Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อ 15 พ.ย. 68 ในขณะที่มีการจัดงานประชุมรับมือภาวะโลกร้อน ครั้งที่ 30 (COP30) ที่บราซิล ปีนี้เป็นปีที่สำคัญเนื่องจากนานาประเทศ รวมถึงไทย จะต้องมานำเสนอแผนลดโลกร้อนของตัวเองช่วง 10 ปีต่อจากนี้ 

ในเวลาเดียวกัน ห่างจากสถานที่จัดประชุมประมาณ 2 กม. ประชาชนนานาประเทศอีกครึ่งแสนได้ออกมาเดินรณรงค์บนท้องถนนเมืองเบเลง เพื่อส่งเสียงถึงผู้นำนานาชาติว่าพวกเขาพอแล้วกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อนแบบปลอมๆ แต่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

16 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (15 พ.ย.) ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ประชาชนราว 50,000 คนจากหลากหลายประเทศ ร่วมเดินเท้าลงถนน รณรงค์ส่งเสียงผู้นำ 197 ประเทศที่มาร่วมประชุมหาทางรับมือโลกร้อน ครั้งที่ 30 (COP30) โดยผู้เข้าร่วมเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 4 กม. จากบริเวณภายในเมืองเบเลงถึงสนามกีฬา ซึ่งอยู่ห่างจากที่จัดประชุมราว 2 กม. โดยมี อันเดร โกเรอา โด ลาโก ประธานการจัดประชุม COP30 และเป็นตัวแทนรัฐบาลบราซิล พร้อมด้วยคณะ มารับหนังสือข้อเรียกร้องจากงานประชุมโลกร้อนภาคประชาชน

โฆษณา - Advertising

ผู้เข้าร่วมการเดินขบวนมาจากหลากหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น ชาวเมืองเบเลง ชาวบราซิล ชาวต่างชาติ ชนเผ่าพื้นเมืองในอะแมซอน เครือข่ายชาวบ้านได้รับผลกระทบจากเขื่อนและเหมือง ชาวไร่ที่ไม่มีโฉนดที่ดิน นักสิ่งแวดล้อมจากหลากหลายประเทศ ชาวประมง กลุ่มเฟมินิสต์ คนเมืองเบเลง ชาวปาเลสไตน์ รวมถึงผู้ที่มาเป็นครอบครัว

ประชาชนประท้วง COP30 เมืองเบเลง 15 พฤศจิกายน 2568

บรรยากาศการเดินขบวนของประชาชนนานาประเทศ เพื่อส่งข้อเรียกร้องถึงผู้นำที่เข้าร่วมประชุม COP30

สำหรับกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "งานประชุมโลกร้อนภาคประชาชน" (People’s Summit) ซึ่งจัดคู่ขนานไปกับงานประชุม COP30 ภายในงานประชุมเป็นการรวมตัวของประชาชน และอนุรักษ์จากทั่วโลก เพื่อแสดงจุดยืนกดดันและเรียกร้องผู้นำ และนับเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ในรอบหลายปี โดยเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาการประชุมโลกร้อนจัดในประเทศที่มีปัญหาด้านเสรีภาพการแสดงออก ทำให้ไม่มีการรวมตัวของภาคประชาชน 

โฆษณา - Advertising

ขณะที่การประชุมโลกร้อน COP30 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 พ.ย.นี้ นับเป็นประชุมโลกร้อนครั้งสำคัญ เนื่องจากครบรอบ 10 ปีความตกลงปารีส ซึ่งเป็นความตกลงสำคัญที่รัฐบาลนานาประเทศได้ข้อสรุปสิ่งที่จะทำร่วมกันเพื่อลดโลกร้อน และปีนี้ยังเป็นปีที่รัฐบาลนานาชาตินำเสนอแผนลดโลกร้อนในช่วง 10 ปีข้างหน้าใหม่ อีกทั้ง จะมีการหารือเรื่องข้อสรุปกลไกการเงินโลกร้อนต่างๆ ทั้งกองทุนอนุรักษ์ป่าไม้เขตร้อน และกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโลกร้อน

ไม่เอาแล้วทางออกลวง เราขอทางออกจริง

เกศินี แก้วเจริญ ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) ที่ทำงานกับชาวประมงพื้นบ้านที่เพชรบุรี และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือหนึ่งในคนไทยที่มาร่วมเดินขบวนวันนี้ โดยเธอร่วมเดินกับกลุ่มเครือข่ายชาวประมงโลก (The World Forum of Fisher Peoples : WFFP) ซึ่งทำงานกับชาวประมงกว่า 20 ประเทศ 

“เรามาประชุมภาคประชาชน เพราะมองว่าภาคประชาชนควรจะมีอำนาจหรือพื้นที่ในการตัดสินใจของตัวเอง เข้าไปตัดสินใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเองมากกว่าการที่มาอยู่ใน COP ซึ่งอาจจะมีแต่นักลงทุนหรือบริษัทน้ำมัน ซึ่งไม่ได้มีความก้าวหน้าอะไรเลย” 

"เรามองว่าเรื่องงานประชุมโลกร้อนเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเรามีนโยบายระดับโลกบางอย่างที่ลงไปในพื้นที่แลัวส่งผลกระทบกับประมงพื้นบ้าน เช่น คาร์บอนเครดิต เป้าหมายอนุรักษ์ทะเล 30x30 อยากให้รัฐบาลไทยทำนโยบายให้ชัดเจน ตอนนี้ไทยมีแผนเกี่ยวกับโลกร้อนเยอะมากแล้ว แต่ยังไม่เห็นการปฏิบัติ อยากให้รัฐบาลไทยทำจริงจังมากกว่านี้" เกศินี กล่าว 

โฆษณา - Advertising

เธอยังกังวลเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต -  หน่วยวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด/กักเก็บได้จากการทำโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนไม่ได้เท่าที่ควร จึงซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซกับอีกประเทศผ่านกลไกนี้ 

ประเทศไทยมีการทำโครงการคาร์บอนเครดิตแพร่หลาย เช่น โครงการคาร์บอนเครดิตป่าชายเลนที่มีชุมชน บริษัทเอกชน และภาครัฐดำเนินโครงการ ด้วยกัน เกศินีย้ำว่าเมื่อมีโครงการที่ขึ้นชื่อว่าอนุรักษ์ใหม่ๆ แบบนี้เข้ามา ชาวบ้านมีสิทธิจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ 

นอกจากนี้ นักอนุรักษ์หลายคนยังมองว่า คาร์บอนเครดิตเป็น “ทางออกปลอม” ซึ่งเบี่ยนเบนผู้ก่อมลพิษจากการลดปล่อยก๊าซในธุรกิตของตนไปหวังพึ่งซื้อเครดิตจากแหล่งอื่น ซึ่งหบายโครงการมักจะกระทบชุมชน ทำให้ชาวบ้านถูกไล่ออกจากที่ป่า และหันมาส่งเสริม “ทางออกที่แท้จริง” แทน 

ความเสียหายจากโลกร้อน ควรได้เงินชดเชย

ไทยเป็นประเทศได้รับผลกระทบจากสภาพอากาสเปลี่ยนแปลงอันดับต้นๆ ของโลก เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมตอนปลายนี้ ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็เช่นกัน นักสิ่งแวดล้อมไทย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ต่างเห็นตรงกันว่ารัฐบาลของตนจะต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วนำเรื่องนี้ไปต่อรองกับประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อให้สนับสนุนเงินให้ประเทศแบบไทยนำมาใช้ปรับตัวรับมือโลกร้อนหรือชดเชยผู้คน

โฆษณา - Advertising

อูลี อาร์ตา เซียเกียน วัยสามสิบปีจากองค์กรสิ่งแวดล้อมวอลฮี (WALHI) อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสิ่งแวดล้อมนานาประเทศ Friends of the Earth เป็นคนหนึ่งที่มาร่วมล่องเรือประท้วงการประชุมโลกร้อนเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ท่ามกลางเรือนับสองร้อยลำที่ปากแม่น้ำเกาม่า ซึ่งรายล้อมเมืองเบเลง และเป็นทางน้ำที่นำไปสู่ลุ่มน้ำอะเมซอน ผืนป่าสำคัญของโลกที่เป็นสาเหตุที่ประชุมโลกร้อนปีนี้

"สำหรับเรา การที่ประชาชนมารวมตัวจัดงานโลกร้อนคู่ขนานเองนั้นสำคัญ เพราะเป็นวาทกรรมโต้กลับจากงาน COP หลัก ในงานประชุมโลกร้อนของผู้นำ หลายคนคุยกันเรื่องสภาพภูมิอากาศ แต่เรากลับไม่ได้ทางออกที่แท้จริง" อูลี กล่าว

"เราคุยกันเรื่องความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) แต่ประเทศซีกโลกเหนือกลับไม่ใส่เงินในกองทุนนี้มากพอ ประเทศของฉัน อินโดนีเซีย เป็นหมู่เกาะและมีพื้นที่ชายฝั่งใหม่ ผู้คนที่ชายฝั่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นแนวคิดนี้เลยสำคัญกับผู้คนที่อินโดนีเซียมาก แต่รัฐบาลแทบไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย"

เกศินี เองก็เห็นไม่ต่างกัน เพราะเธอมองว่าชาวนาไทยกำลังเดือดร้อนผลผลิตน้อยเพราะโลกร้อน การปรับตัวหาวิธีปลูกข้าวใหม่ๆ จะต้องใช้เทคโนโลยี 

โฆษณา - Advertising

“แต่เทคโนโลยีราคาแพงนะคะ เราต้องคุยกันเรื่องเงิน เงินต้องไม่เป็นมารูปแบบประเทศมหาอำนาจให้เงินกู้ยืมทำให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยติดหนี้ แต่จะต้องเป็นเงินให้เปล่า แล้วลงถึงชุมชน” เธอทิ้งท้าย 

ประชุมโลกร้อนไม่ควรเป็นพื้นที่ล็อบบี้

ปัง เดลกร้า ชาวฟิลิปปินส์ จากเครือข่ายประชาชนเอเชียเรื่องหนี้และการพัฒนา (Asian Peoples’ Movement on Debt and Development: APMDD) เป็นชาวอาเซียนอีกรายหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องร่วมประชาชนบนท้องถนนเมืองเบเลง

ปัง เดลกร้า

ในวันประชุมวันแรก (10 พ.ย.) ‘ปัง’ กับเครือข่ายไปประท้วงหน้า 'โซนเกษตร' (Agrizone) โซนที่จัดขึ้นพิเศษในการประชุมโลกร้อน เพื่อหารือบทบาทของภาคเกษตรและระบบผลิตอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุการตัดไม้ทำลายป่าหลักและปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักในโลก ไม่แพ้อุตสาหกรรมฟอสซิล โดยนักอนุรักษ์หลายคนมองว่าพื้นที่นี้กลับถูกนายทุนธุรกิจเกษตร “ล็อบบี” การเจรจาอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ออกนโยบายที่ทำให้ธุรกิจเสียผลประโยชน์

"โซนธุรกิจเกษตรนี่เป็นคำโกหกครั้งใหญ่ สร้างปัญหาต่อวิกฤตอาหารและสภาพภูมิอากาศที่พวกเรากำลังเผชิญในภูมิภาคบ้านเรา โดยเฉพาะหน้าไต้ฝุ่นตอนนี้ ในไม่ช้า วิกฤตสภาพภูมิอากาศจะทำลายล้างพวกเราทั้งหมด เราจะไม่มีข้าวที่พวกเราชอบกิน เราจะไม่มีหอม ไม่มีกระเทียม ทำอาหารที่พวกเราชอบ" ปัง กล่าว พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า

"เพื่อนๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราอยากได้การสนับสนุนจากคุณเพื่อชี้ให้เห็นความจริงว่า ทุนเกษตรและตัวแทนรัฐบาลที่สมคบคิดด้วยต่างหากที่เป็นตัวการก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ได้โปรด ฟังการเคลื่อนไหวที่บ้านของคุณ ร่วมกับการเคลื่อนไหวที่บ้านคุณ สู้เพื่อสิทธิในที่ดิน น้ำและอาหารของคุณ  เราหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตมีความสุขในบ้าน แล้วเราจะรอดไปด้วยกัน"

หลังจากนี้การประชุมโลกร้อน COP30 จะเดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ซึ่งหลายฝ่ายต่างก็จับตาดูกันว่า แต่ละประเทศจะได้ข้อสรุปแผนลดโลกร้อนอย่างไร

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising