Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'ติมอร์-เลสเต' ได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการประเทศที่ 11 ของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนแล้ว หลังจากที่รอคอยมานาน 14 ปี - 'ทรัมป์' ใช้เวทีอาเซียนลงนามข้อตกลงการค้ากับไทยและหลายประเทศ


ภาพจาก: สำนักข่าวไทย

26 ตุลาคม 2568 ติมอร์-เลสเต ได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการประเทศที่ 11 ของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน แล้วในวันนี้ หลังจากที่รอคอยมานาน 14 ปี

ผู้นำ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน และนายกรัฐมนตรีซานานา กุสเมา ของติมอร์-เลสเต ลงนามเอกสารในพิธีการลงนามการประกาศรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในพิธีเปิดการประชุมสุดยอด หรือซัมมิตอาเซียน สานฝันของนายกุสเมา และประธานาธิบดีโจเซ รามอส-ฮอร์ตา สองวีรบุรุษผู้ต่อสู้เรียกร้องเอกราชของประเทศ หลังจากที่มีการยื่นสมัครเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2554

นายกรัฐมนตรีกุสเมา กล่าวสุนทรพจน์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกว่า ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของประเทศ เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่จะนำมาซึ่งโอกาสอันมากมายด้านการค้าและการลงทุน สำหรับประชาชนชาวติมอร์-เลสเตแล้ว เรื่องนี้ไม่เพียงเป็นความฝันที่เป็นจริง แต่ยังเป็นการประกาศอย่างทรงพลังถึงการเดินทางของติมอร์-เลสเต การเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเป็นหลักฐานประจักษ์ถึงจิตวิญญาณของประชาชน และประชาธิปไตยที่ถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามฝ่าฟันต่อสู้

ติมอร์-เลสเต มีประชากร 1.4 ล้านคน เป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดของเอเชีย มีขนาดเศรษฐกิจราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 65,325 ล้านบาท) ขณะที่อาเซียน 10 ประเทศ มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 124.12 ล้านล้านบาท) เคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส นานถึง 3 ศตวรรษ ก่อนที่โปรตุเกสถอนตัวออกไปอย่างกะทันหันในปี 2518 เปิดทางให้อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า เข้ามาผนวกและยึดครอง จนกระทั่งได้รับเอกราชในปี 2545 นายรามอส-ฮอร์ตา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2539 เสนอแนวคิดเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 เพื่อให้ประเทศมีอนาคตยั่งยืนผ่านการบูรณาการเข้ากับภูมิภาค เขาให้สัมภาษณ์พิเศษแชนนัลนิวส์เอเชีย หรือซีเอ็นเอ (CNA) ของสิงคโปร์เมื่อเดือนกันยายนว่า ติมอร์-เลสเตจะไม่เพิ่มภาระให้แก่อาเซียน แต่หวังจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างกลไกของอาเซียน เช่น การป้องกันความขัดแย้งให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเห็นว่าอาเซียนควรเน้นเรื่องการเจรจาเพื่อป้องกันความขัดแย้ง

'ทรัมป์' ใช้เวทีอาเซียนลงนามข้อตกลงการค้ากับไทยและหลายประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ใช้เวทีการประชุมสุดยอด หรือซัมมิตสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ลงนามข้อตกลงการค้าและข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญกับหลายประเทศในวันนี้ รวมถึงไทย

เว็บไซต์ทำเนียบขาวได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วม ข้อตกลง และบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ ระหว่างสหรัฐกับ 4 ประเทศในอาเซียน ประกอบด้วย มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และไทย ที่นายทรัมป์ได้ลงนามหลังจากเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ก่อนที่เวทีซัมมิตอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย จะเริ่มขึ้นในวันนี้

สำหรับไทยนั้นเป็นแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบสำหรับข้อตกลงการค้าสหรัฐ-ไทย เรื่องการค้าต่างตอบแทน และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือในการสร้างความหลากหลายให้แก่ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญโลกและส่งเสริมการลงทุน

แถลงการณ์ร่วมฯ ระบุว่า ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีมายาวนาน ครอบคลุมถึงสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐ-ไทยปี 2509 และกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุนสหรัฐ-ไทยปี 2545 เงื่อนไขสำคัญในข้อตกลงฯ เช่น ไทยจะกำจัดอุปสรรคภาษีให้แก่สินค้านำเข้าจากสหรัฐ ราวร้อยละ 99 ครอบคลุมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรอย่างกว้างขวาง ขณะที่สหรัฐจะคงอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับไทย ไว้ที่ร้อยละ 19 ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารวันที่ 2 เมษายน 2568 กับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในไทย ไทยจะซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐ ปีละ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 84,922 ล้านบาท) พลังงานปีละ 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 176,377 ล้านบาท) และเครื่องบินจำนวน 80 ลำมูลค่า 18,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 614,055 ล้านบาท) เป็นที่น่าสังเกตว่า แถลงการณ์ร่วมได้ขีดเส้นใต้เงื่อนไขเรื่องไทยจะแก้ไขและป้องกันอุปสรรคที่มีต่อสินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐในตลาดของไทยด้วย

ส่วนบันทึกความเข้าใจฯ ระบุว่า สหรัฐและไทยจะแบ่งปันข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญของไทย ช่วยไทยวิเคราะห์แหล่งแร่ธาตุสำคัญ และประสานเรื่องโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ทั้งสองฝ่ายจะพบหารือกันในระดับคณะทำงานอย่างสม่ำเสมอ ความร่วมมือทั้งหมดตามบันทึกความเข้าใจฯ นี้จะขึ้นอยู่กับเงินทุนที่มี ซึ่งไม่ใช่เงินทุนที่มีสัญญาผูกมัด และบันทึกความเข้าใจฯ นี้ ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลต่อข้อตกลงที่มีอยู่ของทั้งสองฝ่าย

ในเรื่องของแร่ธาตุสำคัญนั้น รอยเตอร์ได้รายงานพิเศษเมื่อเดือนกันยายนว่า จีนอยู่ระหว่างหารือกับมาเลเซีย เรื่องการสกัดธาตุหายาก หรือแรร์เอิร์ธ คาดว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของมาเลเซียจะเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทจีนสร้างโรงสกัดแรร์เอิร์ธ ที่มาเลเซีย ซึ่งมีแรร์เอิร์ธราว 16.1 ล้านตัน ขณะที่จีนซึ่งทำเหมืองและสกัดแรร์เอิร์ธเป็นอันดับหนึ่งของโลก ได้เพิ่มการจำกัดการส่งออก ทำให้ผู้ผลิตทั่วโลกต้องเร่งหาแหล่งแรร์เอิร์ธสำรอง เพราะเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตชิป ยานยนต์ไฟฟ้า และยุทโธปกรณ์

ที่ผ่านมามาเลเซียสั่งห้ามส่งออกแรร์เอิร์ธที่ยังไม่ผ่านการสกัด เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากรสำคัญในช่วงที่กำลังหาทางพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ แต่ในแถลงการณ์ที่มาเลเซียและสหรัฐ แถลงร่วมกันในวันนี้ มาเลเซียตกลงที่จะยกเว้นการห้ามส่งออกหรือกำหนดโควตาการส่งออกแรร์เอิร์ธไปสหรัฐ

ที่มาเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย [1] [2]


 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง