี้ แต่ก็จำต้องปฏิบัติตามเพราะมีพระราชกฤษฎีกามาจากในวัง ทำให้มีชายขาวเกาหลีเริ่มโกนหนวดเครากันมากขึ้น จนกระทั่งในยุคสมัยนั้น ร้านตัดผมกลายเป็นเสมือนพื้นที่จัดการหน้าตาและทรงผมของผู้ชายให้กลายเป็นยุคสมัยใหม่

ชายเกาหลีหันมาใช้วิธีเลเซอร์ แทนการโกนหนวดอย่างเดียว

ตัดภาพมาที่ยุคสมัยปัจจุบัน เราก็จะเห็นว่าชายชาวเกาหลีต่างก็พากันทำให้หน้าของตัวเองเกลี้ยงเกลาหมดจด

ช่างตัดผมผู้ชำนาญการอย่าง คิมกย็องชุน ผู้มีประสบการณ์มากว่า 35 ปี เปิดเผยว่าชายชาวเกาหลีมีลักษณะทางกายภาพที่ทำให้ปลูกหนวดเคราได้ยากกว่าด้วยเมื่อเทียบกับชาวตะวันตก

ผู้ชายชาวเกาหลีบางคนมีทัศนคติไม่ชอบหนวดเคราไปแล้ว เช่น บล็อกเกอร์ชื่อ Goraebab บอกว่าเขาไม่เคยชื่นชมภาพลักษณ์ "ความเป็นชายแบบโผงผาง" เลย ซึ่งเขามองว่าหนวดเคราจะทำให้ดูเป็นผู้ชายแบบนั้น

และผู้ชายบางคนที่ไม่ได้ดารา ก็ไปทำเลเซอร์แบบเดียวกับดาราด้วย เช่น ซากง จงฮวาน ชายอายุ 34 ปีชาวเกาหลีบอกว่าเขาต้องไปเลเซอร์กำจัดหนวดเครา 15 ครั้ง เพราะเวลาโกนเฉยๆ จะทำให้เขาเห็นรอยครึ้มเขียว อยู่ซึ่งทำให้เขาดูไม่ดีเลยเวลาจะไปออกเดท

การทำเลเซอร์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ชายชาวเกาหลีนิยมมากกว่าแค่โกนหนวดไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าวัฒนธรรมที่ลำเอียงเข้าข้างลุุคคลีนๆ ทำให้เป็นเช่นนั้นด้วย มีผู้ชายบางคนเช่น Shin บอกว่าเขาจะยังคงทำเลเซอร์ต่อไปแม้จะทำมาแล้ว 17 ครั้ง เพราะมันทำให้เขาดูคลีน ไม่มีตอเขียวหรือรอบครึ้มๆ จากการโกนหนวดอย่างเดียว

หรือจะเริ่มมีคนสวนกระแสแล้ว

ถึงแม้ว่าสังคมเกาหลีจะกล้อมเกลาให้คนชื่นชมใบหน้าเกลี้ยงเกลามากกว่า แต่ก็มีชายเกาหลีบางคนที่มองว่าหนวดเคราก็ดูมีสไตล์ได้

หนึ่งในนั้นคือ จุงบย็องฮุน อายุ 38 ปี เขาไว้หนวดเครามาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว แล้วก็รู้สึกพึงพอใจกับรูปลักษณ์ของตัวเอง เขาถึงขั้นต้องไปหาน้ำยาเร่งสร้างเส้นขนจากอเมริกามาใช้ จนทำให้มีทั้งหนวดเคราขึ้นตามใบหน้า คาง ข้างใบหู จุงบอกว่าชายที่มีหนวดเคราเป็น "ภาพลักษณ์แบบเป็นชายที่เขารู้สึกชื่นชม"

ชาวเกาหลีอีกคนหนึ่งที่ชื่นชมหนวดเคราคือช่างทำผมและช่างตัดแต่งหนวดเคราชื่อสมมุติว่า Santa โดยบอกว่าเขาได้สร้าง "สไตล์เฉพาะของตัวเอง" มาเป็นเวลา 14 ปี แล้ว เว้นแต่ช่วงรับราชการทหารและช่วงหางาน เขาบอกว่าเคยถูกชาวเกาหลีด้วยกันล้อเรื่องหนวดเครา กล่าวหาว่าเป็นต่างชาติ มีคนไม่ยอมนั่งใกล้เขา หรือมีคนที่สั่งให้เขาต้องโกนหนวดเพื่อไปออกเดท

Santa บอกว่าในเกาหลีใต้ก็เริ่มมีคนที่ไว้หนวดมากขึ้นเหมือนกัน เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสื่อต่างชาติแล้วก็ทำตามเพราะเรื่องสุนทรียะทางรูปลักษณ์


เรียบเรียงจาก
[WHY] Where did all the beards go? Korean men's style and the fall of facial hair., Korea JoongAng Daily, 18-10-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง