อ่านเกมเศรษฐกิจการเมืองโลก ปมบันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ - ไทย เรื่องแร่หายาก ที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ารัฐยังพอมีทางดิ้นได้ ในขณะที่ประชาชนยังไม่มีหลักประกันผลกระทบที่จะตามมา
พลันที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู - MOU) ด้านการค้าและแร่หายากกับสหรัฐฯ ที่เวทีประชุมอาเซียน ประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศก็กลายเป็นที่จับจ้องของสายตามหาชนชาวไทย
บ้างด้วยสายตาระแวงระวัง เพราะคำสำคัญทั้ง “สหรัฐฯ” “MOU” “แร่หายาก ช่างกระตุกจิตกระชากใจผู้รักชาติที่กลัวว่ามหาอินทรีย์จะเข้ามาฉกฉวยอะไรไปจากไทย
บ้างก็ด้วยสายตาฉงน เพราะไม่รู้มาก่อนว่าไทยมีของหายากแบบ ‘แรร์ (rare)’ ไปจนถึงไม่รู้ว่าแร่หายากที่เขาพูดถึงกันมีอะไรบ้าง
ทั้งหมดเหล่านี้คือคำถามสำคัญที่ควรค่าแก่การเสียเวลาถามและให้เวลาตอบ และในจังหวะที่ทุกสื่อรายงานเรื่องนี้ไปหมดแล้ว ประชาไทเก็บตกประเด็นที่ยังไม่ค่อยได้เห็นรายงานนัก แต่ควรค่าแก่การพิจารณา
1. ข้อตกลงครอบคลุมมากกว่า ‘แรร์เอิร์ธ’
ถ้าปี 2568 จะมีการประเมินบทบาทของสื่อในการคลี่คลายความสงสัยของสังคม หนึ่งเรื่องที่ต้องอยู่ในลิสต์น่าจะเป็นเรื่อง ‘แรร์เอิร์ธ’ เพราะแทบทุกสำนักรับบทครูวิทยาศาสตร์กันแบบเข้มข้น
เช่น ไทยพีบีเอส: “แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ไม่ใช่แร่ แต่เป็น "ชื่อของกลุ่มธาตุ" เคมีจำนวน 17 ธาตุ ในกลุ่มแลนทาไนด์ (Lanthanide series) ซึ่งมักพบอยู่รวมกันในแหล่งแร่เดียวกัน”
หรือ ทีเอ็นเอ็น: “แม้จะถูกเรียกว่า “แร่หายาก” แต่แท้จริงแล้ว แรร์เอิร์ธสามารถพบได้ในเนื้อหินเกือบทุกชนิดที่เป็นส่วนประกอบของเปลือกโลก แต่หาในรูปแบบบริสุทธิ์ได้ยากมาก ต้องมีกระบวนการขุดและกลั่นหลายขั้นตอน ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและต้นทุนสูง”
ไปถึงการเขียนผิดเขียนถูกแบบ พีพีทีวี: “โดยแร่เอิร์ธ คือ กลุ่มธาตุโลหะพิเศษ 17 ชนิด ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน และเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางการแพทย์”
อย่างไรก็ตาม หากกางดูใน MOU แล้ว จะพบว่ารายละเอียดกินความไปมากกว่าแรร์เอิร์ธ 17 ชนิด
เรื่องนี้เถียงได้ยาก เพราะแม้แต่ชื่อของ MOU ยังใช้ชื่อว่า “ความร่วมมือเพื่อสร้างความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ที่มีความสำคัญและส่งเสริมการลงทุน (Cooperation to diversity global CRITICAL MINERAL supply chains and promote investment)”
แล้วแร่ไหนบ้างที่สหรัฐฯ นับว่ามีความสำคัญ?
ข้อมูลจากปี 2022 ของหน่วยงานสำรวจธรณีแห่งสหรัฐฯ ยกแร่ 50 ชนิดขึ้นหิ้งความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น อลูมิเนียม พลวง สารหนู แบไรต์ นิกเกิล ฯลฯ
สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ข้อมูลในวงเสวนา “MOU แรร์เอิร์ธ สหรัฐฯ : ไทย–มาเลเซีย–ญี่ปุ่น กับผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิชุมชนลุ่มน้ำ” ว่า ไทยผลิตแร่บางตัวที่อยู่ในลิสต์อยู่แล้ว เช่น ดีบุก พลวง แมงกานีส แบไรต์ ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว และแทนทาลัม
แร่เหล่านี้ถูกนำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลกเพื่อไปใช้ในสารพัดกิจการในสหรัฐฯ เช่นการผลิตเครื่องบินรบ รวมถึงฮาร์ดแวร์ของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องใช้ทั้งทองแดง พลวง และดีบุก ในการสร้างฮาร์ดแวร์ที่ใช้เชื่อมร้อยคลังข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์
“สังคมไทยคิดว่าอันนี้เป็นแร่ปกติ แต่มันสำคัญมาก”
“เราอย่ามองแต่แร่แรร์เอิร์ธ นั่นคือประเด็นของผม ผมยังสงสัยว่า ถ้าอเมริกาสนใจแร่แรร์เอิร์ธจริง ทำไมเขาไม่ใช้ชื่อ MOU แร่แรร์เอิร์ธ” อาจารย์จาก มฟล. กล่าว
2. รัฐบาลบอก MOU ไม่มัดตัว แต่ในทางหลักการ อาจมัดใจ
นับจากนาทีที่อนุทินยกปากกาขึ้นจากเอกสาร MOU รัฐบาลไทยพยายามชี้แจงว่าไทยไม่ได้เสียเปรียบรัฐบาลวอชิงตันจากการลงนามในเอกสารนี้
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในที่ประชุมอาเซียนว่า การลงนามเกิดขึ้นหลังการตรวจสอบอย่างรอบคอบของกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยทางกฤษฎีกาฯ ระบุว่า MOU นี้ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ต่างฝ่ายสามารถยกเลิกได้
รมว.พาณิชย์ให้สัมภาษณ์กับสื่อ The Reporters ว่า การเซ็นแบบนี้ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าเสรี หมายความว่า ถ้าทำกับสหรัฐฯ ได้ ก็สามารถทำกับประเทศอื่นได้เช่นกัน
เรื่องนี้เขียนไว้ชัดเจนในข้อ 3 ว่าด้วยการสิ้นสุดบันทึกความเข้าใจ ที่ระบุว่า “MOU นี้ไม่ประสงค์ให้มีขอผูกพันทางกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีผลต่อข้อตกลงใดๆ ที่มีอยู่ระหว่างคู่ภาคี”
คำถามที่ตามมาก็คือ หากไม่ผูกพันแล้ว ทำไมต้องเซ็นให้เมื่อยมือ?
รศ.จารุประภา รักพงษ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนาของคณะนิติศาสตร์ มฟล. ว่า แม้ MOU ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่ในทางหลักการก็มีผลกับการกำหนดท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในการทำข้อตกลงอื่นๆ ต่อไปในอนาคต
“อาจจะบอกได้ว่ามันเป็นเอ็มโอยูไม่ผูกพัน แต่สมมติหลังจากนี้ มันไม่ผูกพันก็จริง แต่การปฏิเสธไม่ดำเนินการตาม MOU นี้ ใครจะเป็นผู้มีภาระในการพิสูจน์ ก็ต้องฝั่งเรา ว่าเราไม่ทำตามเพราะอะไร และเรากล้าทำไหม” จารุประภากล่าว
เนื้อความตามต้นฉบับของ MOU ที่มีการเผยแพร่ต้นฉบับในเว็บไซต์ของทำเนียบขาว ครอบคลุมพื้นที่ความร่วมมือในทุกมิติของห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ตั้งแต่การแบ่งปันข้อมูล การสำรวจ นำแร่ขึ้นมาจากชั้นดิน ไปจนถึงการแปรรูป การกำจัดและรีไซเคิลกากแร่ สะท้อนว่าสายตาของสหรัฐฯ มองไทยในฐานะผู้เล่นที่สามารถมีบทบาทอื่นนอกจากการขุดเจาะทรัพยากรขึ้นมาจากพื้นดิน
หนึ่งในจุดที่น่าจับตามองใน MOU นี้ คือใจความในข้อ 1 ในส่วนของพื้นที่ความร่วมมือ ที่ระบุว่า คู่ภาคีคาดหวังที่จะได้รับ “โอกาสแรก (first opportunity)” ในการลงทุนในแร่สำคัญที่ไทยจะขาย
พูดให้เข้าใจง่าย หมายถึงให้สหรัฐฯ เป็น “หัวแถว” เมื่อมีโอกาสในการลงทุนในไทย
จารุประภาระบุว่า ถ้อยคำนี้ต่างไปจาก MOU ที่สหรัฐฯ เซ็นกับมาเลเซีย ที่ใช้คำว่า “prioritize” หรือ “ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ” ซึ่งเปิดกว้างและยืดหยุ่นกว่า และที่ไทยบอกว่าสามารถไปเซ็น MOU แบบนี้กับประเทศอื่นได้ คำถามก็คือจะใช้ถ้อยคำไหนได้บ้าง ถ้าเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่าสหรัฐฯ จะได้เป็นหัวแถวในกิจการแร่ของไทย
เธอเสนอทางออกว่า ไทยควรใช้ประโยชน์จากใจความในข้อ 3 ว่าด้วยพื้นที่ความร่วมมือ ที่เปิดช่องว่างให้ใช้เหตุผลด้าน “ความมั่นคงของชาติ” ในการระงับการขายแร่ที่มีความสำคัญ และสงวนสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับแร่ที่มีความสำคัญ ให้อิงตามกฎหมายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ ได้รับสิทธิเป็นชาติแรกในทุกกรณี
3. ประชาชนเสี่ยงกว่ารัฐ ในวันที่โลกล้อมไทย
MOU นี้มีขึ้นในวันที่แร่แรร์เอิร์ธเป็นที่ต้องการสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น และจีนยังครองส่วนแบ่งทางตลาดแร่เหล่านี้เกินครึ่งหนึ่งของทั้งโลก
ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ ไทยมีความสำคัญแค่ไหนในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากและมีความสำคัญ ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจน แต่ด้วยข้อมูลที่มี เราสามารถมองไทยได้ในแง่ข้อต่อและผู้ได้รับผลกระทบ
สืบสกุลรวบรวมตัวเลขจากกรมศุลกากร พบว่าไทยนำเข้าแร่สำคัญเข้ามาจากพม่าเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งแร่พลวง แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และทังสเตน โดยแร่เหล่านี้ถูกส่งออกไปยังจีน ฮ่องกง มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และลาว เป็นมูลค่ารวมมากกว่า 42,000 ล้านบาท
การนำเข้าแร่ดำเนินไปท่ามกลางสงครามกลางเมืองในพม่า และสินแร่ก็เป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สามารถนำขึ้นมาขายเป็นทุนสงคราม
เมื่อกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้แทนสหรัฐฯ เยือนรัฐกะฉิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสินแร่จำนวนมาก ในเดือน ต่อมา อินเดียเองก็หาทางร่วมมือกับกองกำลังชาติพันธุ์ในรัฐกะฉิ่นเพื่อค้นหาแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ ตามรายงานของรอยเตอร์
ที่รัฐฉานซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย ก็มีรายงานการถลุงแร่ที่ใช้วิธีการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนในต้นปี 2568 มีข่าวการรายงานการปนเปื้อนของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงในพื้นที่ของไทย จนประชาชนในพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบ
หรือการถลุงแร่แรร์เอิร์ธในพม่า จะสะท้อนเรื่องสงครามทรัพยากร
สืบสกุลอ้างข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่าเกษตรกรเชียงรายมากกว่า 14,000 ครอบครัว ปลูกข้าวนาปีและนาปรังมากกว่า 130,000 ไร่ โดยใช้น้ำจากแม่น้ำสาย แม่น้ำกกและแม่น้ำโขงที่มีรายงานการปนเปื้อน ขณะที่ข้าวเหล่านี้ออกสู่ตลาดโดยไม่มีการตรวจสอบค่าโลหะหนักก่อนการเก็บเกี่ยว ทำให้คนทั้งประเทศมีความเสี่ยงจากโลหะหนักในการทำเหมืองแร่จากพม่า
ข้อกังวลนี้ยังไม่นับรวมการใช้น้ำประปาจากแม่น้ำสามสายดังกล่าวในพื้นที่ริมแม่น้ำ จ.เชียงรายอีกหลายหมื่นครัวเรือนที่ต้องอุปโภคและบริโภคน้ำทุกวัน
ขณะเดียวกัน ถ้ามองในภาพใหญ่ จะพบว่า MOU ที่สหรัฐฯ ทำกับประเทศอื่น ก็อาจมีผลกระทบกับไทย ในฐานะหนึ่งในประเทศที่จะมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานแร่ด้วย เช่นเนื้อความใน MOU ระหว่างสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ที่พูดถึงการร่วมกันจัดการรีไซเคิลกากแร่ รวมถึงการร่วมมือกันสำรวจแร่ที่มีความสำคัญในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และ “ที่อื่นตามที่มีเจตจำนงร่วมกัน (elsewhere as mutually determined)” เพื่อส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย
จารุประภาตั้งคำถามว่าแนวทางนี้คือการเปิดทางให้ไทยและประเทศคู่สัญญาอื่นๆ เป็นจุดหมายปลายทางของการสกัดกากแร่ หรือกิจกรรมอื่นที่ไทยไม่ได้ประโยชน์ แต่ต้องแบกรับผลกระทบทางมลภาวะหรือไม่
เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) กล่าวว่า สถานการณ์การปนเปื้อนยังน่ากังวล เหมืองที่เป็นต้นเหตุของการปนเปื้อนยังคงขยายตัว และยังมีคำถามตัวโตว่า ประเทศลุ่มน้ำโขงที่มีปัญหาด้านความโปร่งใส จะสามารถดำเนินการตรวจสอบการลงทุนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร
“ณ วันนี้อาจจะพูดได้ยากว่า ภูมิรัฐศาสตร์ของแร่มันจะไม่เกี่ยวกับเรายังไง”
“วันนี้มันเกี่ยวกับเราสุดๆ มันเกี่ยวกับน้ำของเรา มันเกี่ยวกับแหล่งประกอบอาชีพของเรา มันเกี่ยวกับปลาที่เราจะกิน มันเกี่ยวกับแหล่งรายได้ของประชาชน” เพียรพรกล่าว พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลทบทวนการทำ MOU นี้
*ข้อมูลของสืบสกุล จารุประภา และเพียรพร จากงาน เสวนา MOU แรร์เอิร์ธ สหรัฐฯ : ไทย–มาเลเซีย–ญี่ปุ่น กับผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิชุมชนลุ่มน้ำ” โดยเฟสบุ๊คเพจสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
