'กล้าธรรม' เปิดตัว 'ไชยา พรหมา' ลั่น "สนามเลือกตั้งคือสนามรบจบศึกทำงานร่วมกันได้"
20 ธันวาคม 2568 Thai PBS รายงานว่า วันนี้ (20 ธ.ค.) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดตัว นายไชยา พรหมา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตสส.หนองบัวลำภู เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีตสส.นครนายก 5 สมัย พรรคเพื่อไทย นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ว่าที่ผู้สมัครเขต 1 นครนายก นายศักดา คงเพชร อดีตสส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย นายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีตสส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย และนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีตสส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรค นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค
ทั้งนี้ในส่วนของ นายแพทย์ภูมินทร์และนางนุชนาถ ก่อนหน้านี้สมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว แต่เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน จึงได้ตัดสินใจย้ายมาพรรคกล้าธรรม โดยร้อยเอกธรรมนัส ได้กล่าวถึงนายไชยา ว่าเป็นพี่ที่ตนให้ความเคารพ ช่วงที่ทำงานด้วยกันในสมัยที่ตนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายไชยา เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เห็นฝีไม้ลายมือ มีผลงานโดยเฉพาะเรื่องการปราบหมูเถื่อน และร่วมกันพัฒนาพื้นที่ในภาคท้องถิ่น จังหวัดบ้านเกิดหนองบัวลำภู สร้างเครือข่ายภาคท้องถิ่นมาด้วยกัน พร้อมกับเชื่อว่า ทั้ง 7 คนมาร่วมอุดมการณ์พรรคกล้าธรรม ตนมีความมั่นใจว่าเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ และเชื่อว่าทุกคนจะกลับเข้าสู่สภาในการเลือกตั้งครั้งหน้า และต้อนรับทุกคนเข้าสู่ครอบครัวกล้าธรรม
การเลือกตั้งถ้าเราไปคิดแบบนี้ ประชาชนก็จะไม่มีความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้งก็คือสนามรบ เมื่อรบเสร็จแล้วเสร็จกระบวนการเลือกตั้งก็ทำงานร่วมกันต่อ หลังจากนี้จะมีการเปิดตัวบ้านใหญ่เพิ่มขึ้นอีกแต่จะต้องปรึกษาทีมกฎหมาย ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้ต่ออีกหรือไม่ ซึ่งก็มีหลายคนโทรหาตนเอง
ด้านนายไชยา พรหมา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลที่ตนตัดสินใจมาร่วมทำงานพรรคกล้าธรรม เนื่องจากเห็นถึงความตั้งใจว่ามีนโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งตนมาจากพื้นฐานที่นั่น เป็นผู้แทนราษฎรมา 9 สมัย อยู่กับเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา และจังหวัดหนองบัวลำภูมีตัวเลขทางรายได้ทางเศรษฐกิจลำดับท้ายๆของประเทศ เพราะฉะนั้นตนคิดว่าปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ถือเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข และที่ผ่านมามักจะถูกละเลยในพื้นที่ภาคอีสาน ตนเห็นร้อยเอกธรรมนัสและพรรคกล้าธรรม ในฐานะที่รับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯเป็นนโยบายระดับรากหญ้าอย่าแท้จริง ในการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและจะชาวอีสานได้ จึงตัดสินใจมาร่วมกับพรรรคกล้าธรรม
การตัดสินใจในครั้งนี้ ต้องอธิบายด้วยเหตุและผล ว่าไม่ใช่การตัดสินใจเพื่อตัวเอง แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะหนองบัวลำภู แต่รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด และมั่นใจว่าสู้กับว่าที่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้อยู่แล้ว เพราะเคยสู้กันมาคู่ต่อสู้ก็สู้กันมาหลายยก ไม่ได้เป็นปัญหาอุปสรรค เวทีการเลือกตั้งก็ต้องสู้กัน เราเป็นนักรบ เราเป็นนักสู้ ก็ต้องต่อสู้กันในทางการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน
ส่วนที่ถูกข้อครหาว่าเป็นสส.งูเห่า นายไชยาระบุว่า ถ้าจะกล่าวหาคำนั้น เหตุใดตนถึงต้องมาอยู่เพราะกล้าธรรม ไม่ไปอยู่กับพรรคที่อยู่ในกระแสไม่มีดีกว่าหรือ แต่ที่ตนต้องเลือกพรรคกล้าธรรมเพราะเข้าได้กับทุกฝ่าย จากวันนี้ไปเป็นเรื่องของการจับมือในการทำงาน เพราะฉะนั้นความขัดแย้งในทางการเมือง ซึ่งอย่ามาบอกว่าเป็นงูเห่า แต่เชื่อว่าการเตือนใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชนภาคอีสาน เพราะเมื่อลงพื้นที่ชาวบ้านยังถามว่าสิ่งที่รับปากไว้ตอนเป็นรัฐบาล 2 ปี ยังมีอะไรที่ยังค้างคาใจประชาชนอยู่ เช่น อย่างเงินดิจิทัลวอลเล็ต ประชาชนอย่างทวงถาม ปัญหาหลายอย่างอย่างเงินช่วยเหลือและปัญหาด้านภาคการเกษตร เป็นเงินช่วยเหลือเกษตรกร
เราเป็นรัฐบาลมา 2 ปี ก็ยังตอบคำถามเขาไม่ได้ และพื้นที่หนองบัวลำภู ปลูกอ้อยให้มากที่สุด เพราะมีอุตสาหกรรมอ้อย เมื่อให้ลดการเผา เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 และไปรับปากว่าจะชดเชย ให้เงิน 120 บาทต่อตัน วันนี้ก็ยังรอคำตอบอยู่ สิ่งเหล่านี้คือปัญหา 2 ปีที่ถามว่ารับปากแล้วลืมเขาแล้วหรือ ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้ต้องหาคนไปแก้ไขปัญหา ซึ่งพรรคกล้าทำที่รับผิดชอบกระทรวงเกษตรจะตอบโจทย์ประชาชนได้
ด้าน ร้อยเอกธรรมนัส ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่นายไชยา ถูกครหาว่าเป็นงูเห่าว่า พวกตนที่อยู่พรรคกล้าทำ ล้วนมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม พลังประชาชน และเพื่อไทย แสดงว่าพวกเราก็เป็นงูด้วยกัน ซึ่งระหว่างนั้นร้อยเอกธรรมนัสได้โน้มตัวไปเกาะไหล่นายไชยา ซึ่งตนคิดว่าไม่ใช่ ก่อนกล่าวว่า ตนก็ถือถือว่ามีบทบาทในการสร้างครอบครัวไทยรักไทยให้โตขึ้น เพราะฉะนั้นคำว่างูเห่าในครอบครัวกล้าธรรมไม่ใช่
'เพื่อไทย' ยัน ‘ไชยา' ลาออกด้วยดี เหตุ ความจำเป็นทางการเมืองพื้นที่หนองบัวลำภู หวั่นเลือกตั้งครั้งนี้ดุเดือด กลายเป็น “Money Politics” วอน กกต. คุมเลือกตั้งให้สุจริต
NBT Connext รายงานว่า ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69 นายประเสริฐ กล่าวว่า ในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ พรรคเพื่อไทยจะมีอีเวนท์ใหญ่ คือการเปิดตัวผู้สมัคร สส.เขต 400 เขต และบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งตอนนี้ มีผู้สมัครครบหมดแล้ว
ในส่วนของนายไชยา พรหมา อดีต สส.หนองบัวลำภู ที่ได้ลาออกไป ก็มีสมัครมาทดแทนแล้ว และมีศักยภาพในพื้นที่ เขต 2 จ.หนองบัวลำภู พร้อมเป็นผู้สมัครพรรคเพื่อไทย พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่มีปัญหาในการหาผู้สมัคร โดยนายไชยาได้ส่งเอกสารมาทางไลน์ ถึงหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ไม่ได้ระบุเหตุผลจำเป็นในการลาออก แต่มีการกล่าวขอบคุณที่อยู่กับพรรคเพื่อไทยมา ตนก็ไม่ทราบเหตุผลในการย้ายไปสังกัดพรรคอื่น และไม่ได้แจ้งว่าจะไปสังกัดพรรคการเมืองใด และในขณะที่อยู่พรรคนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร
พรรคได้สนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งของพรรค ยืนยันว่าไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ ต่อกัน ซึ่งเอกสารส่งมาเมื่อวานนี้ (19 ธ.ค.) เวลาประมาณ 15:00 น. ทางพรรคก็รับทราบ หลังจากนั้นก็มีผู้ประสานมาทันทีว่าสนใจจะสมัครรับเลือกตั้ง ก็ขณะนี้ก็เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเรียบร้อยแล้ว
"ในเอกสารที่ท่านไชยาส่งมาระบุว่า ได้ตัดสินใจยื่นลาออกจากพรรคเพื่อไทยด้วยเหตุผลความจำเป็นทางการเมือง ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ส่วนตนแต่ประการใด ท่านเขียนมาแบบนี้ ส่วนข้อความอื่นก็เป็นข้อความที่ขอบคุณพรรค" นายประเสริฐ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าในวันที่ใกล้เปิดรับสมัครจะไม่มีใครถอนตัวเพื่อให้พรรคมีความยุ่งยากหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ในวันเสาร์อาทิตย์นี้ น่าจะหมดเวลาแล้ว เพราะในกระบวนการสมัคร สส.ต้องมีการทำ Primary Vote ถ้าจะสมัครให้ทันในวันแรกของการรับสมัคร แต่ละพรรคต้องเตรียมความพร้อมภายในเสาร์นี้ หรืออย่างช้าสุดวันอาทิตย์ เพื่อให้พรรคดำเนินการให้ทันเวลาที่ กกต. กำหนด จึงเชื่อว่าคงไม่มีใครถอนตัวแล้ว
สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้รับแจ้งจากผู้ที่ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง และผู้สนับสนุนพรรคในหลายพื้นที่ว่ามีบุคคลและกลุ่มบุคคล สุ่มเสี่ยงใช้อำนาจข่มขู่คุกคามผู้ประสงค์ลงสมัครในพรรคเพื่อไทย ในเรื่องนี้ก็เคยปรากฏเป็นข่าว จึงขอวิงวอนไปยังสองหน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำกับดูแลเรื่องนี้ เนื่องจากช่วงเวลานี้เข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว เพื่อให้การเลือกตั้งนี้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด และอีกหน่วยงานคือ รัฐบาลในฐานะกำกับดูแลทุกภาคส่วน จะต้องไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะในสถานการณ์ที่มีการเลือกตั้ง บางสีบางกลุ่มที่มีชื่อเสียงด้านลบ มาใช้อำนาจไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ควรปล่อยช่องว่างนี้ให้เกิดข้อกังขาว่า ไม่เป็นกลางและไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้ง ขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้กำชับไปยังทุกภาคส่วน ให้เตรียมเก็บหลักฐานพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม ใช้อำนาจในทางที่มิชอบ เพื่อเป็นหลักฐานนำเสนอยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ด้าน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่แวดวงการเมืองมานานพอสมควร ประสบการณ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างหนึ่งคือมีการย้ายพรรคกันเป็นว่าเล่น แล้วเบื้องหลังของการย้ายพรรคนั้น ทุกคนก็คงทราบดีว่ามีเบื้องหลังอย่างไร
“ผมก็พูดมาโดยตลอดว่าการเมืองแบบนี้จะนำไปสู่ที่เขาเรียกว่า “Money Politics” คือการใช้เงินกันอย่างมหาศาลในการเลือกตั้ง และจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง เมื่อชนะการเลือกตั้งก็จะแสวงหาผลประโยชน์เพื่อถอนทุน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผมมองว่าเป็นเรื่องที่อันตรายจึงอยากฝากไปถึงพรรคการเมืองทั้งหลาย ว่าเรื่องนี้อย่าคิดว่าทำกันง่ายๆ เพราะจะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติและประชาธิปไตยที่จะเดินไปข้างหน้า“นายชูศักดิ์ กล่าว
นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ คงจะต่อสู้กันอย่างดุเดือด ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีบ้านเล็ก บ้านใหญ่ มาต่อสู้กันอย่างเข้มข้น โดยใช้ปัจจัยเป็นเรื่องหลัก ซึ่งเราคำนึงถึงเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยก็ได้เตรียมการในแง่ของการเลือกตั้ง และเราคิดว่าอาจจะมีการโกงการเลือกตั้งกันพอสมควร โดยสัปดาห์นี้เราได้วางแผน การประชุมและจัดตั้งศูนย์ปราบโกงเพื่อดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม และดำเนินการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนและหากจัดตั้งเสร็จแล้วจะแถลงให้ทราบต่อไป
สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมต้อนรับ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา, นายประเสริฐ บุญชัยสุข, นายวัชรพล โตมรศักดิ์, นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา อดีต สส.นครราชสีมา เพื่อสมัครสมาชิกและเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา เขต 1-3 นอกจากนี้ยังมีนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมให้การต้อนรับด้วย
นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ขอต้อนรับนายเทวัญ และคณะ ซึ่งพวกเราได้รับทราบว่าพรรคชาติพัฒนา มีมติจะไม่ส่งผู้สมัคร ในนามของพรรคชาติพัฒนา แล้วให้สิทธิ์สมาชิกพรรคในการใช้ดุลพินิจสมัครรับเลือกตั้งในพรรคการเมืองอื่น ซึ่งนายเทวัญและคณะ ได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคชาติพัฒนา และประสงค์จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย ยินดีต้อนรับเข้าสู่พรรคเพื่อไทยเพื่อช่วยกันรณรงค์การเลือกตั้ง และขอแสดงความยินดีและขอบคุณในโอกาสนี้
ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้มีการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว เราจะมีการส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต แล้วจะมีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 11:00 น. จากที่นายเทวัญได้เดินทางเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยพร้อมกับว่าผู้สมัครสส. ในเขตจังหวัดนครราชสีมารวม 3 คน ครั้งนี้ ถือเป็นการผนึกกำลังกัน การที่นายเทวัญและว่าที่ผู้สมัครสส.เขต1 เขต 2 และเขต 3 ที่เดินทางมาเสริมทัพขับพรรคเพื่อไทยจะเป็นกำลังที่สำคัญในการนำชัยชนะมาสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และมั่นใจว่าทั้งหมดเป็น บุคคลที่มีคุณภาพเพราะทำพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมามาโดยตลอดวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่การทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อพี่น้องชาวโคราชเพื่ออุดมการณ์ของพรรคนั้นจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งใจไว้
ขณะที่นายเทวัญ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนาได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และได้มีมติว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าทำพรรคจะไม่ส่งผู้สมัคร และกรรมการบริหารพรรคและมีมติเปิดอิสระให้สส.ได้ทำการเมืองต่อในพรรคอื่นๆ ตนเองและอดีต สส. จังหวัดนครราชสีมาได้ปรึกษากันว่าจะไปในทิศทางใดเพราะเราได้ทำงานพื้นที่มาโดยตลอด เอามาได้มีโอกาสได้พบกับนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจึงได้เชิญชวนให้เรามาทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกส.สอยู่ในจ. นครราชสีมา 12 คนหากพวกเราเข้ามาก็เป็นการเสริมทีม จึงตัดสินใจร่วมงานทางการเมืองด้วยกัน เชื่อว่าทั้ง 3 เขตที่เรามีจะได้รับความไว้วางใจจากชาวโคราช ส่วนตนเองจะลงบัญชีรายชื่อ ส่วนนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา อดีตสส.ปราจีน ไม่ได้มาด้วยกันเพราะ นายวุฒิพงษ์มีทิศทางของตนเอง
ทั้งนี้ การตัดสินใจร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย เพราะตนเองได้พูดคุยกับนายจุลพันธ์ และนายประเสริฐแล้ว ซึ่งชาติพัฒนามีฐานอยู่ที่โคราชอยู่แล้ว ถ้าเราได้มีโอกาสมาร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทย ก็คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องชาวโคราช เพราะจังหวัดนครราชสีมาสส.มี 16 คนเป็นรองแค่กรุงเทพมหานครเท่านั้นถือเป็นจังหวัดใหญ่และเป็นประตูสู่อีสานเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจมีความพร้อมทุกอย่าง วันนี้ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถรวมเป็นปึกแผ่นได้ก็จะเกิดประโยชน์กับชาวโคราชเป็นอย่างยิ่ง
คนดังการเมืองแห่สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ต่อเนื่อง
สำนักข่าวไทย รายงานว่า พรรคภูมิใจไทยเปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ยังคงมีว่าที่ผู้สมัครสส.ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ, สส.เขต, ทยอยเดินทางมาสมัครอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ว่าที่ผู้สมัครสส.ราชบุรี เขต 1, นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ว่าที่ผู้สมัครสส.อุบลราชธานี เขต 7, นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.ฉะเชิงเทรา เขต 1, นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ว่าที่ผู้สมัครสส.เชียงใหม่ เขต 1, นายจิรภัทร พันธ์เกษม ว่าที่ผู้สมัครสส.นครราชสีมา เขต 12
ขณะที่ ว่าที่ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ อาทิ ดร.รัชดา ธนาดิเรก, นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ, นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์, ดร.ณพล เลิศสุมิตรกุล, นางรัตนประภา ดิศวัฒน์, นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์, นายจักรวัฒน์ ฐิติพิทยา, ทพญ.จิณตภา ฐิติพิทยา, นาย วีรศักดิ์ ชุณหจักร, นายปิยะณัฐ ศรีวิกรานต์โยธิน, นายจิณณาวัฒน์ โคมบัว,นายพินิจ สิทธิโห, นายวัชรินทร์ ทองคำใส, นายธานี เกสทอง
ดร.เชน หมั่นเขตรกิจ, นายเปรมกมล พาชีรัตน์, ดร.สมนึก นาห้วยทราย, นายสัญญา คงสมบัติ, นายอิทธิวัฒน์ ศรีวิกรานต์โยธิน, นายยูฮัน มูละ, นายอิบรอเฮม หวันแหละ, นางกาญจนา ศรีวิชัย, นายณรงค์กรณ์ คำแปง, นายฐานศักดิ์ ศรีพงษ์ใหญ่, นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ
พรรคประชาชนตั้งเป้ากวาด กทม. 33 เขต ดัน 250 ที่นั่งตั้งรัฐบาล
สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่า พรรคประชาชนจัดเวทีภายใต้แคมเปญ “ชักธงรบ เตรียมความพร้อม” ประกาศเป้าหมายชัยชนะการเลือกตั้งอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าคว้าชัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครครบทั้ง 33 เขต พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายใหญ่ 250 ที่นั่งทั่วประเทศ เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลประชาชน” แม้ยอมรับว่ากระแสความนิยมจากผลโพลบางสำนักลดลง แต่ย้ำว่ายังเชื่อมั่นในพลังประชาชน และมั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง คะแนนนิยมจะกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง
บรรยากาศกิจกรรมเป็นไปอย่างคึกคัก พรรคประชาชนเปิดพื้นที่พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองกับประชาชน พร้อมกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ในบรรยากาศเป็นกันเอง โดยมีนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.บางขุนเทียน และว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ฝั่งธนบุรี ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนในพื้นที่
นายศรายุทธิ์กล่าวว่า นับตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ เป้าหมายหลักคือการสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และเชื่อมั่นว่าคนที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคมีอุดมการณ์เดียวกัน แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี พรรคต้องเผชิญอุปสรรคและแรงเสียดทาน แต่วันนี้พรรคประชาชนเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ยอมรับว่าหลายคนกังวลต่อผลโพลที่คะแนนนิยมลดลง แต่สำหรับผู้ที่ทำงานกับพรรคมาอย่างยาวนาน ยังมั่นใจว่าพรรคจะไปได้ไกลกว่าเดิมและแข็งแรงกว่าเดิม
เลขาธิการพรรคประชาชนระบุว่า ตัวเลขต่าง ๆ สะท้อนความเป็นไปได้อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนสมาชิกพรรคที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% เงินบริจาครวมกว่า 96 ล้านบาท จากผู้บริจาคหลักแสนคน และคะแนนนิยมที่ขยับจากระดับ 10% เป็น 20-30% ล้วนเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เป้าหมาย 250 ที่นั่งไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน พร้อมย้ำว่าชัยชนะจะเกิดขึ้นไม่ได้จากแกนนำเพียงไม่กี่คน แต่ต้องอาศัยพลังของประชาชนทุกคน
นายศรายุทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาสแกมเมอร์และทุนสีเทาที่กำลังบ่อนทำลายคุณภาพชีวิตของคนไทย ว่าเป็นผลจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้เกิดระบบเส้นสายและการคอร์รัปชัน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสในรอบกว่า 15 ปีที่ประชาชนจะได้กำหนดอนาคตประเทศอย่างแท้จริง พร้อมขออย่ากังวลกับตัวเลขโพล เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความตื่นตัวของประชาชน หากประชาชนลุกขึ้นมามีส่วนร่วม พรรคมั่นใจว่าจะได้คะแนนมากกว่าเดิมแน่นอน
ด้านนายณัฐชา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคประสบความสำเร็จจนได้เป็นอันดับหนึ่งและมี สส. 151 ที่นั่ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ครั้งนี้จึงตั้งเป้าใหม่คือการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ พร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาเป็น “หัวคะแนนธรรมชาติ” อีกครั้ง เพราะการเลือกตั้งคือการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่เปลี่ยนแปลงอนาคตประเทศได้มากที่สุด
สำหรับกระแสความนิยมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายศรายุทธิ์ย้ำว่ายังมั่นใจว่าพรรคประชาชนจะรักษาอันดับหนึ่งไว้ได้ โดยอ้างอิงข้อมูลความนิยม กระบวนการคัดสรรผู้สมัคร และการทำงานอย่างต่อเนื่องของทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และอดีต สส. ซึ่งเชื่อว่ายังได้รับการยอมรับจากประชาชน และมีโอกาสกวาดทั้ง 33 เขตตามเป้าหมาย
ส่วนกรณีที่ผลโพลชี้ว่าคะแนนนิยมลดลงจากปัจจัยทางการเมืองหลายประเด็น รวมถึงการไม่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแม่เหล็กดึงคะแนน นายศรายุทธิ์มองว่าคะแนนที่ลดลงส่วนใหญ่ไปอยู่ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งหมายความว่ายังมีโอกาสในช่วงเวลารณรงค์อีกประมาณ 50 วันที่เหลืออยู่ พร้อมเปรียบเทียบว่ากระแสความนิยมของนายพิธาเองก็เกิดขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง และเชื่อว่านายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน จะมีโอกาสเจิดจรัสไม่ต่างกันเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม นายศรายุทธิ์ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงจุดยืนเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยระบุว่า หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นนี้ในช่วงการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางกฎหมาย
เลขาธิการพรรคประชาชน ย้ำทิ้งท้ายว่า พรรคยึดหลัก “พรรคมากกว่าตัวบุคคล” มาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ การสร้างพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของร่วมกัน คือหัวใจสำคัญ และเชื่อว่าความแข็งแกร่งของพรรคประชาชนจะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากประชาชนออกมาใช้สิทธิและร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศอย่างแท้จริง
เปิดรายชื่อ 33 ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. 'ประชาธิปัตย์' พบมีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า ความเคลื่อนไหวพรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบพื้นที่ กทม. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครกทม.33เขต โดยระบุว่า
ผู้สมัครกรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขตเรียบร้อยแล้วครับ
ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน… ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ครับ
ทุกคนทำได้ดีมากๆ ครับ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ต้องเสียใจและผิดหวัง เพราะจำนวนคนที่เสนอตัวสมัครเข้ามา มีจำนวนมากกว่าจำนวนที่จะส่งลงเลือกตั้งหลายเท่าตัว
ขอเรียนว่าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหารพรรค ได้พิจารณาในทุกๆ ด้าน อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของพรรค
สำหรับคนที่ไม่ได้ไปต่อ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีคุณค่ามากสำหรับพรรคครับ ผมจะติดต่อดึงคนที่อยากทำงานต่อไปกับพรรค มาช่วยกันทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินต่อไปครับ เพราะการทำงานการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น
ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วยนะครับ…เราจะสู้ไปด้วยกันครับ
เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี
เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร
เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช
เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง
เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค
เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร
เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์
เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา
เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์
เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ
เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์
เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ
เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์
เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ
เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร
เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี
เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสิรฐวงศ์
เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล
เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง
เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล
เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ
เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์
เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี
เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย
เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล
เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์
เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา
เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์
เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา
เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์
เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ
เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร
ฝากไว้ในอ้อมใจทุกๆ ท่านด้วยครับ
จันทร์ที่ 22 ธ.ค. 9.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆ และประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการนะครับ
#สสที่ดีคุณเองก็เป็นได้นะ
#กรุงเทพฯฟ้าใหม่
#ฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า33รายชื่อมีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่า อาทิ นายอภิมุข ลงเขตเดิมคือยานนาวา บางคอแหลม
นายพงศกร โฆษกพรรค ลงเขตเดิมคือคลองเตย-วัฒนา
น.ส.ศิริภา เลขานุการนายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภา ลงชิงเขต6 เป็นต้น
'สุพิศาล' อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาชน แจงเหตุซบ 'ไทยธรรม' ระบุขอเกาะขบวนไปด้วยแต่เขาไม่ให้ไป ลั่นเจอกันในสนาม
ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท หรือ “ผู้การแมว” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคประชาชนเพื่อย้ายเข้าสังกัดพรรคไทยธรรมว่า สาเหตุที่ลาออกเนื่องจากไม่ผ่านการคัดเลือกเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ตนเองได้เสนอตัวแล้วแต่ทางกรรมการบริหารพรรคแจ้งว่าไม่ได้รับการคัดเลือก
“เราขอขึ้นรถเมล์แต่เขาบอกว่ามันเต็มแล้ว ไม่ให้ไปจะให้ทำอย่างไรได้” พล.ต.ต.สุพิศาลกล่าวและว่า กระบวนการคัดสรรของพรรคประชาชนมีความบกพร่อง ไม่รอบคอบ และขาดความชัดเจน แม้ตนจะมีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคแต่เมื่อสอบถามถึงข้อสรุปนโยบายหรือแบบแผนในการดำเนินงาน กลับไม่ได้รับคำตอบจากคณะกรรมการ โดยอ้างว่าเป็นความลับ ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับตนเป็นอย่างมาก
สำหรับการย้ายไปพรรคไทยธรรม พล.ต.ต.สุพิศาลบอกว่า จะไปดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาพรรค และเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. เขต 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) เป็นการประกาศท้าชนกับนายอนุสรณ์ ธรรมใจ ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เหตุผลที่เลือกพรรคไทยธรรมเนื่องจากหัวหน้าพรรคเคยเป็นลูกศิษย์สมัยที่ตนสอนระดับปริญญาเอก พร้อมแสดงความมั่นใจในฐานเสียงพื้นที่เขตตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา เนื่องจากนางลักขณา ภักดีนฤนาถ ภรรยาของตน ปัจจุบันเป็น ส.ก. ในพื้นที่และทำงานใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด
