ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
“เมื่อรัฐอ้างว่า ‘ป่า’ เป็นอุดมคติแห่งความบริสุทธิ์ มันไม่ได้คุ้มครองชีวิต แต่มันคุมอำนาจ”
ยุค Anthropocene ประกาศข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า มนุษย์กลายเป็นแรงกดระบบนิเวศที่ปรับรูปชั้นโลกได้ทั่วถึง (Crutzen, 2006) แต่ในเชิงการเมือง มันมีความหมายลึกกว่า ว่าเป็นการเปิดศึกใหม่ระหว่างอำนาจกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ กล่าวคือ เมื่อมนุษย์สร้างผลกระทบจนเปลี่ยนสภาพโลก รัฐและทุนก็รีบแต่งชุดใหม่เพื่อจัดการผลกระทบเหล่านั้นในนามการอนุรักษ์
ในบริบทของไทย การอนุรักษ์แบบรัฐไม่ใช่เพียงเครื่องมือปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ แต่เป็นเครื่องมือสร้างและรักษาอภิสิทธิ์ในการกำหนดว่าใครมีสิทธิอยู่ในป่า ใครถูกขับออก และใครพูดแทนธรรมชาติได้ รัฐประกาศความบริสุทธิ์ของป่าให้เป็นสิ่งศักดิ์ศรีของชาติ และในสำนวนเดียวกันก็ผลักชุมชนชายขอบออกจากพื้นที่ชีวิตของตน นี่ไม่ใช่การอนุรักษ์ แต่เป็นการผลิตภูมิทัศน์แห่งอำนาจ
บทความในหัวข้อนี้จะถลกหน้ากากของการอนุรักษ์แบบรวมศูนย์อำนาจในไทย โดยส่องผ่านสองกรอบตัดขวางระหว่างมาร์กซิสต์ (การเมืองเศรษฐกิจของทรัพยากรและ metabolic rift) และฟาสซิสต์ eco-fascist logics (การบูชาความบริสุทธิ์และการทำความบริสุทธิ์ผ่านการขับไล่หรือกำจัด) เพื่อแสดงบทของ governance of nature ในไทยที่ได้ผสานทั้งสองแนวคิดจนผลิตความไม่ยุติธรรมเชิงระบบ ซึ่งมันอาจฟังดูเข้าใจยาก แต่ต้องลองค่อย ๆ อ่านไปทีละบรรทัด
Karl Marx มองธรรมชาติไม่ใช่เป็นสิ่งรอบตัวที่ต้องนับ แต่เป็นองค์ประกอบของการผลิต มนุษย์ขูดรีดทั้งแรงงานและทรัพยากรเพื่อสร้างมูลค่า (Foster, 1999) นักทฤษฎีร่วมสมัยยังได้ขยายความแนวคิดนี้ว่าเป็น metabolic rift หรือช่องว่างระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่เกิดจากการผลิตแบบทุนนิยมซึ่งไม่คืนสมดุลสู่ระบบนิเวศ (Foster, 2000)
ในไทย การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และการแยกพื้นที่เพื่ออนุรักษ์มักสอดประสานกับการแปรรูปทางเศรษฐกิจแบบพื้นที่ที่ต้องปลอดคน ซึ่งถูกจัดให้เป็นแหล่งทำมูลค่าทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่คาร์บอนเครดิต พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หรือนันทนาการ และพื้นที่บริการนักลงทุนที่อ้างเหตุผลเชิงสิ่งแวดล้อม รากของมันคือการทำให้ธรรมชาติเป็นหน่วยวัดทางเศรษฐกิจที่แลกเปลี่ยนได้ (commodification) ไม่ต่างกับที่แรงงานเป็นส่วนขยายของเครื่องจักรในระบบผลิตในอุตสาหกรรม
ผลลัพธ์ก็คือป่าในเอกสารกับป่าในชีวิตจริงแตกต่างกัน ป่าในนโยบายคือสินทรัพย์ ที่รัฐจำกัดการเข้าถึงและแปลงเป็นแหล่งรายได้ผ่านการอนุญาตให้ทุนเข้าจัดการ ขณะเดียวกันชุมชนที่เคยอาศัยและจัดการทรัพยากรแบบร่วมอยู่ (commoning) กลับถูกผลักออกหรือเปลี่ยนสถานะเป็นผู้บุกรุก ทั้งที่ความสัมพันธ์แบบร่วมอยู่นั้นคือรูปแบบการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (Berkes, 2018; Ostrom, 1990)
อุดมการณ์ฟาสซิสต์มักใช้สัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ เพื่อรวบรวมอำนาจและชี้ว่ามีองค์ประกอบที่ต้องปัดออก (Eco, 1995) เมื่อแนวคิดนี้ย้ายเข้าสู่นโยบายสิ่งแวดล้อม มันแปลว่าป่าต้องไร้คนเพื่อให้มีความบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับชุมชนที่ถูกทำให้เป็นตัวการปนเปื้อนของสภาพแวดล้อม
ในไทย เราเห็นรูปแบบนี้ชัดจากนโยบายด้านการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ การใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อขับไล่ชาวบ้าน การตั้งเจ้าหน้าที่ติดอาวุธในพื้นที่อนุรักษ์ การรื้อถอนชุมชนเพื่อทวงคืนป่า ทั้งหมดเป็นการทำให้เกิดความบริสุทธิ์ผ่านการขจัดปัจเจกที่ถือว่าไม่พึงประสงค์ออกไป นี่เป็นการใช้ความมั่นคงแห่งรัฐและหน้ากากอนุรักษ์เพื่อบีบเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมออกจากชีวิตของตน
ฟาสซิสต์เชิงนิเวศ (eco-fascism) ยังพบรากในวาทกรรมภายใต้คำว่าชาติอีกว่า พื้นที่ต้องไม่ถูกแตะต้องเพื่อคงความยิ่งใหญ่ของชาติ ช้างจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่ควรถูกคงไว้ในกรอบที่รัฐนิยาม ไม่ใช่สัตว์ที่มีสิทธิในพื้นที่ของตนเอง
น่าสังเกตว่าทั้งกรอบแนวคิดมาร์กซิสต์และกรอบแนวคิดฟาสซิสต์สามารถนำไปสู่การปกครองธรรมชาติแบบเดียวกันได้ หากรัฐผสมผสานทั้งสองเพื่อวัตถุประสงค์ของตน ใช้วาทกรรมประโยชน์ร่วมของประชาชน (populist redistribution rhetoric) เพื่ออ้างความชอบธรรมในการควบคุมทรัพยากร พร้อมกันนั้นก็ใช้ตรรกะความบริสุทธิ์ของธรรมชาติในการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ รัฐจึงได้ทั้งทุน (จากสินค้าธรรมชาติ) และความชอบธรรมทางวาทกรรมจากการอ้างชาติ ศีลธรรม และความมั่นคงของชาติ
ผลคือ governance of nature หรือการปกครองธรรมชาติในไทยกลายเป็นกลไกการรวมศูนย์อำนาจ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐส่วนกลาง ข้อมูลเชิงนิเวศถูกวัดและตีความผ่านเลขที่ผลิตโดยสถาบันที่รัฐยอมรับ ส่วนความรู้ชุมชนที่สัมพันธ์กับการอยู่ร่วม (multispecies knowledge) ถูกทำให้เป็นเพียงแหล่งข้อมูลประกอบ แทนที่จะเป็นหุ้นส่วนการตัดสินใจ (Jasanoff, 2004; Scott, 1998)
ช้างในบริบทไทยทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกันคือ เป็นสัญลักษณ์ของชาติและเป็นวัตถุทางการเมือง สัญลักษณ์นำมาซึ่งงบประมาณและนโยบาย แต่เมื่อนำไปอยู่ในกรอบคิดของรัฐ มันถูกทำให้กลายเป็นเหตุผลทางการเมืองสำหรับการขยายอำนาจ เช่น งบสนันสนุนโครงการจัดการช้าง การประกาศเขตพิเศษ การจ้างที่ปรึกษา ทั้งหมดคือธุรกิจของการจัดการปัญหา มากกว่าการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพจริงๆ
กรอบแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ชี้ให้เห็นว่าช้างถูกทำให้กลายเป็นทุนสัญลักษณ์ (symbolic capital) ที่ให้ผลประโยชน์แก่กลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่ารัฐ นักอนุรักษ์ NGOs เขียวขวาจัด และธุรกิจท่องเที่ยว ในขณะที่ชุมชนได้รับภาระอยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน การที่รัฐนิยามว่า ช้างออกนอกป่าเป็นภัย ทำให้เกิดความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงทั้งทางกฎหมายและทางกายภาพ (Neumann, 2004)
กรอบสิทธิมนุษยชน (Human Rights-Based Approach) ชี้ว่าการจัดการทรัพยากรต้องเคารพสิทธิของผู้ที่อาศัยกับทรัพยากรนั้นเป็นปกติ สิทธิการดำรงชีพ ความมั่นคงทางอาหาร และวัฒนธรรม (UN human rights instruments) แต่ในไทย สิทธิเหล่านี้ถูกลดทอนโดยกฎหมายป่าไม้และกฎหมายอุทยาน ที่ให้รัฐมีอำนาจในการประกาศเขตและออกคำสั่งโดยไม่ต้องปรึกษาชุมชน หรือจะมีการหารือบ้างแต่ก็เป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่ได้บรรจุเสียงของชุมชนจริง ๆ ไว้ในองค์ประกอบบของการตัดสินใจ
การอ้างความรับผิดชอบของรัฐในการอนุรักษ์จึงกลายเป็นข้ออ้างให้รัฐเพิกถอนสิทธิชุมชน เป็นการเอาสิทธิทางนิเวศไปไว้ในมือสถาบันกลาง แทนที่จะปกป้องสิทธิของผู้ที่ร่วมอยู่กับธรรมชาติจริงๆ (Agrawal, 2005; Schlosberg, 2007)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองมีการก่อร่างระบบที่ผูกโยงงบประมาณกับการแก้ปัญหาช้างอย่าง งบวิจัย โครงการติดตาม โครงการสร้างรั้ว การซื้ออุปกรณ์ การจัดฝึกอบรมอาสาสมัคร การจ้างเจ้าหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งทั้งหมดสร้างตลาดของการจัดการปัญหาที่ทวีความยั่งยืนยิ่งกว่าการแก้ปัญหา หากปัญหาหายไป งบประมาณก็หายไป ดังนั้นมีแรงจูงใจเชิงสถาบันอย่างมากที่จะทำให้ปัญหาต้องคงอยู่ ในหลายกรณี นโยบายและโครงการจึงเป็นการผลิตภาคต่อของอำนาจมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของมัน
มาร์กซิสต์อ่านเกมนี้ว่านี่คือรูปแบบการสะสมทุนชนิดใหม่ สะสมทุนจากการจัดการปัญหา (accumulation by management) ซึ่งทำงานร่วมกับอุปกรณ์วาทกรรมแบบฟาสซิสต์ที่สร้างความชอบธรรมให้การกระทำเหล่านี้
ตัวอย่างที่เด่นชัดคือการย้ายช้างไปกักขังไว้ในคอกตามแนวคิดของนักอนุรักษ์ตะวันตกสมัยใหม่ การปฏิบัติเหล่านี้มักนำเสนอเป็นมาตรการฉุกเฉิน แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลนิเวศวิทยาและภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่ามาตรการแบบนี้มักทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น ช้างเครียด เสียสุขภาพ ปรับพฤติกรรมผิดเพี้ยน เมื่อไหร่ที่ปัญหาเช่นนี้ยังถูกแก้ที่ปลายเหตุ รัฐก็ยังรักษาอำนาจและงบประมาณไว้ได้ ในขณะเดียวกันชุมชนก็ยังต้องรับภาระเช่นเคย
การย้ายแบบ rehabilitation หรือการฟื้นฟูพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับคนจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะมันเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการกักขังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ เช่นกรณีพลายงาถ่าง พลายบุญหลง แต่รัฐแบบ governance of nature กลัวรูปแบบนี้เพราะมันจะลดบทบาทผูกขาดอำนาจของรัฐลงทันที
การเปลี่ยนผ่านจากการปกครองธรรมชาติ หรือ governance of nature สู่ธรรมาภิบาลร่วมกับธรรมชาติ หรือ governance with nature ไม่ใช่แค่เปลี่ยนนโยบายเชิงเทคนิค แต่ต้องเป็นการต่อสู้ทางการเมือง คืนสิทธิชุมชน เปลี่ยนวิธีนับ วัดผล อ้างข้อมูลฝ่ายเดียว ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นหุ้นส่วนการตัดสินใจ ปรับระบบงบประมาณให้สนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศมากกว่าการจัดการปัญหา และลดการใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือหลัก
มาตราการที่เป็นรูปธรรมอาจรวมถึง การรับรองสิทธิการจัดการแบบ co-management councils หรือสภาความร่วมมือในการจัดการที่มีอำนาจผูกพัน การรวมความรู้ที่อิงจากหลักฐานเชิงประจักรที่หลากหลาย (multiple evidence base) ในการตัดสินใจ ระบบเยียวยาที่เป็นธรรม และการออกแบบพื้นที่รองรับตามหลัก ecological carrying capacity ให้สมดุลกับจำนวนประชากรช้างป่าที่มีอยู่
เมื่ออ่านผ่านเลนส์มาร์กซิสต์และฟาสซิสต์ จะเห็นชัดว่าการอนุรักษ์ในมือรัฐไทยมักเป็นการทำความบริสุทธิ์ (purification) โดยการขับไล่ ขจัด และทำให้พื้นที่เป็นรูปแบบที่รัฐต้องการ ในขณะที่ governance with nature เรียกร้องการร่วมสร้างความสัมพันธ์ คืนความเป็นหุ้นส่วนให้ชุมชน คืนสถานะสิทธิให้ธรรมชาติ และทำให้การจัดการเป็นการเมืองของการอยู่ร่วม ไม่ใช่การเมืองของการกำจัด
ปัญหาช้างป่าไม่ใช่ปัญหาช้าง แต่มันเป็นปัญหาของรัฐที่ยังยึดอำนาจเหนือธรรมชาติไว้ และไม่ยอมปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างคน ช้าง ป่าเป็นตัวกำหนดชะตา
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
