Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อุบัติเหตุไฟไหม้ที่งานประชุมโลกร้อน COP30 ชวนให้หลายคนเปรียบเทียบเป็นโลกกำลังไหม้

การประชุมโลกร้อนนานาชาติปีนี้จัดขึ้นพร้อมกับที่ภาคใต้เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ เหมือนกับยกเรื่องถกเถียงในกระดาษออกมาให้เห็นความสำคัญของ ‘เกมการเมืองสภาพภูมิอากาศ’

การประชุม COP30 ครั้งนี้สิ้นหวังหรือมีชัยชนะ? ประชาไทชวนถอดรหัสสรุปใจความสำคัญงานประชุมโลกร้อนสำหรับผู้อ่านชาวไทย

พฤศจิกายนที่ผ่านมา น้ำท่วมภาคใต้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับการประชุมโลกร้อนระหว่างประเทศ COP30 ซึ่งจัดที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พ.ย. 2025 ทำให้บทสนทนาเรื่องผลกระทบจากโลกรวน รวมถึงการต่อรองเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงเงินเพื่อปรับตัวอยู่ร่วมกับสภาพภูมิอากาศยุคใหม่เหมือนกระโดดออกมาจากห้องประชุมสู่ความเป็นจริง 

โฆษณา - Advertising

คำว่า COP นั้นย่อมาจาก Conference Of Parties หมายถึง การประชุมที่ประเทศสมาชิกกว่าหนึ่งร้อยเก้าสิบประเทศมารวมตัวหาทางออกวิกฤตสภาพภูมิอากาศ​ ผ่านกลไกการทำงานของสหประชาชาติ เรียกว่า UNFCCC โดยจะประชุมหารือกันทุกท้ายปี ดังนั้น การประชุม COP30 ปีนี้จึงนับว่าผ่านมาแล้ว 30 ปีที่ประชาคมโลกมารวมตัวกันเพื่อแก้ไขวิกฤตร่วมของมนุษยชาติ แถมยังวนกลับมาจัดที่ประเทศบราซิลอีกครั้ง ซึ่งเคยจัดประชุมสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่อันเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานร่วมกัน

จากวันแรกที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับข้อสังเกตจากนักวิทยาศาสตร์ว่า สภาพอากาศของเรากำลังเปลี่ยนแปลงเพราะก๊าซเรือนกระจก วันนี้ ทั่วโลกยอมรับชัดเจนว่า โลกร้อนเกิดขึ้นจริงจากวิถีชีวิตของมนุษย์ โดยรอบสิบปีนี้นับว่าร้อนที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ 

ประชาคมโลกมีฉันทามติ (เรียกว่า “ความตกลงปารีส”) ว่าต้องช่วยกันจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส หรือถ้าให้ดีคือ 1.5°C ซึ่งเป็นเหมือนกับ “ขีดเส้นตาย” ซึ่งหากก้าวข้ามเส้นนี้ไปแล้วจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางสิ่งแวดล้อมยากจะหวนคืน ที่ประชุมโลกร้อนออกข้อตกลงและแนวทางแก้ไข-รับมือโลกร้อนจนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยัง “ทำไม่พอ”  

การประชุมโลกร้อนในปีนี้ร้อนแรงกว่าทุกปี เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ถอนตัวจากกรอบทำงานด้านโลกร้อนยูเอ็น จึงไม่ส่งคนมาประชุม สั่นคลอนถึงศักยภาพยูเอ็นว่าจะผนึกกำลังช่วยกันแก้วิกฤตโลกได้หรือไม่ โดยช่วงท้ายได้สรุปผลประชุมออกมาเป็นชุดเอกสารเรียกว่า “โกลบอล มูริเฉา” (Global Mutirão - เป็นภาษาโปรตุเกสมีรากชนเผ่าพื้นเมืองแปลว่า ความพยายามร่วมกัน)

การประชุม COP ปีนี้ได้รับการขนานนามหลายชื่อ ทั้ง “COP แห่งความจริง” หรือ “COP ป่าไม้” และบางทีก็ “COP ของประชาชน” — แล้วจริงๆ ผลประชุมเป็นอย่างไร ประชาไทชวนถอดรหัสสรุปไฮไลท์สำคัญ ต่อไปนี้

งานแสดงศิลปะลูกโลกในงานประชุม COP30

ไทยเร่งเครื่องเน็ตซีโร่ หวังทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ขาลง”

โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นแล้ว 1.1°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า หากเรายังใช้ชีวิตเช่นปัจจุบันต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนมากกว่านี้ เราจะทำตามเป้าหมายคงอุณหภูมิโลกไม่สำเร็จและทำให้อุณหภูมิโลกขึ้นถึง 2.7°C ภายในสิ้นศตวรรษ

งานประชุมสภาพภูมิอากาศปีนี้ยังเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ ก่อนงานจบสองวัน เพราะไฟฟ้าลัดวงจรที่บูธจัดแสดงหนึ่ง แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตและสามารถหยุดไฟได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้เข้าร่วมประชุมกว่าหลายพันรายก็ต้องอพยพออกจากงานและทำให้การเจรจาที่ล่าช้ากว่ากำหนดชะงักไป ทำให้หลายคนนำเหตุการณ์นี้มาเปรียบเทียบว่าช่างเหมือนตลกร้ายที่โลกของเราที่กำลังลุกไหม้

เพื่อลดโลกร้อน ทั่วโลกเห็นร่วมกันว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรจะถึง “จุดพีค” ในปี 2025 นี้ โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศจะขึ้นถึงปริมาณสูงสุดและหลังจากนี้จะต้องลดปริมาณลง ซึ่งในจุดนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเผยว่า ไทยอาจจะยังไม่ถึงจุดพีค 100% ในปีนี้ เพราะอาจมีบางภาคส่วนที่ยังปล่อยก๊าซ

เรือนกระจกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีนัยยะสำคัญมากพอที่จะทำให้ไทยเฉจากเป้าหมายเน็ตซีโร่

การประชุมรอบนี้ ครบกำหนด 5 ปีที่รัฐบาลแต่ละประเทศจะต้องส่งแผนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ (ชื่อเฉพาะในวงการว่า Nationally Determined Contribution: NDC) เพื่ออัปเดตแผนลดโลกร้อนให้ทะเยอทะยานขึ้น โดยประเทศไทยได้อัปเกรดเส้นทางลดโลกร้อนใหม่ ในระยะสั้นสิบปีข้างหน้า ตั้งใจจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% (เทียบจากการปล่อยจริงตอนปี 2019) 

ในระยะยาว ไทยเร่งบรรลุ “เน็ตซีโร่” (ภาวะที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยนั้นหักลบกับยอดดูดซับก๊าซเรือนกระจกพอดี) ในปี 2050 นับว่าเร็วขึ้น 15 ปีจากเป้าหมายเดิม 

แผน NDC3.0 ของไทย ระบุว่า จะเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่างๆ 5 ภาค (พลังงาน คมนาคม อุตสาหกรรม เกษตร และของเสีย) และใช้ป่าไม้กับที่ดินช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก ซึ่งผู้แทนไทยชี้ว่าการประกาศเป้าหมายนี้นั้น “ได้รับการต้อนรับที่ดีจากยูเอ็น” เหมือนกับนักเรียนดี ส่งการบ้านตรงตามเวลาและยังแสดงพัฒนาการ ในขณะที่มีหลายประเทศไม่ได้ส่งแผนอัพเดตใหม่

แต่เมื่อนำแผนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาคำนวณร่วมกันแล้ว โลกของเราก็จะยังร้อนขึ้นเกินกำหนดอยู่ดี นั่นทำให้ เราต้องเร่งมือทำมากขึ้นในช่วงเวลาที่ร่นน้อยลงเท่าที่เหลืออยู่ 

คำหนึ่งที่ฮิตมากในการประชุมโลกร้อนรอบนี้คือ “เร่งมือ” (accelerate) โดยที่ประชุมได้คลอดกลไกใหม่เรียกว่า “เครื่องมือเร่งการปฏิบัติของโลก” (Global Implementation Accelerator) ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ ทำตามแผนลดโลกร้อนที่ตั้งไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในอีก 2 ปีข้างหน้า นั่นทำให้หลายคนเรียก COP รอบนี้ว่า “COP แห่งการลงมือทำ” (Implementation COP)

นักสิ่งแวดล้อมแปะโปสเตอร์ “ตามหานายทุนผู้ก่อมลพิษ” ที่งาน COP ภาคประชาชน 

“เชื้อเพลิงฟอสซิล” รักที่ตัดไม่ลงง่ายๆ

เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ คือ ตัวการหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งนานาประเทศกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านออกไปใช้เชื้อเพลิงอื่นเพื่อผลิตพลังงาน

ถึงแม้จะมีข้อเรียกร้องให้ใช้คำที่มีน้ำหนักจริงจัง พูดถึงการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล ท้ายที่สุด ที่ประชุม COP30 ไม่ได้บรรจุแผนการตั้งกลไก “โรดแมปเพื่อเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” (Roadmap to Transition Away from Fossil Fuels : TAFF) ไว้ในเอกสารสรุปประชุม เนื่องจากมีประเทศที่สนับสนุนและคัดค้านครึ่งต่อครึ่ง 

การโต้เถียงเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งกลุ่มประเทศแอฟริกาส่วนหนึ่งที่เศรษฐกิจพึ่งพิงถ่านหินเป็นหลักพากันคัดค้าน โดยมองว่า กำลังถูกเร่งให้ผูกมัดตัวเองกับเป้าหมายที่ทำไม่ได้ เพราะยังไม่มีกลไกถ่ายโอนเงินจากประเทศพัฒนาแล้วมาช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน

จุดยืนของไทยในเรื่องนี้นั้น “ไม่ชัดเจน” ในงานสรุปผลลัพธ์การประชุม COP30 ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา พบว่า ไม่ได้มีการอธิบายชัดเจนถึงจุดยืนของประเทศไทยในเรื่องนี้ นอกจากนี้ จากการมอนิเตอร์จุดยืนของแต่ละประเทศโดยสำนักข่าวด้านสภาพภูมิอากาศ Carbonbreif พบว่า ไทยไม่ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าสนับสนุน หรือคัดค้านแนวคิด

ปัจจุบัน ประเทศไทยพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยทยอยลดใช้ถ่านหินและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่ก็ยังไม่ได้ตัดขาดจากถ่านหินอย่างสมบูรณ์ โดยได้เลื่อนการหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะสองโรง จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะหยุดผลิตในปีนี้เป็นปี 2031

พลังงานไฟฟ้าของไทยเกือบ 60% ผลิตมาจากก๊าซธรรมชาตินำเข้า โดยผู้พัฒนาโครงการมักมองว่าเป็น “พลังงานสำหรับเปลี่ยนผ่าน” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าถ่านหิน แต่ในสายตาของนักอนุรักษ์แล้ว ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องติดอยู่ในการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติหลายสิบปีข้างหน้าเลย เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ต้นทุนต่ำลงมากแล้ว จึงสามารถส่งเสริมแหล่งผลิตพลังงานที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เลยวันนี้

“สำหรับอาเซียน ซึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนเกือบสี่ในห้าของสัดส่วนพลังงาน คำถามก็คือ เราจะวางตัวในฐานะ ‘สถาปนิก’ ช่วยออกแบบโรดแมปนั้นหรือแค่ยืนดูอยู่ข้างๆ” ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทยและผู้ก่อตั้งองค์กรจับตาสภาพภูมิอากาศใหม่ Climate Connectors กล่าว

ถึงแม้จะยังไม่ได้รองรับกลไกใหม่ การประชุม COP30 มีข้อสรุปว่าจะจัดประชุมวงย่อยเรื่องเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Phase-out of Fossil Fuels Conference) ครั้งแรกที่เมืองซานตา มาร์ตา ประเทศโคลัมเบีย ตอนเมษายน 2026 เพื่อหารือต่อ

“กระบวนการที่ซานตา มาร์ตาจึงต้องกลายเป็นพื้นที่ที่อาเซียนและประเทศไทยจะช่วยกันรับลูกที่ส่งต่อจาก COP30 ให้กลายเป็นเส้นทางสู่สังคมไร้ฟอสซิลแท้จริง แทนที่จะปล่อยให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของถ่านหิน ก๊าซฟอสซิลและก๊าซแอลเอนจีนำเข้า” ธาราย้ำ

เปิดตัว “กองทุนป่าไม้ฝนเขตร้อน” จากป่าอะเมซอนสู่ลุ่มน้ำโขง

การประชุมโลกร้อนนั้นหมุนเวียนภูมิภาคจัดงานเรื่อยๆ โดยปีนี้ จัดขึ้นที่ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริเบียน มีเจ้าภาพเป็นประเทศบราซิล ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไทย 16 เท่า ระบบนิเวศป่าเขตร้อนอะเมซอนกินพื้นที่บราซิลและประเทศรอบข้างยังเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพที่มากที่สุดในโลก ด้วยสิ่งมีชีวิตมากกว่า 3 ล้านสปีชีส์

แต่ระบบนิเวศนี้ก็เจอภัยคุกคามใหญ่ ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อปลูกถั่วเหลือง เพื่อใช้เป็นโปรตีนที่เรากินกับอาหารเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อเนื้อหรือปลูกกาแฟ แต่ถึงบราซิลจะเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารส่งออกลำดับต้นของโลก แต่ยังมีประชากรในประเทศอดอยาก เข้าไม่ถึงอาหารจำนวนมาก

บราซิลจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่ออกแบบกองทุนใหม่เพื่อปกป้องป่าไม้โดยเฉพาะ ซึ่งประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประชุมรอบนี้ คือ “กองทุนป่าฝนเขตร้อน” (The Tropical Forest Forever Facility: TFFF) โดยเป็นกองทุนกระตุ้นให้อนุรักษ์ป่าเขตร้อน โดยระดมเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชน

ล่าสุด ประเทศพัฒนาแล้วระดมเงินกว่า 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 175,000 ล้านบาท) และตั้งเป้าหมายจะเพิ่มให้ได้อีก 22 เท่า ประเทศที่ตั้งของป่าฝนเขตร้อนสามารถสมัครเพื่อขอรับทุนทำโครงการอนุรักษ์ป่าได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเงิน 20% ต้องถึงมือชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง

ไทยเองในฐานะประเทศกำลังพัฒนาและเป็นที่ตั้งของป่าลุ่มน้ำโขง ทำให้เป็นหนึ่งใน 74 ประเทศที่เข้าข่ายรับเงินจากกองทุนผ่านกองทุนนี้ แม้ไทยจะยังไม่ได้เข้าร่วมในรอบนี้ กรมโลกร้อนได้เผยว่า กองทุนนี้จะมีผลดีต่อไทยและรอดูขอบเขตการดำเนินให้ชัดเจนขึ้นในอีกสองสามปีข้างหน้าเพื่อตัดสินใจเข้าร่วม

“กองทุนป่าไม้จะช่วยไทยเรื่องเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก มีผลดีกับเราอย่างแน่นอน” นภาพร ตั้งถิ่นไท ผู้อำนวยการกลุ่มการเงินและการลงทุนด้านภูมิอากาศ อธิบาย

ขณะเดียวกัน กลุ่มเอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมต่างมีความคิดแตกต่างกันออกไป บางกลุ่มมองว่า TFFF เป็นกลไกที่ดีเพื่ออนุรักษ์ป่าและเปิดให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม โดยย้ำว่าต้องมีมาตราการคุ้มครองที่ดี ด้านบางกลุ่มกังวลว่า กองทุนนี้ยังไม่ช่วยกำกับให้สถาบันการเงินเว้นจากการสนับสนุนเงินให้เอกชนลงทุนทำโครงการที่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า และเสี่ยงตั้งมูลค่าให้ผืนป่า อิงราคาตลาดที่ผันผวนได้

เครือข่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองและเขื่อนร่วมเดินขบวนเพื่อโลกร้อน ร่วมกับผู้คนหลายหมื่นคนที่เมืองเบเลง บราซิล 

ประชาชน 70,000 ลงถนน ชนเผ่าพื้นเมืองบุกเวทีประชุม

งานประชุมที่หมุนมาจัดที่บราซิลปีนี้ ยังจัดบนฉากหลังประเทศที่มีเสรีภาพการแสดงออกทางการเมืองมากกว่าสามปีที่ผ่านมา ทำให้นักกิจกรรมสภาพภูมิอากาศและประชาชนสามารถจัดประท้วงได้กว่าครั้งอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ในบราซิลมากกว่าสามร้อยกลุ่ม เปิดประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองในการตัดสินใจนโยบายโลกร้อน

ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบราซิลได้ประกาศไว้แต่ก่อนงานเริ่มว่า อยากเห็นประชุมรอบนี้เป็น “COP แห่งความจริง” ที่จะหาทางออกโลกร้อนกันอย่างจริงใจ ไม่โกหกฟอกเขียวและส่งเสริมความรู้ชนเผ่าพื้นเมือง

ช่วงสัปดาห์แรกของการประชุม ชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มเยาวชนหลายสิบคนฝ่าเข้าไปในที่ประชุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงาน พร้อมประกาศว่า "ป่าของเราไม่ได้มีไว้ขาย” ย้ำว่าชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่ากำลังเจอปัญหาจากบริษัทสินค้าเกษตร การขุดเจาะน้ำมัน ทำเหมืองผิดกฎหมายและลักลอบตัดไม้ 

การประชุมโลกร้อนเลยต้องเคารพการตัดสินใจและมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่สองรายบาดเจ็บเล็กน้อย

กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง นักสิ่งแวดล้อมทั้งในบราซิลและต่างประเทศยังได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน “COP ของประชาชน” (The People’s Summit) ที่มหาวิทยาลัยปารา ห่างไปจากที่ประชุมหลักยี่สิบนาที โดยจัดเวทีหารือถึงปัจจัยสังคมต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันเป็นรากปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งระบบการผลิตทั้งตั้งเป็นฐานทุนนิยมและสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจเข้ายึดครองทรัพยากรของประเทศกำลังพัฒนา ทั้งผ่านนโยบายอนุรักษ์ต่างๆ รวมถึงกรณีปาเลสไตน์ และปัญหานโยบายสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ เช่น คาร์บอนเครดิต กำลังเป็น “ทางออกลวง” ที่ทำให้ชาวบ้านโดนไล่ออกจากที่ดินเพื่อปลูกป่า 

ช่วงเช้าวันที่ 15 พ.ย. ประชาชนกว่า 70,000 เดินขบวนจากใจกลางเมืองเบเลงเป็นระยะเวลาครึ่งวันไปใกล้สถานที่จัดประชุม โดยมีแนวร่วมจากหลากหลายประเด็น และประกาศแถลงการณ์ที่เวทียูเอ็น เรียกร้องให้ ผู้นำโลกแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงใจ เป็นธรรม และไม่สร้างทางออกลวงที่ยิ่งซ้ำเติมประชาชน นับเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อโลกร้อนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กระแสเยาวชน นำโดยเกรตา ธันเบิร์ก เมื่อช่วงก่อนโควิด

“เรามาประชุมภาคประชาชน เพราะมองว่าภาคประชาชนควรจะมีอำนาจหรือพื้นที่ในการตัดสินใจของตัวเอง เข้าไปตัดสินใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง” เกศินี แก้วเจริญ ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) ที่ทำงานกับชาวประมงพื้นบ้านที่เพชรบุรี และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวกับประชาไท นักสิ่งแวดล้อมไทยเองก็เข้าร่วมเป็น 1 ในคนหลายหมื่นที่อยากเห็นเกมการเมืองโลกร้อนคำนึงถึงประชาชน 

น้ำท่วมและยุทธศาสตร์เจรจาแบบไทยๆ ที่ “เสี่ยงอันตราย”?

นอกจากความพยายามชะลออุณหภูมิโลกแล้ว อีกประเด็นเจรจาสำคัญสำหรับไทยและประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ คือ ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อช่วยปรับตัวอยู่ร่วมกับโลกรวน เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และหลายประเทศอาเซียนที่เกิดขึ้นช่วงเวลาเดียวกับประชุม COP จึงยิ่งย้ำความสำคัญของการใช้เวทีเจรจาต่อรองเพื่อให้เข้าถึงเงินก้อนนี้

ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index 2026 โดยองค์กร Germanwatch ประเมินความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก ขณะที่ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลกน้อย เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ นั้นทำให้เมื่อมองตามหลักคิดความเป็นธรรมระหว่างประเทศแล้ว ไทยมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วผู้ก่อมลพิษตลอดอดีตที่ผ่าน

การประชุมโลกร้อนปีก่อนหน้าที่กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจานได้สรุปว่า ประเทศพัฒนาแล้วต้องหาทางระดมเงิน 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (44 ล้านล้านบาท)/ปี มาช่วยส่งเสริมประเทศกำลังพัฒนาให้ได้ภายในสิบปีข้างหน้า การประชุม COP รอบนี้จึงต่อยอดคุยในรายละเอียดถึงแนวทางเติมเงินส่วนที่ขาดและปรับระบบการเงินให้เป็นธรรม เป็นกลไกชื่อว่า “โรดแมปจากบากูถึงเบเลง ไปสู่ 1.3 ล้านล้าน” (Baku-to-Belém Roadmap to 1.3T) 

“เราต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมากมายมหาศาลช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ แล้วถ้าวันหนึ่งมันไม่ได้มีแค่หาดใหญ่แต่เกิดหลายที่ล่ะ เราจะพึ่งแค่งบประมาณแผ่นดินไม่ได้แล้ว” นภาพร ผอ.กลุ่มการเงินโลกร้อน อธิบาย “1.3 ล้านล้านเหรียญนั้นเยอะมาก ถ้าประเทศไทยอยากได้เงินเขา ก็ต้องชัดเจนว่าประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไรบ้าง มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและแผนปรับตัวชัดเจน โอกาสจะได้เงินก็จะมากยิ่งขึ้น”

ไทยเองก็เคยได้เงินจากกองทุนที่ช่วยส่งเสริมการปรับตัวรับโลกรวน เช่น โครงการช่วยชาวนาในลุ่มน้ำยมและน่านปรับตัวรับน้ำท่วม-แล้ง 579 ล้านบาท จากกองทุนระหว่างประเทศ Green Climate Fund และยังมีสิทธิยื่นขอเงินจากกองทุนใหม่อย่าง “กองทุนความสูญเสียและความเสียหาย” (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD)

ทางด้านดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมโลกร้อนอธิบายถึงยุทธศาสตร์ท่าทีการเจรจาของไทยที่ประชุม COP ว่าต้องโดดเด่นกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับเงิน “ประเทศกำลังพัฒนาต่างก็ไปขอนั้นขอนี้ ประเทศไทยเราไปแนวใหม่ เราไม่ได้ไปขอ เราไปประกาศว่าเราทำอะไรแล้ว แล้วเราจะทำอะไรอีก”

ทว่า วนัน เพิ่มพิบูลย์ จาก Climate Watch Thailand ประชาสังคมไทยที่ทำงานกับชุมชนที่เจอน้ำท่วมและติดตามการประชุมโลกร้อนหลายครั้งกลับมองว่า มุมมองของรัฐบาลไทยเช่นนี้อาจ “อันตราย” เพราะแสดงท่าทีเกรงใจประเทศพัฒนาแล้วโดยไม่จำเป็น และไม่ใช้โอกาสเรียกร้องเงินให้ถึงมือประชาชน

“เงินนี้ไม่ใช่เงินช่วยเหลือที่เราไปขอนะคะ แต่เป็นเงินใช้หนี้ที่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งทำให้โลกร้อนมาตลอดในอดีตมีหน้าที่ต้องให้ ประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิอันชอบธรรมอยู่แล้วที่จะเอาเงินก้อนนี้มา ถ้ารัฐบาลไทยไม่พูดให้ชัดเจนว่า ประเทศซีกโลกเหนือต้องใส่เงินให้มากกว่านี้ จะมีเงินที่ไหนมาถึงประชาชน มาถึงชาวบ้านที่เจอน้ำท่วม”

วนันย้ำว่า ที่ผ่านมา ประเทศพัฒนาแล้วไม่เคยระดมเงินใส่กองทุนโลกร้อนถึงเป้าที่สัญญาไว้เลย ดังนั้นการที่ประเทศพัฒนาอย่างไทย จะแสดงจุดยืนชัดเจนเรียกร้องจุดนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เช่นเดียวกับที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศแสดงออกอย่างชัดเจนในเวที COP

เธอตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไทยอาจจะอยากรักษาความสัมพันธ์กับประเทศพัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีหรือสหราชอาณาจักร ซึ่งมีความตกลงสนับสนุนการเงินแบบทวิภาคี จึงเลือกไม่แสดงท่าทีเรียกร้องในการประชุม ทว่าการมุ่งรับเงินสนับสนุนรูปแบบทวิภาคีมีความเสี่ยงด้านความรับผิดชอบ เพราะไม่มีกลไกกลางอย่างยูเอ็นตรวจสอบและเสี่ยงถูกประเทศซีกโลกเหนือกำหนดเงื่อนไขที่ไทยจำต้องรับ 

ขณะที่การเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วใส่เงินเข้ากองทุนต่างๆ ให้ถึงเป้าตามข้อตกลง เช่น กองทุนการปรับตัว (Adaptation Fund) หรือกองทุนความสูญเสียและความเสียหายนั้นจะเปิดให้สังคมไทยเข้าถึงการเงินโลกร้อนที่มีคุณภาพมากกว่า เพราะมีมาตรการส่วนกลางของยูเอ็นกำกับและชุมชนท้องถิ่นสามารถยื่นข้อเสนอโครงการเข้าถึงได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านหน่วยงานกลาง

ก้าวต่อไป เกมการเมืองเรื่องโลกร้อน

“สามสิบปีผ่านไปแล้วที่เรามาประชุมโลกร้อนแบบนี้ แม้จะไม่มีการความคืบหน้าประกาศใหญ่โตใหม่ที่เราตีกลองฉลอง แต่ไม่ใช่ว่าการประชุมโลกร้อนมันสิ้นหวังไปหมด ก็มีชัยชนะเล็กๆ อยู่บ้างเล็กน้อย” วนันว่า

เธอเห็นด้วยที่ COP30 รอบนี้ไม่ด่วนสรุปกลไกลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทันที ซึ่งอาจทำให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาเดือดร้อนและประเทศมหาอำนาจหนีพ้นความรับผิดชอบจ่ายหนี้ช่วยเหลือ การประชุมเพื่อทำงานที่โคลัมเบียในเดือนเมษายนปีหน้าจึงเป็นเหมือนชัยชนะเล็กๆ ที่ต้องทำงานต่อ

“มันอาจจะฟังดูคืบหน้าช้า แต่เราต้องตั้งหลักไปให้ถูกทางและเป็นธรรม การคุยเรื่องโลกร้อนไม่ใช่แต่เรื่องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มันมีคนอยู่ในนั้นด้วย แล้วเราห้ามลืมใบหน้าเหล่านี้” เธอย้ำ “เราจะมุ่งแต่ลดก๊าซเรือนกระจก แล้วทิ้งใครไว้รายทางไม่ได้ ต้องคิดด้วยว่า นโยบายโลกร้อนเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนหรือเปล่า พูดเรื่องสิทธิหรือศักดิ์ศรีของคนด้วยไหม” 

การประชุมโลกร้อน COP31 มีกำหนดวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2026 ที่เมืองอันทัลยา ประเทศตุรกี โดยเป็นประธานร่วมกับออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นประธานด้านเนื้อหาในการนำการประชุม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising