นักปกป้องสิทธิฯ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ และ ก.ป.อพช. ยื่นหนังสือหน้าสถานทูตสหรัฐฯ จี้เพิกถอน MOU ไทย–สหรัฐฯ แร่ธาตุสำคัญ ชี้ละเมิดกฎหมายแร่ไทย–ซ้ำรอยสัญญาโปแตช–ทองคำยุคเก่าเตือนอย่าผลักไทยเป็นสมรภูมิชิงแร่หายากระหว่างสหรัฐฯ–จีน ทำลายสิ่งแวดล้อม–ประชาธิปไตยไทย
30 ต.ค. 2568 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ยื่นหนังสือคัดค้าน “MOU แร่ธาตุสำคัญ” หรือที่เรียกกันว่า “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” (บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน) หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย
การลงนาม MOU แร่แรร์เอิร์ธระหว่างไทย–สหรัฐฯ กลายเป็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามใน MOU แร่ธาตุสำคัญร่วมกับสหรัฐฯ
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า MOU ฉบับดังกล่าวไม่ได้รวมแค่แร่แรร์เอิร์ธอย่างเดียว แต่รวมไปถึงแร่สำคัญหรือ Critical Minerals ซึ่งมีแร่อีกอย่างมาก กว่า 60 ชนิด วันนี้กลุ่มของตนจึงต้องมายื่นแถลงการณ์คัดค้านที่นี่ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังจะซ้ำเติมผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ที่ได้รับผลกระทบจากแร่แรร์เอิร์ธข้ามพรมแดนอยู่ในขณะนี้ ทั้งแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง เราก็มีข้อมูลแล้วว่ามีการปนเปื้อนจากสารโลหะหนักในแม่น้ำ มีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก แต่การทำ MOU ในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านายกของเราไม่ได้ให้ความสนใจกับกระบวนการแก้ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลย แต่กำลังจะซ้ำเติมปัญหาที่ไม่ใช่แค่แร่แรร์เอิร์ธ แต่รวมถึงแร่อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นประเทศไทยด้วย
จุฑามาสกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือแร่แรร์เอิร์ธและแร่สำคัญต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ โดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามันซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญมากๆ ในเรื่องของการท่องเที่ยว และถ้า MOU นี้ยังเดินหน้าต่อไปก็เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยจะถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นพื้นที่ในการขุดทรัพยากรแร่ แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องการขุดแร่หรือแต่งแร่เท่านั้น แม้แต่การนำเข้าแร่มาจากต่างประเทศแล้วมาทำการแต่งแร่ในประเทศไทยเพื่อส่งออกก็มีผลกระทบอย่างมากเหมือนกัน
จุฑามาสกล่าวต่อไปว่า อย่างที่หลายคนได้ทราบ หรือบางคนอาจยังไม่ทราบ ว่าคำว่า “แร่แรร์เอิร์ธ” ไม่ได้หมายความว่า “เป็นแร่ที่ค้นหาได้ยาก” แต่สิ่งที่ยากคือกระบวนการของการผลิต การแต่งแร่ เพราะว่ามันจะตามมาด้วยผลกระทบมหาศาล ที่เราเห็นตัวอย่างไปมากมายแล้ว
หลังจากนั้น มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านละครสั้นจำลองผลกระทบจากเหมืองแร่แรเอิร์ธ ที่ส่งผลต่อแม่น้ำสายสำคัญของไทย ได้แก่ แม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมถึงการจำลองการลงนามใน MOU ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีของไทย ก่อนที่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่จะร่วมกัน “ฉีก MOU” เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าว
จากนั้น เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับ สุภาภรณ์ มาลัยลอย และ สุทธิเกียรติ คชโส ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ได้อ่านแถลงการณ์คัดค้าน MOU โดยระบุว่า
“สหรัฐฯ ควรร่วมมือกับไทยในการแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในรัฐฉานของพม่า มากกว่าการผลักดัน MOU ที่จะขยายการลงทุนเหมืองแร่สำคัญและแร่หายากในไทย ซึ่งจะยิ่งเพิ่มมลพิษลงสู่แม่น้ำกก สาย รวก และโขง”
แถลงการณ์ชี้ว่า สหรัฐฯ เคยมีบทบาทวิพากษ์วิจารณ์จีนเรื่องการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงที่ส่งผลต่อประเทศลุ่มน้ำตอนล่าง แต่กลับเลือกจะสนับสนุนข้อตกลงที่อาจนำพาผลกระทบในลักษณะเดียวกันมาสู่ภูมิภาคนี้
เลิศศักดิ์เปิดเผยทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวประชาไทวานนี้ (29 ต.ค.) ถึงเหตุผลที่คัดค้าน MOU ฉบับนี้ เนื่องจากตามปกติแล้วระบบกฎหมายแร่มีการให้สัมปทาน 2 ชั้น ชั้นแรกคือขั้นตอนการขอสัมปทานเพื่อการสำรวจแร่ ส่วนขั้นที่สองคือ ขออนุญาตสัมปทานเพื่อทำเหมืองแร่ แต่ว่า MOU ฉบับนี้มีเนื้อหาเกินกรอบของกฎหมายแร่ของประเทศไทย จากการให้สิทธิ์แก่บริษัทต่างชาติในการ “สำรวจและผลิตแร่” โดยข้ามขั้นตอนการขออาชญาบัตรและประทานบัตรตามกฎหมายปกติ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ต่างชาติทำครอบกระบวนกระบวนการอนุญาตทำเหมือง
เลิศศักดิ์กล่าวต่อไปว่า MOU ฉบับนี้จึงคล้ายๆ กับเป็นกลไกแรกที่อาจจะส่งผลให้เกิดการทำเหมืองมากขึ้นในประเทศไทย และ MOU ฉบับนี้ก็จะทำให้หน่วยงานราชการต้องดำเนินการต่อเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนต่างชาติอย่างถึงที่สุด โดยไม่สนประโยชน์หรือผลกระทบกับประชาชน
“แต่ข้อตกลง MOU นี้มันครอบระบบสัมปทาน 2 ชั้นไปอีกชั้นหนึ่ง ความหมายก็คือสมมติว่าคุณสำรวจไม่ดี หรือมีประชาชนต่อต้านคัดค้านอะไรก็ตาม รัฐบาลหรือหน่วยงานราชการเวลามีข้อตกลงแบบนี้ก็คือว่าเขาเรียกอะไรนะ…จะต้องเอื้อประโยชน์หรืออำนวยประโยชน์ให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้กับผู้ลงทุนตามขอบตามกรอบข้อตกลงนั้น ดังนั้นพฤติกรรมของ MOU นี้มันจะไปบังคับให้หน่วยงานราชการต้องมีพฤติกรรมปกป้องผลประโยชน์ตามข้อตกลง”
“ถ้าเกิดคุณทำเมืองแรกเกิดผลกระทบขึ้น ก็สมควรที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่จะต้องควบคุม ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ข้อตกลงแบบ MOU นี้มันไปทำให้พฤติกรรมของระบบราชการเนี่ย…คล้ายๆ กับว่าต้องพยายามเอื้อประโยชน์หรืออำนวยประโยชน์อย่างถึงที่สุด… สิ่งที่ทำก็คือว่าพยายามละเว้นการบังคับใช้ข้อกฎหมายที่ไปบังคับให้ผู้ประกอบการ ดังนั้น MOU นี้เป็น MOU ที่เกินไปกว่ากรอบของกฎหมายแรกที่กำหนด ซึ่งเราคิดว่าเรารับไม่ได้”
แถลงการณ์
ขอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลก
30 ตุลาคม 2568
ตามที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีของไทยร่วมกันลงนาม Memorandum of Understanding Between the Government of the United States of America and the Government of the Kingdom of Thailand Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investments หรือ ‘MOU’ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ มีความเห็นดังนี้
1. MOU ที่ท่านและนายกรัฐมนตรีของไทยควรร่วมลงนามร่วมกัน คือ MOU ว่าด้วยความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่กระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารจากการดำเนินการทำเหมืองแร่สำคัญ แร่หายาก และแร่อื่น ๆ ในเขตรัฐฉานของประเทศพม่า ซึ่งก่อมลพิษอย่างรุนแรงลงสู่แม่น้ำกก สาย รวกและโขงในประเทศไทย ส่งผลเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของประชาชนไทยและประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างอยู่ในขณะนี้ และในอนาคตอีกยาวไกล
ดังที่สถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย โดยเอกอัครราชทูตคนก่อน ๆ ได้เคยแสดงบทบาทวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการสร้างเขื่อนจำนวนมากที่ตอนบนของแม่น้ำโขง ซึ่งขัดขวางการไหลของกระแสน้ำมายังลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (และมีความพยายามที่จะระเบิดแก่งแม่น้ำโขงระหว่างพรมแดนไทยและลาว นำมาซึ่งการทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง) อันเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่างประสบภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ
2. รัฐบาลไทยในอดีตเคยกระทำผิดพลาดมาแล้วสองครั้งจากการลงนามใน ‘สัญญาให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตชในจังหวัดอุดรธานี’ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2527 โดยให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่โปแตชครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่มากประมาณ 1.5 ล้านไร่ และ ‘สัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง’ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 โดยให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในหลายอำเภอของ จ.เลย บนพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 340,615 ไร่ ซึ่งสัญญาทั้งสองกระทำเกินไปกว่ากรอบของบทบัญญัติใด ๆ ในกฎหมายแร่ของไทย อันเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทุกชนิดและประเภท
เนื่องจากเป็นการทำสัญญาจับจองพื้นที่แหล่งแร่เพื่อการ ‘สำรวจ’ และ ‘ทำเหมืองแร่’ ล่วงหน้าไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้รับ ‘สัมปทานสำรวจแร่’ และ ‘สัมปทานทำเหมืองแร่’ ตามกฎหมายแร่ซึ่งเป็นระบบสัมปทานปกติแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีบทบัญญัติมาตราใดในกฎหมายแร่ของไทยที่อนุญาตให้ทำสัญญาลักษณะนี้ได้ จึงกลายเป็นสัญญาผูกขาดที่ครอบลงไปในระบบสัมปทานปกติอีกชั้นหนึ่ง อีกทั้งสัญญาทั้งสองมีลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่ง คือ เป็นสัญญานิรันดรที่ไม่ระบุวันสิ้นสุดสัญญาเอาไว้ ต่างกับกฎหมายแร่ของไทยที่ระบุวันสิ้นสุดอายุสัมปทานสำรวจแร่และสัมปทานทำเหมืองแร่เอาไว้ (เช่น อาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่คราวละ 5 ปี ประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่คราวละ 25 – 30 ปี เป็นต้น) จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ไม่ต่างจาก MOU อันเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายแร่ของไทย
3. ทะเลฝั่งอันดามันของไทยมีการเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเรื่องหนึ่ง คือ การพลิกโฉมจากการทำเหมืองแร่ดีบุกไปสู่การท่องเที่ยว ซึ่งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องแลกมาด้วยความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการเผาโรงงานแทนทาลัมที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ซึ่งแร่แทนทาลัมเป็นแร่สำคัญชนิดหนึ่งใน MOU ดังนั้น MOU จะเกิดการกระตุ้นให้ผืนแผ่นดินภาคต่าง ๆ ของไทยต้องกลายเป็นที่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศที่ประสงค์จะเข้ามาทำการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่สำคัญและแร่หายากมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในภาคใต้ของไทยนั้น แร่สำคัญอย่างเช่นแทนทาลัม และแร่หายากส่วนใหญ่ มักอยู่ร่วมกับสายแร่ดีบุก
สหรัฐฯจึงไม่ควรกระตุ้นให้รัฐบาลไทยผลักดันนโยบายจากผลของ MOU ที่จะเปลี่ยนโฉมทะเลอันดามัน ธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ไปเป็นเมืองมลพิษจากการทำเหมืองแร่สำคัญและแร่หายาก
4. หากสหรัฐฯประสงค์จะลดอิทธิพลและอำนาจผูกขาดของจีนในการครอบครองแร่สำคัญและแร่หายากของโลก ด้วยการดึงไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเข้าร่วม เพราะมองเห็นว่าไทยเป็นช่องทางหรือแหล่งนำเข้าแร่สำคัญและแร่หายากจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากพม่าและลาวที่จีนครอบครองแบบผูกขาดแร่ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว เพื่อหวังว่าจะส่งผ่านแร่ดังกล่าวให้กับสหรัฐฯ นั้น MOU จะตอบสนองความประสงค์ของสหรัฐฯไปในทิศทางที่เลวร้าย ก็เพราะว่า MOU จะทำให้สหรัฐฯกลายเป็นผู้คุ้มครองและปกป้องเส้นทางนำเข้าแร่สำคัญและแร่หายากจากพม่าและลาวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายเข้าไทย โดยไม่สนใจว่าการทำเหมืองแร่สำคัญและแร่หายากจากพม่าจะนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของประชาชนไทยแต่อย่างใด
5. สหรัฐฯรู้อยู่แล้วว่า แร่สำคัญและแร่หายากหลายชนิดบนผืนแผ่นดินไทยมีจำนวนน้อยมาก ไม่มีความเข้มข้นพอที่จะคุ้มค่าในการลงทุนเชิงพาณิชย์ ดังปรากฎความโง่เขลาของรัฐบาลไทยเมื่อต้นปี 2567 ที่ประโคมข่าวใหญ่โตว่าไทยเป็นแหล่งแร่ลิเทียมอันดับ 3 ของโลก มีปริมาณสำรองถึง 14.8 ล้านตัน ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเลขของแร่ลิเทียมบริสุทธิ์ ทั้งที่ปริมาณดังกล่าวคือแร่ลิเทียมในเนื้อหิน ซึ่งหากสกัดให้บริสุทธิ์แล้วจะได้เพียง 31,080 ตันเท่านั้น ซึ่งเป็นการรีดเลือดปู ต้องแลกกับผลกระทบรุนแรงในทุกด้าน เพราะต้องใช้น้ำและสารสกัดปริมาณมากที่มีความเป็นพิษสูงมาก และไทยเองก็ยังไม่พร้อมเพราะไม่มีเทคโนโลยีสกัดแร่ลิเทียม แร่สำคัญและแร่หายากชนิดต่าง ๆ ให้บริสุทธิ์ได้
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา สหรัฐฯควรตระหนักถึงความเป็นมิตรต่อประชาชนไทย ที่ลึกซึ้งกินใจมากกว่าความเป็นมิตรเฉพาะรัฐบาลไทย ที่วนเวียนอยู่บนเส้นทางที่กดประชาธิปไตยให้ตกต่ำ ถดถอยและล้าหลังลงทุกวัน สหรัฐฯจึงไม่ควรมองไทยเป็นสมรภูมิของการต่อสู้ช่วงชิงแร่สำคัญและแร่หายากจากจีน เพราะการกระทำเช่นนี้นำมาซึ่งการทำลายสุขภาวะของประชาชนไทยที่เป็นมิตรต่อท่าน และนำมาซึ่งการร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการทำลายสุขภาวะของประชาธิปไตยของประชาชนไทย จึงขอให้สหรัฐฯได้ดำเนินการยกเลิก/เพิกถอน MOU ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ด้วยความเคารพ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประกอบด้วยรายชื่อองค์กรด้านล่างนี้
1. กลุ่มรักษ์ภูเต่า
2. กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย
3. กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านนครสวรรค์
4. กลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได
5. กลุ่มรักษ์ภูซำผักหนาม ลุ่มน้ำเซิน ไม่เอาเหมืองแร่
6. กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส
7. กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด
8. กลุ่มรักษ์ดงลาน
9. กลุ่มรักษ์บ้านแหง
10. กลุ่มเฝ้าระวังอมก๋อย
11. กลุ่มคนดอยเต่าไม่เอาเหมืองแร่
12. เครือข่ายยุติเหมืองแร่เเม่เลียง
13. เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำลา
14. เครือข่ายรักษ์แม่น้ำกกท่าตอน – แม่อาย
15. เครือข่ายรักษ์เขาเตาปูน
16. กลุ่มคนรักษ์หัวหวาย
17. กลุ่มรักษ์เขากะลา
18. กลุ่มอนุรักษ์เขาหินจอก
19. กลุ่มรักษ์เขาโต๊ะกรัง
20. เครือข่ายพิทักษ์เขาเตราะปลิง
21. เครือข่ายเยาวชนพิทักษ์เขาลาเมาะ
22. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชน
23. มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
24. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
25. โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
26. ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย
27. Radical Grandma Collective
รมว.พาณิชย์ ยืนยัน MOU แรร์เอิร์ธ ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เชื่อไม่มีผลในแง่ภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีที่ไทยลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา หรือ MOU-แร่แรร์เอิร์ธ ว่า MOU นี้ เป็นเรื่องใหม่ที่กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาอย่างรอบคอบ รวมทั้ง ผ่านการพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ได้รับการยืนยันว่า ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย สามารถยกเลิกได้ เป็นความร่วมมือในการถ่ายทอดความรู้ ที่จะเป็นประโยชน์กับไทย และการดำเนินการเรื่องแร่หายาก จะต้องเข้ากับ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.เหมืองแร่ ไม่ได้ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษใด ๆ และยืนยันว่าจะให้ใช้สอดคล้องกับกฏหมายที่มีอยู่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชื่อมั่นว่า MOU นี้ไม่มีผลในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจาก ไม่ได้ผูกมัดให้ไทยต้องเลือกข้างสหรัฐฯ และจีนก็แสดงความจำนงว่าพร้อมร่วมมือกับไทย พร้อมกล่าวย้ำว่า การค้าขายในปัจจุบันต้องเปิดกว้างและเสรี ไทยไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ ต้องพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ จึงต้องดำเนินการอย่างสมดุลทั้งสองฝ่าย
ทางด้าน รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่บุคคลในรัฐบาล ทั้งศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต่างระบุถึงการลงนาม MOU ความร่วมมือแร่หายากระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา สามารถยกเลิกเมื่อใดก็ได้ และไม่มีผลผูกพัน โดยเห็นว่า รัฐบาล ควรออกมาชี้แจงให้ละเอียดชัดเจนว่า MOU ฉบับนี้ ประเทศชาติ และประชาชนคนไทย จะได้ประโยชน์อะไรอย่างไรมากกว่าการออกมาระบุว่า ไม่มีผลผูกพัน
รัศม์ยังไม่เชื่อว่า หากการเซ็นแล้วไม่มีผลผูกมัดแล้ว อีกฝ่ายก็ย่อมไม่ต้องมีผลผูกมัดด้วย ดังนั้นแล้วจะเซ็นไปทำไม? และการที่รัฐบาลออกมาชี้แจงเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายที่ลงนามด้วยจะพอใจ และมีความเชื่อมั่นในฝ่ายไทยหรือไม่ และในสายตาของชาวโลก ที่ไทยเพิ่งไปลงนามมาแล้ว และมาประกาศว่า ไม่มีผลผูกพันนั้น จะทำให้ประเทศไทยน่าเชื่อถือขึ้น หรือเป็นไปในทางตรงกันข้ามกันหรือไม่
สส.ฝ่ายค้านกังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ภายหลังการลงนาม MOU แร่แรร์เอิร์ธเพียง 1 วัน ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์ว่า การที่รัฐบาลอนุทินทำ MOU อาจทำไทยเสียเปรียบ ทั้งที่กลไกป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายภายในยังไม่พร้อม กรณีน้ำปนเปื้อนมลพิษที่ภาคเหนือยังเจอปัญหา แล้วยังไปลงนามข้อตกลงที่จะสร้างปัญหาให้ไทยเพิ่มทั้งที่เป็นแค่รัฐบาลชั่วคราว
เช่นเดียวกันกับ กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ที่ตั้งคำถามถึงนายกอนุทินในสภาเมื่อวานนี้ (29 ต.ค.) ว่า เหตุใดไทยจึงไปลงนาม MOU ฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ไทยก็ยังเผชิญปัญหามลพิษข้ามแดนจากเหมืองแรร์เอิร์ธในประเทศเพื่อนบ้าน, ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 23 ต.ค. นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากน้อยหรือไม่ ไม่ใช่กระทรวงอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งในช่วงก่อนการทำ MOU ได้มีการถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาอย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหาทางกฏหมาย
อดีต รมว.กต. เตือน อย่ายอมให้ไทยเป็นแค่หมากใน ‘แรร์เอิร์ธ’
ขณะที่ทางฝั่งพรรคเพื่อไทย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการลงนาม MOU ไทย–สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือสำรวจและพัฒนา “แร่หายาก” (Rare Earths) ว่า คือสัญญาณเตือนให้ประเทศไทย ต้องมองให้ไกลกว่าการเป็นเพียง “ผู้ให้ทรัพยากร” แต่ต้องคิดเชิงยุทธศาสตร์ในระดับภูมิรัฐศาสตร์และ ภูมิเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่อยู่บนโต๊ะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องแร่ แต่คืออำนาจของศตวรรษที่ 21 ในยุคนี้ แร่หายากคือหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, EV ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ มหาอำนาจทั้งโลกกำลังแย่งชิงแหล่งวัตถุดิบเหล่านี้ เพื่อคุมอนาคตของเทคโนโลยีและความมั่นคงแห่งชาติ
มาริษกล่าวต่อไปว่า ไทยต้องเล่น “หมากยุทธศาสตร์” ไม่ใช่เป็นแค่ “หมากในเกม” ถึงแม้ MOU ฉบับนี้ จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง แต่มีผลทางการเมือง ภาพลักษณ์ประเทศ และยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เพราะในโลกที่มหาอำนาจกำลังสู้กันใน “สงครามเทคโนโลยี” ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ทุกลายเซ็นบน MOU คือ สัญญาณทางการทูต ที่สะท้อนจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ และอย่าลืมว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ลงนามกับไทยเพียงประเทศเดียว แต่ยังมี มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และล่าสุด ญี่ปุ่น นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ ยุทธศาสตร์ “ลดการพึ่งพาจีน” ของสหรัฐฯ ผ่านการสร้างพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มาริษ ยังมองว่า ในสมการนี้ประเทศไทยอาจถูกมองว่า เป็น “ประตูสู่แร่หายากแห่งภูมิภาค” ได้ เนื่องจากไทย อยู่บนที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สําคัญ สามารถนำเข้าและส่งออกแร่หายาก และยังเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าไฮเทคหลาย ๆ ชนิด มีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่สามารถรองรับการผลิตสินค้าไฮเทคได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้ย ไทยจึงต้อง “ยืนบนจุดสมดุล” ไม่ใช่ “เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่ง”
มาริษกล่าวด้วยว่า แต่การที่ MOU ครั้งนี้ เปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้ามาลงทุนก่อนใคร หากไทยไม่กำหนดกรอบการเจรจาและผลประโยชน์ให้ชัดเจน เราจะกลายเป็น “ผู้เล่นจำเป็น” ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ในทางกลับกัน หากไทยใช้ทรัพยากรนี้เป็น “ฐานอำนาจเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Leverage) จะสามารถสร้าง “สมดุลแห่งอำนาจ” (Balance of Power) ระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้อย่างมีศักดิ์ศรี
มาริษ ยังระบุว่า “การทูตเทคโนโลยี” (Tech Diplomacy) จึงเป็นเครื่องมือใหม่ที่ไทยต้องใช้ให้เป็น ไม่ใช่เพียงเพื่อความมั่นคง แต่เพื่อสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต เชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับโลก — ทั้งในอุตสาหกรรม EV, เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ผมได้เคยเสนอไว้ในกระทรวงการต่างประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์การสร้างรายได้ของรัฐบาลแพทองธารที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้รัฐบาล มองแร่หายาก คือ “ทุนอำนาจแห่งชาติ” ไม่ใช่แค่ทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น การตัดสินใจให้สิทธิพิเศษกับต่างประเทศ โดยไม่ประเมินผลตอบแทนที่แท้จริง อาจทำให้ไทยสูญเสียอำนาจต่อรองในระยะยาว เพราะรัฐธรรมนูญไทยเองก็ยังกำหนดชัดว่า ทรัพยากรของชาติจะต้องถูกใช้เพื่อ “ประโยชน์สูงสุดของประเทศ” จากนี้ การมอบสิทธิ หรืออนุญาตใดๆ ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากรัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส
