มีคำถามสำคัญหนึ่งที่เราไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจัง คือคำถามที่ว่า “ทำไมการยุบสภาจึงกลายเป็นหายนะของเพื่อไทย?” ที่ว่าเป็นคำถามสำคัญ เพราะเป็น “ปัญหาพื้นฐาน” ของระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยที่ถือว่าการยุบสภาเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมือง หรือเป็น “เรื่องปกติ” ที่ทำกันในประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศ แต่การยุบสภากลับกลายเป็น “ประวัติศาสตร์หายนะ” ที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยและระบอบประชาธิปไตยไทยโดยเฉพาะ ผมอยากจะสรุปประเด็นปัญหาอย่างรวบรวบรัดเพื่อให้ช่วยกันคิดต่อ (เพราะรายละเอียดทั้งหมดเราค้นคว้ากันได้ง่ายๆ อยู่แล้ว)
ประวัติศาสตร์หายนะครั้งที่ 1: เมื่อปี 2548-2549 รัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มีทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถูกม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ “ม็อบเสื้อเหลือง” ออกมาชุมนุมขับไล่ ด้วยข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชั่น และอ้าง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ทำนองว่าทักษิณวางแผนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประธานาธิบดี คำขวัญของม็อบในเวลานั้นคือ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ขณะเดียวกันการเมืองในสภาโดยฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปัตย์ ก็รุกไล่คู่ขนานด้วยการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทักษิณได้ตัดสินใจจบปัญหาขัดแย้งด้วยการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่
แต่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศ “บอยคอตการเลือกตั้ง” อ้างว่าเป็นการยุบสภาหนีการเปิดอภิปรายตรวจสอบของฝ่ายค้าน ส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และเกิดกระบวนการตุลาการภิวัตน์เอาผิดทางกฎหมายกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ยุบพรรคไทยรักไทย และตามมาด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ประวัติศาสตร์หายนะครั้งที่ 2: เป็นปัญหาขัดแย้งทางการเมืองที่เกี่ยวกับการยุบสภาอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายทักษิณยุบสภา หากแต่ฝ่ายทักษิณเป็นฝ่ายเรียกร้องให้ยุบสภา แล้วตามมาด้วยประวัติศาสตร์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่มีคนตายร่วม 100 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน
มูลเหตุคือความขัดแย้งทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากการขับไล่ทักษิณ จนเกิดรัฐประหาร 2549 แต่เมื่อกลับสู่การเลือกตั้งในปี 2550 พรรคพลังประชาชน (ชื่อใหม่ของไทยรักไทยที่ถูกยุบไป) ก็ยังชนะเลือกตั้งเหนือพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถูกม็อบ พธม. เจ้าเดิมชุมนุมขับไล่ ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็น “นายกฯ นอมินีของทักษิณ” แล้วสมัครก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” จากตำแหน่งนายกฯ ด้วยข้อกล่าวหาที่รู้กันทั่วไปว่า “เป็นลูกจ้างเอกชนทำกับข้าวออกทีวี” ในปี 2551 เสียงข้างมากในสภาจึงโหวตเลือกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นนายกฯ แทนสมัคร แต่เข้าปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาลไม่ได้ เพราะม็อบ พธม. ยึดทำเนียบฯ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนขับไล่สมัคร
ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัญธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้นายสมชายพ้นตำแหน่งนายกฯ ไปด้วย และสภาได้โหวตเลือกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกฯ โดย ส.ส.กลุ่มเนวิน ชิดชอบแยกตัวออกไปโหวตสนับสนุนอภิสิทธิ์ด้วย
รัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกเรียกว่าเป็น “รัฐบาลอำมาตย์อุ้ม” เพราะไปฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหาร เพื่อไทยและประชาชนที่สนับสนุนเห็นว่ากระบวนการสร้างม็อบขับไล่ทักษิณ-รัฐประหาร 2549-ม็อบไล่นายกฯ สมัคร เลยมาถึงยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้นายกฯ สมชายเข้าทำเนียบฯ ไม่ได้ บริหารประเทศไม่ได้ และกระบวนการตุลาการภิวัตน์ยุบไทยรักไทย สอยนายกฯ สมัคร และยุบพรรคพลังประชาชนทำให้สมชายพ้นตำแหน่งนายกฯ แท้จริงแล้วกระบวนการทั้งหมดนั้น ก็คือ “การใช้อำนาจนอกระบบรัฐสภาควบคู่กับการใช้กลไกรัฐสภา” ทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อเปิดทางให้ประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล จึงออกมาชุมนุมเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ยุบสภาในปี 2553
การชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม-ปลายพฤษภาคม 2553 แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ยอมยุบสภา การเจรจาต่อรองล้มเหลว มีการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมด้วย “กระสุนจริง” ทำให้มีคนตายเกือบ 100 คน บาดเจ็บกว่า 2,000 คน มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและคนเสื้อแดง แต่คนเสื้อแดงสูญเสียมากกว่า
หลังสลายการชุมนุมที่มีคนตายมากขนาดนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังอยู่ต่อได้อีกร่วม 1 ปี จึงยุบสภาในเดือนพฤษภาคม 2554 และการสูญเสียชีวิตของคนเสื้อแดง ก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรมจนกระทั่งวันนี้ เพราะศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกาปฏิเสธว่าคดีที่ฟ้องเอาผิดผู้ใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุมคือ อภิสิทธิ์, สุเทพ เทือกสุบรรณ และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา “ไม่อยู่ในอำนาจศาล เป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่จะวินิจฉัย” และ ป.ป.ช. ก็วินิจฉัยไม่ส่งฟ้องบุคคลทั้งสาม ซึ่งยังไม่ใช่การพิสูจน์ไต่สวนโดย 3 ศาล แล้ววินิจฉัยตัดสินว่าผู้มีอำนาจสั่งใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุมทั้งสามบุคคลนั้นเป็น “ผู้บริสูทธิ์” แต่อย่างใด
ประวัติศาสตร์หายนะครั้งที่ 3: เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ปี 2554 พรรคเพื่อไทย (ชื่อใหม่ของพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบไป) ชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากอีกครั้ง จึงเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยมียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปลายปี 2556 เกิดม็อบชื่อยาวๆ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือ กปปส. ที่มีสุเทพจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ด้วยข้อกล่าวหาทุจริตโครงการรับจำนำข้าวช่วยชาวนา และการผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” (ที่นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย รวมทั้งทักษิณและอภิสิทธิ์ ยกเว้นคดี 112)
ยิ่งลักษณ์ได้ตัดสินใจแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองด้วยการยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2557 แต่ม็อบ กปปส. ขวางการเลือกตั้ง และตามมาด้วยรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งลักษณ์ถูกใช้ “นิติสงคราม” ถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ หนีไปลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ และถูกศาลสั่งให้ให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวกว่า 10,000 ล้านบาท
ประวัติศาสตร์หายนะครั้งที่ 4: เป็นปัญหา “การไม่ยุบสภาทันทีและยุบสภาไม่ได้” ของรัฐบาลเพื่อไทย ในช่วงระหว่างเกิดปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา มีการ “ปล่อยคลิปเสียง” สนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรกับฮุนเซนผู้นำที่มีอำนาจจริงของกัมพูชา ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 เนื้อหาการสนทนาถูกโจมตีว่า “ขายชาติ ทำลายเกียรติภูมิของประเทศ” ทำให้พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ยุบสภา และมี “ม็อบรวมพลังแผ่นดิน” ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คือ พธม.และ กปปส.เก่า ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลแพทองธาร คู่ขนานไปกับการยื่นเรื่องให้ศาล รธน. ถอดถอนแพทองธารจากตำแหน่งนายกฯ และยังมี 26 สว.เข้าชื่อยื่นศาล รธน. สั่งนายกฯ แพทองธารให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม ศาล รธน. สั่งนายกฯ แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ และได้วินิจฉัยถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568
ข้อสังเกตคือ ระยะเวลาในการตัดสินใจยุบสภาของนายกฯ แพทองธาร เป็นระยะเวลาที่ “สั้น” มาก เพราะมีการเรียกร้องให้ยุบสภาวันที่ 15 มิถุนายน พอวันที่ 20 มิถุนายน 26 สว. ก็ยื่นคำร้องให้ศาล รธน. สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น การด่าแพทองธารว่าทำไม “ไม่ยุบสภาทันที” ตอนพรรคประชาชนออกมาเรียกร้อง ถ้ายุบตอนนั้นก็ไม่มีปัญหาให้พรรคประชาชนต้องโหวตอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี
ผมคิดว่าก็คงด่ากันได้ แต่ถ้าลองสมมติว่าเราอยู่ฝ่ายเพื่อไทยที่เผชิญศึกการเมืองรอบด้าน ทั้งภายนอกประเทศและภายในประเทศ อีกทั้งเวลานั้น ทักษิณก็ยังเสี่ยงจะติดคุก “คดีชั้น 14” และยังมี “ข่าวลือ” อื่นๆ สารพัด บวกกับสถานการณ์ความนิยมในพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วง “ขาลง” เราจะประเมินสถานการณ์อย่างไร จะตัดสินใจได้อย่าง “มั่นใจ” ในช่วงเวลาอันสั้นหรือไม่
แต่จะอย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเมื่อพรรคประชาชนยืนยันจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ไม่โหวตให้ฝ่ายเพื่อไทย รักษาการนายกฯ พรรคเพื่อไทย ก็ตัดสินใจยื่นร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ถูกตีกลับโดยองคมนตรี ด้วยเหตุผลว่ายังเป็นประเด็นถกถียงว่ารักษาการนายกฯ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ดังนั้น การไม่ยุบสภาทันทีตามข้อเรียกร้อง และการถูกเบรกยุบสภาในนาทีสุดท้าย จึงตามมาด้วยหายนะอีกครั้ง คือเพื่อไทยถูกสอยนายกฯ (คนที่ 2 ภายในช่วงเวลาเป็นรัฐบาล 2 ปีเศษ) ทักษิณติดคุกคดีที่ฟ้องโดยคณะรัฐประหาร ขณะเดียวกันแม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องคดี 112 ไปแล้ว แต่ล่าสุดอัยการสูงสุดจะยื่นอุทธรณ์เอาผิดคดี 112 กับทักษิณต่อไป
คำถามคือ พรรคประชาชน และนักวิชาการ หรือปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า “มองออก” ไหมว่าการสอยแพทองธาร การเบรกรักษาการนายกฯ ของเพื่อไทยไม่ให้ยุบสภา และการโหวตนายอุทินที่ติดคดี ฮั้ว สว.เป็นนายกฯ คือ “เกมการเมืองเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลของรัฐพันลึก” ด้วยการใช้กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภา คือ ศาล รธน.และองคมนตรีควบคู่กับกลไกระบบรัฐสภาโดยอาศัยการโหวตของพรรคประชาชน (ซึ่งก็คือเกมที่ใช้กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภาควบคู่กับกลไกในระบบรัฐสภาแบบเดียวกับเกมเอาสมัครและสมชายลง แล้วเอาอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ นั่นเอง)
ผมคิดว่าถ้า “ไม่เสแสร้งบอดใบ้” ทุกคนย่อม “มองออก” อยู่แล้ว เพราะพรรคประชาชน และปัญญาชนก้าวหน้าต่างก็ออกมาพูดว่า “ไม่เห็นด้วยกับการใช้กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภาสอยนายกฯ และเบรกรักษาการนายกฯ ยุบสภา” แต่ก็อ้างว่าการที่พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ก็เพราะ “ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว” ทางเลือกนี้เท่านั้นที่จะทำให้ได้เสียง “สว.สีน้ำเงิน” ยกมือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญแล้วยุบสภาใน 4 เดือนตาม “MOA” ระหว่างพรรคประชาชนกับภูมิใจไทย
ดังนั้น การที่รัฐพันลึกเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการใช้กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภาควบคู่กับกลไกระบบรัฐสภา จึงไม่ใช่ “ปัญหาสำคัญ” ที่พรรคประชาชน และนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าต้องต่อต้านอย่างจริงจัง แม้จะขัดแย้งกับหลักการที่ฝ่ายตนปฏิเสธ “อำนาจรัฐพันลึกที่ออกใบอนุญาตที่ 2” ซึ่งแทรกแซงระบบการเมืองในระบบรัฐสภามาตลอด ก็ไม่สำคัญอีกแล้วใช่หรือไม่
จากตัวอย่างที่ยกมา เห็นได้ชัดว่าการที่ทักษิณและเพื่อไทยใช้การยุบสภาเป็นทางออกของปัญหาขัดแย้งทางการเมือง กลับเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถทำได้ตามปกติ” เหมือนพรรคอื่นๆ ในอดีต เพราะเมื่อใช้อำนาจยุบสภาก็ไม่จบตามกระบวนการประชาธิปไตย ต้องจบตามที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองต้องการให้จบเท่านั้น ถ้าไม่ยุบสภาก็ไม่สามารถไปต่อได้ ต้องหยุดไปต่อตามที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองต้องการให้หยุดเท่านั้น แถมยัง “ถูกเบรกยุบสภา” เพื่อให้กระบวนการโหวตบุคคลที่รัฐพันลึกต้องการให้เป็นนายกฯ สำเร็จตาม “แผน” อีกด้วย ดังนั้น จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สำหรับเพื่อไทยแล้วไม่ว่าจะยุบสภาก็ผิด หรือไม่ยุบสภาก็ผิด ไปต่อไม่ได้ และต้องเป็นฝ่ายรับหายนะที่ตามมาเสมอ
พูดอีกอย่างคือ ถึงยุบสภาแล้วก็ถูกขวางเลือกตั้ง ล้มเลือกตั้ง และถูกทำรัฐประหาร เมื่อประชาชนที่สนับสนุนเพื่อไทยและแกนนำมวลชนจากเพื่อไทยออกมาชุมนุมให้รัฐบาลคู่ขัดแย้งทางการเมืองยุบสภา ก็ต้องฝ่าดงกระสุนแลกการยุบสภาด้วยชีวิต แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังไม่ยุบสภาทันทีอยู่ดี ยังซื้อเวลาไปอีกร่วม 1 ปี และยัง “ลอยนวลพ้นผิด” จากการสลายการชุมนุมที่มีคนตายร่วม 100 ศพ แล้วยังกลับสู่เวทีการเมืองได้อย่างชิลๆ อีกด้วย ขณะที่ทักษิณถูกยึดทรัพย์ ถูกศาลตัดสินให้จ่ายภาษีขายหุ้น ติดคุกคดีที่คณะรัฐประหารตั้ง และยังต้องสู้คดี 112 ในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ส่วนยิ่งลักษณ์ยังกลับไทยไม่ได้ คนเสื้อแดงที่เสียชีวิตยังไม่ได้รับความยุติธรรม
คำวิจารณ์ทักษิณและเพื่อไทยที่สำคัญๆ คือ ทำไมเมื่อเป็นรัฐบาลทีไรก็ไม่ใช้อำนาจแก้ 112 แก้ระบบโครงสร้างให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ต่อสู้คืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง และที่ต้องประณามมากที่สุด คือการตระบัดสัตย์ ตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว และไม่โหวตรับร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 112 เพื่อช่วยนักกิจกรรมทางการเมืองออกคุก และช่วยผู้ลี้ภัยให้กลับบ้านได้ แต่กลับไปใช้วิธี “ดีลปีศาจแลกเสรีภาพประชาชน” เพื่อให้ทักษิณและลูกน้องบางคนกลับบ้านได้เท่านั้น นี่คือการเอาตัวรอดอย่างเห็นแก่ตัว ไม่ยุติธรรมกับนักสู้เพื่อประชาธิปไตยคนอื่นๆ กระทั่ง “ขายวิญญาณ” ให้ปีศาจไปแล้วหรือไม่
ผมไม่เถียงคำวิจารณ์เหล่านั้น ทุกคนมีสิทธิ์วิจารณ์ได้ทั้งนั้น และในความเป็นจริงเราก็วิจารณ์ทักษิณและเพื่อไทยได้ละเอียดยิบถึง DNA มาร่วมสองทศวรรษได้อยู่แล้ว ขณะที่ต้อง “เซ็นเซอร์ตัวเอง” เสมอเมื่อพูดถึงรัฐพันลึก และผมไม่เคย “แก้ต่าง” ให้ทักษิณและเพื่อไทยในเรื่องที่ถูกวิจารณ์เหล่านั้น ผมเองก็วิจาณ์และด่ามามากแล้วในเรื่องไม่นิรโทษกรรม 112 และตั้งรัฐบาลกับฝ่ายทำรัฐประหาร
แต่ผมก็ยืนยันว่าในทางการเมือง “ไม่มีพรรคไหนทำผิดทุกเรื่องหรือทำถูกทุกเรื่อง” ที่ผมตั้งคำถามว่า “ทำไมการยุบสภาจึงกลายเป็นหายนะของเพื่อไทย?” ก็ไม่ใช่การแก้ต่างใดๆ เพียงนำ “ความจริง” มาพูดตรงไปตรงมา เพื่ออย่างน้อยที่สุดอาจทำให้เราย้อนถามตัวเองว่าถ้าเราเป็นทักษิณและเพื่อไทยที่มีบทเรียนเคยเผชิญหายนะจากการยุบสภามาแล้ว 3 ครั้ง ในครั้งล่าสุดที่ถูกเรียกร้องให้ยุบสภา เราจะดัดสินใจยุบสภาได้ทันทีหรือไม่ เพียงในช่วงเวลาใม่กี่สัปดาห์ ซึ่งตนเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญศึกการเมืองจากภายนอกประเทศและการเมืองภายในประเทศรอบด้านเช่นนั้น
โดยเฉพาะเราต่างก็รู้อยู่แล้วว่าการขจัดทักษิณและเพื่อไทย รัฐพันลึกได้ใช้ทั้งกลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภา เช่น กองทัพทำรัฐประหาร องค์กรอิสระ มือที่มองไม่เห็นต่างๆ ควบคู่กับการใช้กลไลในระบบรัฐสภา เช่น พรรคการเมือง สมาชิกวุฒิสภา และใช้แนวร่วมม็อบนอกสภาเป็นต้นมาตลอด แม้แต่ครั้งล่าสุด “เกมเปลี่ยนรัฐบาลจากเพื่อไทยเป็นภูมิใจไทยและการเอาทักษิณเข้าคุก” รัฐพันลึกก็ยังใช้วิธีการเดิมๆ
มีนักปรัชญาบางคน ว่ากันว่าคือ “นิทเช่” เคยเตือนไว้ว่า “เมื่อเราสู้กับปีศาจ โปรดระวังความเป็นปีศาจจะซึมซับสิงสู่ในจิตวิญญาณของเราโดยไม่รู้ตัว” ดังนั้น เมื่อเราสร้างภาพ “ปีศาจทักษิณ” ว่า “เหลี่ยมทุกดอก” เราเองเหลี่ยมหรือไม่ เมื่อเราต่อต้านการประนีประนอมกับ “ปีศาจรัฐพันลึก” และต่อต้านการร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่เป็นข้ารับใช้ของปีศาจรัฐพันลึก เราเองก็ประนีประนอมหรือยินยอมตกเป็น “เครื่องมือ” ของปีศาจรัฐพันลึกด้วยหรือไม่ เมื่อเราต่อต้านการใช้กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภามาแทรกแซงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองในระบบรัฐสภา แล้วเราเองเลือกที่จะเป็น “แนวร่วมโดยสมัครใจ” แต่ “ฉาบหน้าศีลธรรม” ให้กับการกระทำของฝ่ายตนเองว่า “ถูกต้องดีงาม” กว่าฝ่ายอื่นหรือไม่
สื่อก้าวหน้าบางคนออกมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างอานนท์ นำภา ไผ่ ดาวดินเป็นต้นที่ติดคุกคดี 112 และคนที่ลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก และสื่อต่างๆ ควรเป็นปากเป็นเสียงให้มากขึ้นจนกว่าจะนิรโทษกรรม 112 ได้สำเร็จ แต่ถ้าเป็นปากเป็นเสียงแบบเน้นการด่าพรรคหนึ่งเกินจริง และอวยอีกพรรคเกินจริง ก็น่าจะลองฟัง “เสียง” คนในคุกด้วยว่าพวกเขาคิดอย่างไร พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลร่วมกับฝ่ายทำรัฐประหาร และการโหวตอนุทินเป็นนายกฯ และไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายเพื่อไทยกับพรรคประชาชนและกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย จะเอาแต่ “ตั้งแง่ทะเลาะขัดแย้งกันทุกมิติ” ควรแสวงหา “จุดร่วม” เพื่อสร้างความร่วมมือช่วยคนออกจากคุกให้สำเร็จมากกว่า
เพราะถึงที่สุดแล้ว จนวันนี้ก็ไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่ารัฐพันลึก “อาย” หรือกลัวที่จะทำรัฐประหารอยู่แล้ว แต่ถึงเขาไม่ทำ เขาก็ใช้ “กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภาและกลไกรัฐสภา” เปลี่ยนรัฐบาลตามที่เขาต้องการได้อยู่แล้ว ยังเป็นฝ่ายกำหนดเกมการเมืองที่ “เสี้ยม” ให้เพื่อไทยกับพรรคประชาชนและบรรดากองเชียร์ทั้งสองฝ่ายทะเลาะขัดแย้งกันรายวันได้อยู่แล้ว และยังกำหนดให้พรรคใดพรรคหนึ่งยอมประนีประนอมทำตามที่พวกเขาต้องการได้อยู่แล้ว กระทั่งใช้ทั้งสองพรรคเป็น “เครื่องมือ” ในการสกัดหรือทำลายกันและกันได้อยู่แล้ว หรือเมื่อเขาทุบทำลายพรรคหนึ่งได้ ก็ทุบทำลายอีกพรรคได้เสมอ น่าเศร้าที่คำเตือนของคนในคุกให้ทั้งสองฝ่าย “แสวงหาจุดร่วม” กลับไม่เคยถูกได้ยิน!
