จากกรณีรัฐบาลอนุทินประกาศยุบสภาท่ามกลางความวุ่นวายหลายทาง ทั้งจากเหตุความขัดแย้งในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐสภา และสถานการณ์การปะทะทางอาวุธชายแดนไทย-กัมพูชาที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง
ประชาไทรวบรวมความเห็นที่ให้มุมมองภาพรวม ผลที่เกิดขึ้นจากการยุบสภา ทั้งผลในทางการเมือง ผลทางกฎหมาย รวมถึงความพร้อมของพรรคการเมืองหลัก ว่ามันอาจกำหนดเกมการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง
ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กวันนี้ (12 ธ.ค.) เมื่อเวลา 7.49 น. โดยโพสต์ดังกล่าวมีการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของ 3 พรรคการเมืองหลักในการที่จะมาถึง
โพสต์ดังกล่าวระบุว่า ภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2568 รัฐบาลเสียงข้างน้อยของอนุทิน ก็ได้ประกาศยุลบสภาเมื่อคืนค่ะ เบื้องต้น การยุบสภาครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เคยให้การสนับสนุนเพื่อให้รัฐบาลอนุทินจัดตั้งได้สำเร็จ โดยเฉพาะเมื่อพรรคประชาชนไม่ยอมรับผลการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นการจำกัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาและขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยุบสภาตามข้อตกลง โดยคาดว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะตัดสินอนาคตทางการเมืองไทยท่ามกลางปัจจัยท้าทายหลายด้านนะคะ ดิชั้นขอวิเคราะห์สั้นๆ 3 พรรคหลักในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงค่ะ
1. พรรคภูมิใจไทย:
จุดแข็ง: อนุทินมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ทำให้มีแต้มต่อในการบริหารจัดการและสื่อสารนโยบายในช่วงก่อนเลือกตั้ง พรรคมีจุดแข็งในนโยบายที่เน้นการปฏิบัติจริงและสามารถเข้าถึงประชาชนในระดับท้องถิ่นได้ดี โดยเฉพาะนโยบายที่ได้รับความนิยม เช่น นโยบายกัญชา และการแก้ไขปัญหาปากท้อง นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ความเป็นพรรคสายกลาง-อนุรักษ์นิยมที่เน้นความมั่นคงของสถาบัน ทำให้ยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วน อนุทินยังเก่งเรื่องปั่นชาตินิยมและจะใช้เป็นแต้มต่อคะแนนเลือกตั้งจากท่าทีแข็งกร้าวต่อกัมพูชา
จุดอ่อน: ถูกวิจารณ์ว่าการเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ เป็นเพียง "รัฐบาลเฉพาะกิจ" ตามดีลกับพรรคประชาชน ทำให้ขาดความชอบธรรมทางการเมืองในระยะยาว จากนั้นก็พบว่าไม่สามารถบริหารวิกฤตได้ ตั้งแต่ปัญหาน้ำท่วม การจัดการซีเกมส์ และการมีภาพถ่ายที่หลุดออกมาร่วมกับแก็งค์สแกมเมอร์
ในเรื่องนโยบายก็เน้นแค่ทำในระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาระยะยาว และจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่แตะต้องมาตรา 112 อาจทำให้สูญเสียคะแนนจากฐานเสียงที่ต้องการการปฏิรูปอย่างแท้จริง
2. พรรคประชาชน:
จุดแข็ง: เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ชัดเจนที่สุด โดยได้รับความนิยมอย่างสูงจากคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง นโยบายหลักคือการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และถึงแม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขมาตรา 112 เป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” ทำให้ต้องถอยมาประกาศว่า "ไม่อยู่ในนโยบายหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ผลักดัน" แต่จุดยืนในการปฏิรูปสถาบันยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของฐานเสียง
จุดอ่อน: การโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ให้เป็นนายกฯ โดยมีข้อตกลงให้ยุบสภาใน 4 เดือน ถูกมองว่าเป็น "ดีลการเมือง" ที่ทำลายความน่าเชื่อถือในหลักการต่อต้านอำนาจเก่า ทำให้ถูกพรรคคู่แข่งวิจารณ์ว่า “ประเคนอำนาจให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” และอาจทำให้ผู้สนับสนุนบางส่วนรู้สึกผิดหวังที่เห็นพรรคประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับภัยยุบพรรคที่เป็น "ดาบอาญา" จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ จุดอ่อนอีกอย่างคือพรรคตกหลุมชาตินิยม ยอมเล่นตามกระแสแทนที่จะโฟกัสเรื่องสันติภาพและการทูตระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหากัมพูชา
3. พรรคเพื่อไทย:
จุดแข็ง: ยังคงมีฐานเสียงอยู่บ้างในภาคเหนือและอีสาน พรรคมีความเชี่ยวชาญในนโยบายประชานิยม ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนบางกลุ่ม พรรคสามารถนำเสนอตนเองในฐานะทางเลือกที่อยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดขั้วกับฝ่ายปฏิรูปเชิงโครงสร้าง จุดขายอย่างอื่นคือการยังคงผูกความอยู่รอดพรรคไว้ที่ตระกูลชินวัตร
จุดอ่อน: พรรคประสบปัญหาความชอบธรรมครั้งใหญ่จากการถูกมองว่า ยอมจำนนต่ออำนาจอนุรักษ์นิยม หรือการตระบัตสัตย์ ซึ่งเป็นการ "สลายขั้ว" โดยละทิ้งพรรคประชาชนและแนวคิดปฏิรูป การกลับมาของทักษิณ และกระบวนการทางกฎหมายที่ตามมา ได้สร้างบาดแผลทางการเมืองที่ลึกทำให้พรรคถูกมองว่าขาดหลักการและมุ่งเน้นผลประโยชน์ของชินวัตรเท่านั้น นโยบายที่ออกมาใหม่ก็ไม่ใหม่ ขายของเก่าที่ผลิตออกมาหลายปี ลอยตัวในปัญหากัมพูชา แถมยังขาดผู้นำทางการเมือง และการส่งลูกเจ๊แดงก็เป็นแค่เรื่อง dynastic politics นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยไม่เอา 112 ทำให้ขัดต่อจุดยืนในอดีตและความผิดหวังที่เกิดกับคนเสื้อแดง อ้อ นางแบกยังเป็นตัวทำลายพรรคด้วย
...การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะรัฐบาลรักษาการต้องเร่งจัดการเรื่องการเยียวยา นโยบายเศรษฐกิจของทุกพรรคจึงต้องเน้นการฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติ ขณะที่ปัญหาภัยสังคมและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีการโกงประชาชนอย่างกว้างขวาง เป็นอีกประเด็นที่ต้องมีมาตรการทางกฎหมายและเทคโนโลยีที่เข้มแข็งเพื่อเรียกคะแนนเสียง นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดน
ไทย-กัมพูชา ที่มีรายงานเข้ามาในช่วงปลายปี 2568 ทำให้วาระด้านความมั่นคงและอธิปไตยมีความสำคัญมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพรรคที่จะชนะการเลือกตั้งจะต้องนำเสนอแผนงานที่น่าเชื่อถือในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างครอบคลุม สุดท้ายท้ายที่สุดคือการแก้ไขปัญหาโครงสร้างอำนาจทางการเมือง การแก้ไข รธน การปฏิรูปสถาบันต่างๆ จะชนะกันก็ตรงจุดยืนเรื่องเหล่านี้แหละค่ะ
อธึกกิต แสวงสุข ที่หลายคนรู้จักในนาม 'ใบตองแห้ง' คอลัมนิสต์ที่คร่ำหวอดในแวดวงสื่อมวลชนมานาน โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเวลา 11.30 น.
โพสต์ดังกล่าวของอธึกกิตระบุว่า มิตรสหายเรียกร้องให้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” หวนกลับมาจับมือกัน
พูดเป็นรูปธรรม หลังเลือกตั้ง ส้มแดงจับมือกันอีกได้ไหม
ตอบตรงๆว่ายาก
บางคนมองว่า ตอนนั้นส้มไม่โหวตชัยเกษมเพราะความแค้นข้ามขั้วตระบัดสัตย์ ทั้งที่เพื่อไทยเขาอุตส่าห์โหวตให้พิธาแล้ว (โกรธส้มจนกลับไปอธิบายแบบแบก)
จริงๆไม่ใช่ความเกลียดความแค้นกัน แม้มีอยู่จริงจากการกระทบกระทั่งกันตั้งแต่ปี 62
ประเด็นสำคัญเท่าที่ฟังจากฝั่งส้ม
มันคือความไม่ไว้วางใจ ไม่ไว้ใจเลย โดยเฉพาะทักษิณ
จะถูกหรือผิดจะอคติหรือเปล่าก็แล้วแต่จะเอาไปถกกัน
แต่เท่าที่ฟังฝั่งส้ม ไม่ว่าวงนอกวงใน
เป็นแบบ ถ้าเราโหวตให้ชัยเกษม ทักษิณก็เอาไปทำดีลแล้วเบี้ยวอีก ถ้าเราไม่รีบโหวตอนุทิน ทักษิณก็จะไปดีลเอาประยุทธ์กลับมา หรือถ้าเราไม่รีบโหวตอนุทิน เดี๋ยวเพื่อไทยก็กลับมาจับมืออนุทินแล้วอยู่ยาวไม่ยุบสภา ฯลฯ
เรื่องพวกนี้ได้ฟังเต็มไปหมด แม้แต่การแก้รัฐธรรมนูญ ก็บอกว่าเคยคุยกันแล้ว ทักษิณไม่แก้ ทักษิณกลัวอำนาจนำ เอาใจอำนาจนำมากกว่า
ถึงแม้การทำงานในสภา จะมีความร่วมมือกันแบบชูศักดิ์ ไอติม ร่วมแก้รัฐธรรมนูญ
แต่พรรคส้มก็ไม่เชื่อถือตลอดมา เพราะมองว่าทุกอย่างพลิกได้หมดตามทักษิณสั่ง
บางเรื่องแกนนำพรรคไม่รู้ หรือรู้ทีหลัง ใบ้กิน
เช่นสมัยที่แล้วที่โรมต้องอภิปรายนอกสภา เพราะ สส.เพื่อไทยลากยาว ส้มก็กระซิบว่า แกนนำพรรคไม่รู้จริงๆแต่ทักษิณสั่งตรง
ย้ำอีกที แล้วแต่จะคิด ว่าพรรคส้มอคติเกินไปหรือเปล่า
แต่นั่นคือประเด็นสำคัญ
ความไม่ไว้วางใจ
ความเชื่อว่าทุกอย่างที่เพื่อไทยตัดสินใจเป็นไปตามทักษิณสั่ง
และทักษิณพร้อมจะพลิกเสมอถ้ามีโอกาส
แม้แต่ทักษิณติดคุกอยู่นี่ พรรคส้มก็ยังเชื่อว่ามีโอกาสเมื่อไหร่ทักษิณก็ยังจะดีล
เพื่อไทยจะทำให้พรรคส้มไว้วางใจได้ไหมล่ะ
ถึงตอนนี้ส้มก็ยังเชื่อว่า เพื่อไทยจะจับมืออนุทินตั้งรัฐบาล มากกว่ารวมกับส้ม แม้ต้องเป็นเบี้ยล่างอนุทิน
ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเวลา 11.30 น.
[ ทำประชามติรัฐธรรมนูญในวันเลือกตั้ง #ยังทันหรือไม่? ] แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้จะ #ไม่สำเร็จ และไม่มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระสามเอาไปทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชน
แต่ #คำถามแรก ที่ต้องถามประชาชนก่อน (ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ) ว่า “ประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ #ฉบับใหม่ หรือไม่” นั้น #ยังมีโอกาสที่จะทำทันในวันเลือกตั้ง ส.ส. ที่กำลังจะมาถึง (ทั้งนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและสะดวกต่อประชาชนที่จะไปเลือกตั้งอยู่แล้ว) โดยมีประเด็นในการพิจารณาดังต่อไปนี้ครับ
1. พรบ.ประชามติฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 มาตรา 10 กำหนดว่า #การทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นั้น วันทำประชามติที่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา “อาจกำหนดวันออกเสียงเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน“ (ภาพประกอบ 2)
2. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 103 วรรคสาม บัญญัติว่า วันเลือกตั้งใหม่จากเหตุ #ยุบสภา นั้น “ต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน”
นั่นหมายความว่า ถ้าจัดเลือกตั้งวันที่ 60 นับจากวันยุบสภา ก็ยังเข้าเงื่อนไข ”ไม่เร็วกว่า 60 วัน“ ว่าง่ายๆ วันที่ 60 พอดีจะอยู่ในกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ ที่วันเลือกตั้งจากเหตุยุบสภาต้อง ”ไม่เกิน 60 วัน“ และยังอยู่ในเงื่อนไขการทำประชามติที่ต้อง “ไม่เร็วกว่า 60 วัน”
3. ประเด็นคือ จะนับวันเลือกตั้งที่ต้อง “ไม่เกิน 60 วัน” นับจากวันไหน? ถ้านับจากวันที่ตราพระราชกฎษฎีกายุบสภา คือเมื่อวานนี้ซึ่งเป็นวันที่ 11 ธันวาคม (เวลาประมาณ 4 ทุ่ม ดูจากเวลาที่คุณอนุทินโพสต์เฟซบุค) ต่อให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการทำประชามติในวันนี้ได้ ก็ไม่ทัน เพราะจะขาดไปหนึ่งวัน
แต่มาตรา 2 ของพระราชกฤษฎีกายุบสภา บัญญัติว่า “ให้ใช้บังคับ #นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป” ซึ่งวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ 12 ธันวาคม (ภาพประกอบ 3) นั่นหมายความว่า ถ้าประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการทำประชามติในวันนี้ได้ทัน ก็ยังทำประชามติรัฐธรรมนูญคำถามแรกทันครับ
4. แล้วขั้นตอนในการประกาศวันทำประชามติในราชกิจจานุเบกษาต้องทำอย่างไร? วันนี้วันเดียวจะประกาศทันหรือไม่? มาตรา 10 ของ พรบ. ประชามติ แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่า ในการทำประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ “ให้ประธานรัฐสภา #แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และ #ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา“ ทั้งนี้ “ตามวันที่กำหนด” ตามที่ได้หารือร่วมกับ กกต.
ตามมาตรานี้ นายกไม่ต้องเอาเข้า ครม. ก่อน (ถ้าเป็นการทำชามติกรณือื่นๆ ที่รัฐบาลจะทำ ต้องมีมติ ครม. ก่อน ทั้งนี้ตามมาตรา 11 พรบ.ประชามติ) แต่ตรงไปหารือกับ กกต. เพื่อกำหนดวันทำประชามติได้เลยครับ ซึ่งตามที่ทราบคือ รัฐสภาได้มีมติให้ทำประชามติและแจ้งนายกทราบแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้
โดยในการไปหารือกับ กกต. ก็ขอให้วันเลือกตั้งเป็นวันสุดท้ายของ “ไม่เกิน 60 วัน” (ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 วรรคสาม) ซึ่งตรงกับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และให้เป็นวันทำประชามติในวันเดียวกัน จากนั้นก็ #ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้ ก็จะทำให้ทำประชามติได้ในกรอบเวลา “ไม่เร็วกว่า 60 วัน” (ตาม พรบ.ประชามติ มาตรา 10) ได้ครับ
5. อาจจะมีปัญหาตรงที่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันจันทร์ จะจัดเลือกตั้งได้หรือ? เพราะปกติเราจัดเลือกตั้งวันอาทิตย์? เมื่อไปค้นดูย้อนหลังปรากฏว่า #ในอดีตเราเคยจัดการเลือกตั้งวันธรรมดามาแล้วหลายครั้ง ได้แก่ การเลือกตั้ง 15 พฤศจิกายน 2476 ตรงกับวันพฤหัส การเลือกตั้ง 21 มกราคม 2489 ตรงกับวันจันทร์ การเลือกตั้ง 6 มกราคม 2491 ตรงกับวันอังคาร และการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 ตรงกับวันอังคารครับ
การเลือกตั้งวันอาทิตย์เพื่อให้สะดวกต่อประชาชน เพิ่งจะเป็นแนวทางปฏิบัติหลังจากปี 2500 เป็นต้นมา และแม้จะมีแนวทางปฏิบัติแล้ว กกต. ก็ยังเพิ่งจัดเลือกตั้งเทศบาลในวันเสาร์ (1 กุมภาพันธ์ 2568) ดังนั้น จัดเลือกตั้งวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 จึงทำได้ครับ โดยรัฐบาลรักษาการก็อำนวยความสะดวกประชาชนหน่อยโดย #ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ จะเอาไปแลกกับวันหยุดอื่น หรือหยุดเพิ่มเติมก็ได้ทั้งสิ้น (ได้วันหยุดเพิ่มคนชอบอยู่แล้วครับ)
#สรุป ยังทำประชามติรัฐธรรมนูญในวันเลือกตั้งทันครับ โดยคุณอนุทินต้องรีบไปหารือกับ กกต. เพื่อให้วันเลือกตั้งและวันทำประชามติเป็นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในวันนี้ ซึ่งยังมีเวลาเพียงพอถ้าจะทำครับ
ความจริงถ้าคุณอนุทินไม่รีบประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาเร็วเกินไป โดยรอให้ประกาศพร้อมกันกับวันทำประชามติ ก็จะไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ก็ยังทัน และคุณอนุทินควรต้องทำ เพราะรัฐสภามีมติแจ้งให้ทราบมาแล้ว และเป็นทางเดียวที่คุณอนุทินยังจะ #กอบกู้เรื่องนโยบายการแก้รัฐธรรมนูญได้ ว่า อย่างน้อยยังทำประชามติคำถามแรกได้ทัน ไม่ได้เสียไปทั้งหมด แต่ถ้าคุณอนุทินไม่ทำ คำขวัญประจำตัวที่ว่า “พูดแล้วทำ” คงเสียหายยับเยิน และจะถูกนำมาเล่นตลอดช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้งแน่ครับ
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเวลา 7.10 น. โดยโพสต์ดังกล่าวระบุถึง 6 ฉากทัศน์ที่มีผลหลังยุบสภา
ผ่านไป 3 เดือนไม่ไดักินสักเมนู
การยุบสภาที่เกิดขึ้นในเช้าตรู่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 มีผลทำให้
1. สภาผู้แทนราษฎร สิ้นสุดลงทันที ต้องเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 ถึง 60 วัน โดยคาดว่าวันเลือกตั้งน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่วุฒิสภา ยังคงทำหน้าที่ต่อในส่วนของตนเองไม่ถูกยุบด้วย
2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระสอง ตกไปด้วย แต่ ครม.ชุดใหม่สามารถเสนอให้รัฐสภาชุดใหม่พิจารณาต่อภายใน 60 วัน หลังจากมีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก
3. การทำประชามติ ในทุกคำถาม พร้อมกันในวันเลือกตั้งไม่สามารถทำได้แล้ว เนื่องจาก กม.ประชามติ กำหนดว่า ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน ซึ่งหากจะทำ ครม. ต้องมีมติ ก่อนยุบสภา แม้ว่าเมื่อคืนทางรัฐสภาจะส่งมติให้ ครม. จะทำประชามติคำถามที่ 1 ให้ ครม. ก็ตาม แต่ ครม. จะอ้างรัฐธรรมนูญว่า ครม.รักษาการ ไม่สามารถอนุมัติสิ่งที่มีผลผูกพัน รัฐบาลชุดต่อไป
4. การเลือกตั้ง สส. จะใช้กติกาเดิมทุกอย่าง บัตรเลือกตั้งมี 2 ใบ หมายเลขผู้สมัครเขต และหมายเลขพรรคเป็นคนละเบอร์กัน พรรคที่ได้เลขตัวเดียว มีโอกาสได้ สส.บัญชีรายชื่อฟรี จากการกาผิดของประชาชน
5. รัฐธรรมนูญ ห้ามรัฐบาลรักษาการ ทำหลายอย่าง แต่ในเรื่องภัยพิบัติและความมั่นคง ยังสามารถทำได้ แต่หากต้องใช้งบสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินจำเป็นต้องขอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้น พรรครัฐบาลยังสามารถใช้สถานการณ์วิกฤตให้เป็นโอกาสของตนได้อยู่ ซึ่ง กกต. ต้องกำกับดูแลไม่ให้เป็นไปเพื่อการหาเสียง
6. เมนูใหญ่ กระบวนแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้กิน เมนูย่อย คำถามประชามติคำถามที่ 1 ก็ทำพร้อมวันเลือกตั้งไม่ได้ มีแต่ของหวานปลอบใจ เป็น แห้วลอยแก้ว
