Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประเทศ ติมอร์-เลสเต เพิ่งจะได้เป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ และอาจมีการพิจารณา 'ปาปัวนิวกินี' อีกประเทศหนึ่ง ในขณะที่เรื่องนี้สะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำของอินโดนีเซียที่ต้องการขยายความร่วมมือในภูมิภาค แต่อาเซียนในปัจจุบันยังคงประสบปัญหาความแตกแยกภายใน และยังมีปัญหาท้าทายเช่นปัญหาของพม่า นักวิเคราะห์จึงพิจารณาว่าการขยายจำนวนสมาชิกตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีจริงหรือไม่

ติมอร์-เลสเต หรือ ติมอร์ตะวันออก ซึ่งเป็นประเทศใหม่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับเข้าเป็นสมาชิกของ "สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ อาเซียน อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีการลงนามคำประกาศในเรื่องนี้ที่การประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่ศูนย์ประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ทำให้ในตอนนี้สมาชิกอาเซียนเพิ่มมาเป็น 11 ประเทศ หลังจากครั้งสุดท้ายที่มีการเพิ่มสมาชิกใหม่คือเมื่อปี 2542 ที่มีการเพิ่มกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิก

ซานานา กุสมาว นายกรัฐมนตรีของติมอร์-เลสเตได้ร่วมพิธีลงนามในกรุงกัวลาลัมเปอร์พร้อมกับผู้นำอาเซียนประเทศอื่นๆ กุสมาวกล่าวว่า การที่ติมอร์-เลสเต ได้เข้าร่วมอาเซียนนั้น นับเป็น "ฝันที่เป็นจริง"  อีกทั้งยังนับเป็น "การก้าวสู่บทใหม่ด้วยแรงบันดาลใจ" ซึ่งจะนำพาโอกาสอย่างใหญ่หลวงสำหรับการค้าและการลงทุนให้กับประเทศ

ติมอร์-เลสเต เป็นประเทศที่สถาปนาตัวเองล่าสุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2545 หลังจากที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซียมาเป็นเวลายาวนาน โดยที่ติมอร์-เลสเต ได้ยื่นขอเป็นสมาชิกอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2554 จึงนับว่าเป็นเวลานานกว่าหนึ่งทศวรรษที่ติมอร์-เลสเต จะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในทางเศรษฐกิจและสถาบันการเมืองว่าเข้าเกณฑ์มาตรฐานของอาเซียน จนทำให้ได้รับเข้าเป็นสมาชิกในที่สุด

โรดแมปรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกเริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 แล้วในการประชุมซัมมิทที่อินโดนีเซีย ซึ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันการเมืองในติมอร์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงส่งเสริมการสร้างศักยภาพ

ในปีนี้ มาเลเซีย เป็นผู้นำของอาเซียน ตามระบบหมุนเวียนให้แต่ละประเทศผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำ ทำให้มาเลเซียเสมือนเป็นประเทศที่นำกระบวนการขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้ติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้ทำให้ประธานาธิบดี รามอส-ฮอร์ตา ประมุขของติมอร์-เลสเต ได้กล่าวขอบคุณประเทศมาเลเซียและนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ที่ช่วยสนับสนุนให้ติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนได้สำเร็จ

"พวกเราขอขอบคุณมาเลเซียและเหล่าผู้นำอาเซียนทุกคนที่เชื่อใจพวกเราว่าพวกเรามีศักยภาพในการที่จะแสดงความรับผิดชอบของพวกเราในฐานะสมาชิกอาเซียน พวกเราอาจจะยังมีจุดอ่อนอยู่ แต่พวกเราก็ให้สัญญาว่าจะทำการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป" รามอส-ฮอร์ตา กล่าว

ติมอร์-เลสเต เป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พูดภาษาโปรตุเกส เป็นประเทศที่มีประชากร 1.4 ล้านคน และยังคงพึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซอย่างมาก ในขณะที่ภาคเกษตรและการบริการก็เริ่มมีบทบาทในการสร้างรายได้ให้ประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ในปี 2567 พวกเขามีจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 3.4 เป็น 1,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการประเมินว่าในปี 2568 พวกเขาจะมีจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.9 ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อกำลังผ่อนคลายลงและมีเสถียรภาพทางการเงินมากขึ้น

อย่างไรก็ตามจำนวนจีดีพีในปัจจุบันของติมอร์-เลสเต ยังถือเป็นแค่ส่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับจีดีพีรวมของประเทศอาเซียนทั้งหมด 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งประชากรราวร้อยละ 42 ของติมอร์-เลสเตก็ยังคงมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มีประชากร 2 ใน 3 ของติมอร์-เลสเตที่อายุต่ำกว่า 30 ปี แหล่งรายได้หลังของพวกเขาคือน้ำมันและก๊าซก็กำลังร่อยหรอลงเรื่อยๆ การที่ติมอร์-เลสเต เข้าร่วมกับอาเซียนนั้นจะทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อตกลงการค้าเสรี เข้าถึงโอกาสการลงทุน และเข้าถึงตลาดการค้าในระดับภูมิภาคได้

ต้อนรับสมาชิกใหม่ ท่ามกลางปัญหาภายนอกและภายใน

การประชุมอาเซียนซัมมิทในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการประชุมเอเชียตะวันออก ที่มีทั้งสหรัฐฯ, จีน, อินเดีย, รัสเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เข้าร่วมด้วย ซึ่งมีการหารือกันในประเด็นร้อนอย่างกรณีกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ และการเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธ

หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการกำแพงภาษี จีนก็โต้ตอบด้วยการจำกัดการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธที่มีความจำเป็นในการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้เรื่องนี้ส่งผลต่อทั่วโลก

ประเด็นร้อนในอาเซียนประเด็นต่อมาคือวิกฤตประชาธิปไตยพม่า ประเทศที่ในตอนนี้ยังคงอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง อีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาเรื่องศูนย์หลอกลวงออนไลน์หรือที่เรียกว่าสแกมเมอร์ระบาดเพิ่มมากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนทำให้เครือข่ายแก็งอาชญากรรมทำเงินไปกว่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ในขณะเดียวกัน การประชุมอาเซียนซัมมิทในครั้งนี้พม่าก็ขอสละสิทธิไม่เข้าร่วมด้วย อีกทั้งพม่ายังจะไม่รับไม้ต่อในการเป็นผู้นำอาเซียนถัดจากมาเลเซียในปีถัดไป เพราะในตอนนี้พม่าก็กำลังมีปัญหาสงครามกลางเมือง ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ทำให้ผู้ที่จะรับไม้ต่อเป็นผู้นำอาเซียนปีต่อไปคือฟิลิปปินส์

ชาร์ส ซานติอาโก ประธานร่วมของกลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน APHR เปิดเผยว่าน่าจะมีการหารือกันเรื่องผลพวงของสงครามกลางเมืองในพม่าในที่ประชุมซัมมิทของอาเซียนด้วย แต่ในขณะเดียวกันซานติอาโกก็บอกว่าเขาไม่ได้หวังอะไรมากอยู่แล้วกับการประชุมของอาเซียน เพราะเขามองว่ามันกลายเป็นแค่ "โอกาสถ่ายรูปสร้างภาพครั้งใหญ่" ของเหล่าผู้นำมากกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย

ถึงแม้ว่าอาเซียนจะเคยออกฉันทมติ 5 ข้อเพื่อส่งเสริมให้เกิดสันติภาพในพม่า มาตั้งแต่ปี 2564 รวมถึงมีการตั้งผู้แทนพิเศษเพื่อช่วยเหลือเจรจายุติความขัดแย้ง แต่ 4 ปีผ่านมาแล้ว นักวิจารณ์ก็มองว่าอาเซียนได้ส่งผลน้อยมากต่อความขัดแย้งในพม่า

บางครั้งอาเซียนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดกลไกในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศสมาชิกยอมทำตามกฎกติกา ทำให้อาเซียนแตกต่างจากการรวมกลุ่มของประเทศอื่นๆ อย่างเช่น สหภาพยุโรป ที่สมาชิกจะต้องปฏิบัติตามกฎและคำตัดสินของอียู

คำวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้นอกจากจะพาดพิงถึงประเด็นพม่าแล้วยังพาดพิงถึงประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

มาร์โค ฟอสเตอร์ ผู้อำนวยการอาเซียนที่บริษัท Dezan Shira & Associates บอกว่าการรวมกลุ่มของอาเซียนนั้นมีประวัติศาสตร์เฉพาะตัว ตรงที่ตอนตัดสินใจรวมกลุ่มจัดตั้งขึ้นมาในปี 2510 นั้นเป็นช่วงเดียวกับที่หลายประเทศมีการเรียกร้องเอกราชและปลดปล่อยประเทศจากเจ้าอาณานิคม ทำให้เรื่อง "การเป็นอิสระจากประเทศอื่น" กลายเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญในอาเซียน ผลพวงที่ตามมาคือปรัชญาหลักของอาเซียนจึงกลายเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศมีความเอกเทศไม่ก้าวก่ายกัน กลายเป็นว่าแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับกฎของสมาคมให้มาอยู่เหนือการตัดสินใจของตัวเองได้

การขยายจำนวนสมาชิก ในช่วงที่อาเซียนยังเต็มไปด้วยปัญหา

นอกเหนือจากติมอร์-เลสเต แล้วมีความเป็นไปได้ว่าอาเซียนอาจจะรับปาปัวนิวกินีเข้าเป็นสมาชิกเพิ่มต่อจากนี้ด้วย แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่ามันอาจจะกลายเป็นการส่งผลเสียต่อความแน่นแฟ้นและประสิทธิภาพของอาเซียน

นักวิเคราะห์ที่วิเคราะห์ในเรื่องนี้ คือ เดวิด โคเฮน ผู้อำนวยการศูนย์สแตนฟอร์ดเพื่อความยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ก่อตั้ง-ผู้อำนวยการของศูนย์เพื่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมนานาชาติที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กับอีกคนหนึ่งคือ อเล็กซานดรา โคค นักศึกษา Knight-Hennessy ที่วิทยาลัยกฎหมายสแตนฟอร์ด และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่กิจการระหว่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ทั้งโคเฮน และ โคค มองว่าในขณะที่การนับรวมติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนจะสะท้อนความทะเยอทะยานของอินโดนีเซียในการที่จะมีบทบาทนำในภูมิภาค เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นผู้ผลักดันให้ติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในตอนที่นำเสนอโรดแมป รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของอาเซียนให้ดูมีความแน่นแฟ้นมากขึ้นท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นในอินโด-แปซิฟิก แต่ในขณะเดียวกันอาเซียนเองก็ยังมีความปัญหาความขัดแย้งภายในที่ฝังรากลึก

โคเฮน และ โคค มองว่าการรับติมอร์-เลสเต กับ ปาปัวนิวกินี เข้าร่วมในช่วงที่อาเซียนเองก็กำลังโคลงเคลงเช่นนี้จะไม่ส่งผลดีต่อความแน่นแฟ้น อีกทั้งยังชวนให้เกิดคำถามต่อเรื่องอัตลักษณ์ตัวตนของอาเซียนในเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงเรื่องบทบาทของอาเซียนในเรื่องความมั่นคงของภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกด้วย

นักวิชาการทั้งสองคนนี้มองว่า ทั้งติมอร์-เลสเต และ ปาปัวนิวกินี ต่างก็ยังคงมีปัญหาในตัวเองและไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเจรจาหรือปฏิบัติตามพันธกรณีร่วมกันของกลุ่มอาเซียน นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังมักจะแตกแถวไปจากบรรทัดฐานของอาเซียนในเวทีโลกด้วย

นักวิเคราะห์มองว่าติมอร์-เลสเตเองก็ยังมีความเปราะบางทางการเมือง, เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาขาดความเป็นอิสระในการตัดสินใจ เพราะยังต้องพึ่งพิงประเทศอื่นๆ หรือยังไม่แข็งแกร่งพอในฐานะตัวแทนในเวทีโลก เช่นกรณีที่ติมอร์-เลสเตต้องพึ่งพาจีนในการเป็นผู้ให้เงินทุนสร้างทำเนียบประธานาธิบดีและอาคารราชการหน่วยงานรัฐอื่นๆ

อีกกรณีหนึ่งคือเรื่องที่ถึงแม้ว่าติมอร์-เลสเต จะออกตัวสนับสนุนประชาธิปไตยและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการทหารของพม่า แต่เมื่อใกล้ช่วงที่พวกเขาจะได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ท่าทีของติมอร์-เลสเต ต่อรัฐบาลทหารพม่าก็เริ่มอ่อนลง

สำหรับกรณีปาปัวนิวกินีนั้น พวกเขามีความผูกพันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มิติต่างๆ น้อยยิ่งกว่าติมอร์-เลสเตเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นในด้านประวัติศาสตร์, การเมือง, สถาบัน และเศรษฐกิจ อีกทั้งเวลาที่ปาปัวนิวกินีโหวตลงมติในสหประชาชาติก็มักจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์มากกว่าจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับประเทศอาเซียน สะท้อนว่าปาปัวนิวกินีมีความใกล้ชิดกับภูมิภาคแปซิฟิกมากกว่าอาเซียน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาเรื่องที่พวกเขาประกาศเป็นพันธมิตรทางการทหารกับออสเตรเลียด้วยแล้ว

ในแง่ของการบูรณาการทางเศรษฐกิจนั้น นักวิชาการสองคนก็มองว่าอาเซียนมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว การที่นำประเทศติมอร์-เลสเต และปาปัวนิวกินี ที่ยังคงมีเศรษฐกิจที่เปราะบางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้นอาจจะยิ่งสร้างช่องว่างในด้านการพัฒนา ทำให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายได้ยากขึ้นในเรื่องการมีตลาดเดียวกันและมีฐานการผลิตร่วมกัน โดยที่ทั้งติมอร์-เลสเต กับ ปาปัวนิวกินี ต่างก็มีจีดีพีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค รวมถึงมีประชากรจำนวนมากมีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจน

สำหรับเรื่องความมั่นคงนั้น อาเซียนกำลังประสบปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ข้อพิพาททะเลจีนใต้ และเรื่องสงครามกลางเมืองในพม่า

โคเฮน และ โคค มองว่าการที่ให้ติมอร์-เลสเต กับปาปัวนิวกินี เข้าร่วมอาเซียนด้วยอาจจะทำให้เกิดความยุ่งยากในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น จากการที่ปาปัวนิวกินีมีอัตลักษณ์ส่วนใหญ่เป็นชาวเมลาเนเซีย มีความใกล้เคียงและเอนเอียงไปในทางโอเชียเนียกับแปซิฟิก มากกว่าจะอยู่ข้างเดียวกับอาเซียน ส่วนติมอร์-เลสเต นั้นถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกับอาเซียนมากกว่า แต่ก็ยังคงอยู่ชายขอบในฐานะผู้กระทำการ พวกเขามีปฏิสัมพันธ์ที่จำกัดในฐานะผู้สังเกตการณ์สำหรับอาเซียน จึงยังไม่ได้แสดงให้เห็นศักยภาพใดๆ ในด้านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญระยะยาวสำหรับอาเซียน

นักวิชาการมองว่าการที่เพิ่มสมาชิกอาเซียนเข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่มีแนวทางที่ชัดเจนก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการบั่นทอนวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน การจะเพิ่มสมาชิกเข้ามาจะต้องมีการพิจารณาเรื่องเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่จะสามารถขับเคลื่อนโครงสร้างความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียนได้ ไม่ว่าจะด้วยวิสัยทัศน์ เป้าหมายหลัก และผลประโยชน์ที่มีความสำคัญต่อภูมิภาค

 

เรียบเรียงจาก

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Timor-Leste 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง