หลังราชกิจจาฯ เผยแพร่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา กลางดึก เช้าวันนี้เลขาสภาฯ เตรียมส่งมติสภาให้ ครม.มีมติตั้งคำถามประชามติทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตัวแทน CALL ประเมินอาจประชามติถามเรื่องมี รธน.ใหม่อาจไม่ได้มีพร้อมเลือกตั้ง เพราะกฎหมายเลือกตั้ง-ประชามติ กำหนดวันเลือกตั้งช้าสุดภายใน 60 วัน กับประชามติเร็วสุดภายใน 60 วัน
12 ธ.ค. 2568 เช้าตรู่เวลาประมาณ 4.00 น. เพจสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว รายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2568 หลังจากที่เมื่อวานนี้ปรากฏข่าวว่าอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาไปแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อวาน ในระหว่างการประชุมสมัยวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ…. เพื่อให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่พรรคภูมิใจไทยลงมติโหวตตามวุฒิสมาชิกให้แก้ไขเนื้อหาให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านเสียง สว. 1 ใน 3 ทำให้พรรคประชาชนรวมรายชื่อเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
เนื้อหาในพระราชกฤษฎีการะบุว่า พระพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตามคำกราบบังคมทูลฯ ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
ด้วยนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ ว่า ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2568 โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่มิได้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
ในระหว่างที่ประเทศได้เผชิญความท้าทายหลายประการเพราะความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา
รัฐบาลได้เร่งดำเนินการทุกวิถีทางในการบริหารราชการแผ่นดินให้สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศที่รุมเร้าให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง อันจะนำพาการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้า เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อาทิ การผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ
การช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ การป้องกันและปราบปรามบ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยไซเบอร์ และการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ การเร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง รวมทั้งกำหนดมาตรการในการดำเนินการเพื่อรองรับและลดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน
แต่การบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม โดยที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่มีปัญหารุมเร้าในหลาย ๆ ด้าน ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพ หากปล่อยให้สภาวการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ย่อมจะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบบรัฐสภาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในที่สุด
ทางออกที่เหมาะสมคือการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป อันเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยเร็ว เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพที่ได้รับอาณัติที่ชอบธรรมจากประชาชน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยราบรื่นและเรียบร้อยสืบไป
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 103 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568”
มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป
มาตรา 4 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
มาตรา 5 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
เลขาฯ สภาส่งมติสภาตั้งคำถามประชามติ
ส่วนประเด็นเรื่องคำถามประชามติที่เมื่อคืนวานนี้ สส.ลงมติขอให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ และแจ้งให้ ครม. ดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช้าวันนี้ มติชนออนไลน์รายงานว่า ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้
ศิโรจน์ระบุว่าทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะดำเนินการส่งมติดังกล่าวไปยังรัฐบาลตามขั้นตอนที่รัฐสภามีมติไปแล้ว ส่วนกรณีพ.ร.ฎ.ยุบสภาประกาศมาในช่วงเช้าตรู่ก็เป็นประเด็นที่ ครม.รักษาการต้องพิจารณาดำเนินการต่อไป
ประชามติถามเรื่อง รธน.ใหม่อาจไม่ได้มีพร้อมเลือกตั้ง
ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนจากกลุ่มรณรงค์รัฐธรรมนูญ หรือ CALL ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นที่ ครม.จะมีคำถามประชามติพร้อมการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นอย่างช้าที่สุดอาจจะเป็นวันที่ 8 ก.พ.2569
ณัชปกรระบุว่า ตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างช้าสุดกำหนดไว้ที่ 60 วันนับตั้งแต่วันยุบสภา แต่ตามพ.ร.บ.ประชามติกำหนดไว่าจะต้องเกิดการทำประชามติเร็วที่สุดคือภายใน 60 วันหลัง ครม.เคาะคำถามประชามติ
"ถ้าเกิดวางการเลือกตั้งไว้ช้าที่สุดคือภายในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.69 ระยะเวลาจากวันยุบสภาไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ.ก็แค่ 58 วันเอง มันก็ไม่สามารถเคาะวันประชามติให้ตรงกันได้"
ทั้งนี้ณัชปกรก็ระบุว่า ขึ้นอยู่กับ ครม.กับ กกต.ว่าจะกำหนดให้การเลือกตั้งกับวันประชามติตรงกันได้หรือไม่ แต่เขาก็ไม่เห็นถึงความเป็นไปได้นั้นเพราะการยุบสภาเกิดขึ้นไปแล้วโดยที่คำถามประชามติยังไม่เคาะเลย
นอกจากนั้นเขาเห็นว่ามีประเด็นเรื่อง ครม.รักษาการสามารถเคาะคำถามประชามติได้หรือไม่ด้วย แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าให้ ครม.ทำได้หรือไม่ แต่ในมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในข้อห้ามตามที่ กกต.กำหนด โดยหลักการก็ควรจะทำได้ แต่จะทำได้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้
