“ที่ผมตัดอ้อยปีนี้เสร็จ เนื่องจากผมใช้แรงงานชาติพันธุ์ แรงงานของกัมพูชาไม่มีสักคน ผมก็ไปรับเอาที่ศูนย์แม่ฮ่องสอน มีหลายศูนย์พักพิงฯ”
สุรชัย วงศ์จอม เกษตรกรไร่อ้อยจากจังหวัดสระแก้ว อ.คลองหาด อายุ 50 ปี หนึ่งในเกษตรกรที่ต้องจ้างงานผู้ลี้ภัยจากศูนย์อพยพชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานกัมพูชา
สุรชัย จ้างงานคนงานชาติพันธุ์ จากศูนย์พักพิงชั่วคราว มาจำนวน 38 คนจากที่ขอไป 40 คน โดยคนงานเริ่มเข้ามาที่ไร่อ้อย ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 ประมาณ 20 วันหลังโรงงานเริ่มเปิดรับหีบอ้อย จนสามารถจัดการตัดอ้อยในไร่ทั้ง 400 ไร่ ส่งโรงงานได้หมด 4,000-5,000 ตัน ทันกำหนดการปิดหีบ
ก่อนหน้านี้ช่วงขาดแคลนคนงาน มีหลายคนถามว่าทำไมไม่ใช้เครื่องจักรช่วย สำหรับเกษตรกรไร่อ้อยวัย 50 ปี เล่าว่า ไร่ของเขาใช้รถตัดอ้อยไม่ได้ เพราะพื้นที่มีหินปน ถ้าใบมีดรถตัดฟันโดนหินตัวใบมีดก็จะแตก ต้องเสียเงินซ่อม รถตัดอ้อยจะใช้งานได้ในพื้นที่ราบชนิดที่ไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมา
หากเปิดแอปพลิเคชัน "Google map" จังหวัดสระแก้ว จะตั้งอยู่บริเวณชายแดนฝั่งตะวันออกติดกับกัมพูชา ภูมิศาสตร์นี้ทำให้มีแรงงานประเทศกัมพูชาเข้ามาทำงานเป็นประจำตลอดทั้งปี เป็นแบบนี้มาหลายทศวรรษ
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือในปี 2568 ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาย่ำแย่ลงอย่างหนัก ทำให้รัฐบาลมีมาตรการปิดด่านชายแดนอย่างไม่มีกำหนด ตั้งแต่ก่อนการปะทะระลอกแรกเมื่อ พ.ค. 2568 แรงงานกัมพูชาที่เป็นกำลังสำคัญในภาคการเกษตรไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้เหมือนอย่างเคย กลายเป็นสภาวะ ‘ขาดแคลนแรงงานฉับพลัน’
การนำเข้าแรงงานกัมพูชา ปกติมี 2 ระบบ คือ 1. การทำเรื่องตามกลไก MOU ด้านแรงงานที่มีอยู่แล้ว หรือ 2. การเข้ามาตามระบบ Border Pass หรือที่ชาวบ้านเรียกชื่อเล่นว่า ‘มาตรา 64’ ตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว ซึ่งมีเงื่อนไขห้ามเดินทางหรือทำงานนอกพื้นที่ชายแดน โดยคนงานกัมพูชาสามารถข้ามด่านโดยใช้ Border Pass
จังหวัดสระแก้ว มีเนื้อที่เพาะปลูกอ้อย ประมาณ 444,833 ไร่ และข้อมูลปลายปี 2567 - ต้นปี 2568 ระบุด้วยว่า สระแก้วส่งหีบอ้อยเข้าโรงงาน ประมาณ 3,254,087 ตัน มากที่สุดในภาคตะวันออก
พืชผักทั่วไปอาจขายได้ตลอดทุกช่วง แต่การขายอ้อยมีช่วงเวลา ‘ปิด-เปิด’ การรับซื้อชัดเจน ซึ่งเรียกว่าช่วง ‘เปิดหีบอ้อย’ เริ่มตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.ถึง มี.ค.ของปีถัดปี บางครั้งก็เลื่อนเป็น เม.ย. แล้วแต่กรณี ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรไร่อ้อยจะเร่งจ้างคนมาตัดอ้อยส่งเข้าโรงงาน
เมื่อหมดฤดูกาลแห่งความเร่งรีบ ความต้องการแรงงานลดลง แรงงานข้ามชาติบางส่วนจะกลับบ้านเกิดเมืองนอน หางานอื่นๆ ทำ ขณะที่บางส่วนอาจอยู่ทำงานดูแลไร่ ช่วยปลูก รดน้ำ และใส่ปุ๋ยบำรุงต้นอ้อย รอต้อนรับฤดูเปิดหีบอ้อยกลับมาอีกครั้ง วนเวียนกลายเป็นวัฏจักรมายาวนาน
เมื่อประตูชายแดนปิดลง แรงงานกัมพูชาก็หายไป
เมื่อ พ.ค. 2568 ด่านชายแดนปิดประตูลงอย่างฉับพลัน คนงานกัมพูชาที่เข้ามาตามระบบ Border Pass จำนวนลดลงมาก ข้อมูลสถิติสำนักงานแรงงานจังหวัดสระแก้ว ระบุว่า ช่วงไตรมาสที่ 4 (ต.ค.-ธ.ค.) ของปี 2567 มีแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาตามระบบ Border Pass อยู่ที่ประมาณ 18,970 คน แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปลายปี 2568 (ต.ค.-ธ.ค. 2568) ที่มีการปิดด่านกลับเหลือแรงงานเพียง 2,102 คน หรือมีคนงานหายไปคิดเป็น 88.9%
และเมื่อเทียบต่อเนื่องจนถึงในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2569) หรือช่วงท้ายฤดูกาลผิดหีบ พบว่ามีแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาตามระบบ Border Pass เหลือเพียง 974 คนเท่านั้น
ตาราง : จำนวนแรงงานข้ามชาติตามระบบ Border Pass หรือมาตรา 64 พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ระหว่างไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2569
| ปี | ไตรมาส | จำนวน (คน) |
| ปี 2566 | ไตรมาสที่ 4 | 14,481 |
| ปี 2567 | ไตรมาสที่ 1 | 10,811 |
| ไตรมาสที่ 2 | 10,645 | |
| ไตรมาสที่ 3 | 12,384 | |
| ไตรมาสที่ 4 | 18,970 | |
| ปี 2568 | ไตรมาสที่ 1 | 15,723 |
| ไตรมาสที่ 2 | 12,576 | |
| ไตรมาสที่ 3 | 6,611 | |
| ไตรมาสที่ 4 | 2,102 | |
| ปี 2569 | ไตรมาสที่ 1 | 974 |
กราฟเส้น: แนวโน้มแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาตามระบบ Border Pass หรือมาตรา 64 ภายใต้ พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 จนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ที่มาข้อมูล : สำนักงานแรงงาน จังหวัดสระแก้ว
การหายไปของแรงงานกัมพูชาส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตภาคการเกษตรไร่ และสวนผลไม้อื่นๆ ซึ่งกรณีของไร่อ้อย ถ้าส่งหีบอ้อยไม่ทันฤดูกาลก็กระทบรายได้และหนี้สินของชาวไร่ เช่นเดียวกับสวนผลไม้ เช่น แคนตาลูป , ลำใย , และอื่น ที่ยังต้องใช้แรงงานกัมพูชาเก็บผลผลิต เพราะไม่มีเครื่องจักรช่วยทดแทน
26 ส.ค.2568 รัฐบาลมีนโยบายสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในไร่อ้อย ด้วยการออกมติ ครม. ‘ปลดล็อก’- อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศเมียนมาออกมาทำงานนอกศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้จ้างงานผู้ลี้ภัย แต่ในทางปฏิบัติกลับพบ 'ปัญหาใหม่' หลายอย่าง ทั้งผู้ลี้ภัยยังไม่ออกมาทำงานเท่าที่ควร ขั้นตอนการทำเอกสารที่ยังค่อนข้างซับซ้อน ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างที่เพิ่มมากขึ้น
ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
ผู้ลี้ภัยออกมาทำงานน้อย อะไรคือสาเหตุหลัก ?
มนตรี คำพล ประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาพันธ์ทำเรื่องขอผู้ลี้ภัยมาทำงานที่ไร่อ้อยในช่วงแรก ประมาณ 4,000-5,000 คน และต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าธรรมเนียมทำเอกสารคนละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 400,000-500,000 บาท แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ได้คนงานกลับมาเพียง 400-500 คน รวมกับแรงงานกัมพูชาที่ตกค้างในพื้นที่ราว 3,000 คน ก็ยังไม่พอกับความต้องการ
ข้อมูลจากกรมจัดหางาน ภายใต้กระทรวงแรงงาน เมื่อเดือน ต.ค.2568 ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยอายุ 18-59 ปีที่อยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 แห่งตามตะเข็บชายแดน จำนวน 42,601 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 77,305 คน และหากดูสัดส่วนคนหนุ่มสาวอายุ 20-35 ปี อาจจะมีอยู่ประมาณ 20,000 คน
| จังหวัด | ศูนย์พักพิงชั่วคราว | จำนวนประชากร (คน) | จำนวนคนที่ออกมาทำงาน (คน) | สัดส่วนคนที่ออกมาทำงาน |
| ราชบุรี | บ้านถ้ำหิน | 4,426 | 1,125 | 25.4 |
| กาญจนบุรี | บ้านต้นยาง | 1,777 | 293 | 15.5 |
| ตาก | บ้านแม่หละ | 28,167 | 1,071 | 16.5 |
| แม่ฮ่องสอน | บ้านแม่สุริน | 1,846 | 52 | 3.8 |
| แม่ฮ่องสอน | บ้านแม่ลามาหลวง | 9,272 | 263 | 2.8 |
| ตาก | บ้านอุ้มเปี้ยม | 9,252 | 160 | 2.8 |
| แม่ฮ่องสอน | บ้านแม่ละอูน | 8,215 | 77 | 1.7 |
| แม่ฮ๋องสอน | บ้านใหม่นายสอย | 6,252 | 51 | 0.9 |
| ตาก | บ้านนุโพ | 8,098 | 20 | 0.8 |
| รวม | 77,305 | 3,112 | 4.0 | |
ข้อมูลจากศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ ภายใต้กระทรวงมหาดไทย เมื่อ 11 พ.ค. 2569 ระบุว่า มีจำนวนคนที่ได้รับอนุญาตออกไปทำงานนอกค่าย จำนวน 3,112 คน จากประมาณ 42,601 คน โดยส่วนใหญ่มาจากบ้านถ้ำหิน จ.ราชบุรี ราว 1,125 คนจากจำนวนคนวัยทำงานทั้งหมดในค่าย 2,336 คน
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้รวมกับผู้ลี้ภัยที่ทำงานนอกระบบ ซึ่งอาจจะเป็นงานรอบพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่อื่นๆ
ถ้าเช่นนั้นอะไรคือสาเหตุที่ทำให้แรงงานผู้ลี้ภัยไม่เดินทางมาทำงานที่สระแก้ว? จากการคุยกับหลายฝ่าย พบว่ามีหลายปัจจัยผสมกัน ยกตัวอย่าง
- กังวลเรื่องความปลอดภัยจากสถานการณ์การสู้รบของไทยและกัมพูชา
- กระแสข่าวลือและความไม่เข้าใจเรื่องการจ่ายค่าแรงตัดอ้อยและการถูกละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะการไม่ให้คนงานเดินทางกลับบ้าน
- ความกังวลจากการต้องอยู่ห่างจากสมาชิกครอบครัว และปัจจัยด้านระยะทางระหว่างค่าย-สถานที่ทำงาน
ปัญหาเรื่องการปรับตัว และความเข้าใจระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง
เกริ่นเบื้องต้นก่อนว่า การจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการการจ้างงานผู้ลี้ภัยจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละจังหวัด โดยจังหวัดสระแก้ว ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 352 บาทต่อวัน (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย.2569)
อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าจ้างตัดอ้อย ซึ่งเป็นงานภาคการเกษตร มีวิธีการจ่ายเหมือนการจ้างทำของ หรือก็คือค่าตอบแทนตามจำนวนอ้อยที่คนงานเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยวิธีการคิดแบ่งเป็น 2 วิธี คือคิดตามน้ำหนัก หน่วยเป็นตัน หรือคิดตามจำนวนมัด
ส่วนใหญ่คนงานจะเลือกคิดเป็นมัด เพราะว่าคำนวณง่ายไม่ต้องใช้สมการทางคณิตศาสตร์ให้วายวุ่น สนนราคาอยู่ที่ 3-4 บาทต่อมัด ซึ่งนายจ้างจะแจ้งกับคนงานล่วงหน้าว่า ถ้าอยากได้ค่าจ้างให้เท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย วันหนึ่ง ควรตัดให้ได้ 100 มัดขึ้นไป ถึงจะได้เกิน 300 บาทต่อวัน
เวลาทำงานก็มีลักษณะยืดหยุ่น คนงานสามารถเลือกเวลาทำงานเองได้ โดยปกติแรงงานชาติพันธุ์จากศูนย์พักพิงฯ จะเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ และพักผ่อนในเวลา 10-11 โมง เนื่องจากสภาวะ ‘โลกรวน’ ทำให้ช่วงกลางวันร้อนมาก ทำงานไม่ไหว พวกเขาจะกลับมาทำงานอีกครั้งประมาณ 14.00 หรือ 15.00 น. ยาวไปจนถึง 18.00 น. ดังนั้น ทางนายจ้างก็มองว่าค่าแรงจะได้มากหรือน้อย ก็ขึ้นกับการทำงานของผู้ลี้ภัย
ศิววงศ์ สุขทวี ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR) และทำงานเรื่องนโยบายปลดล็อกการทำงานของผู้หนีภัยสงคราม อธิบายว่า เนื่องด้วยวิธีการจ่ายค่าแรงของเกษตรกรไร่อ้อยจ่ายตามจำนวนผลิตผลที่เก็บเกี่ยวได้ หากคนมีประสบการณ์สูงอย่างคนงานกัมพูชาก็อาจจะทำได้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่พอเป็นผู้หนีภัยสงครามที่เพิ่งไปทำงานนี้ครั้งแรก ไม่ชำนาญ ก็ตัดได้จำนวนน้อย ประกอบกับที่พักและอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้คนงานช่วงแรกที่สมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพาพาไป เดินทางกลับมายังศูนย์พักพิงฯ เยอะกว่าที่คาด
“พอเป็นแบบนั้นแล้ว ก็เกิดเป็นข่าวว่าการทำงานภาคการเกษตรมีปัญหา รายได้ไม่เท่าที่หวัง งานหนักกว่าที่คิด กลายเป็นต้นตอปัญหาความเข้าใจผิดในเวลาต่อมา คนไม่อยากมาทำงาน แต่ตอนหลังก็มีการวางมาตรฐานจ่ายค่าแรงให้ชัดเจนมากขึ้น” ศิววงศ์ ระบุ
มนตรี อธิบายว่า คนกัมพูชาทำงานได้เร็วเพราะทำมานานจนชำนาญ และยังเกี่ยวกับวิธีการทำงาน เวลาชาวกัมพูชาตัดอ้อยสดจะเริ่มจากการใช้ ‘ตะขอ’ สางใบนำหน้าหลายๆ ต้น แล้วค่อยรวบตัดทีเดียว มันจะเร็วเพราะสามารถตัดได้ทีละหลายลำพร้อมกัน แต่ถ้าชาวกะเหรี่ยงจะสางใบจนเกลี้ยงเลยแล้วก็ตัดทีละต้น ซึ่งเราก็คอยบอกว่าไม่ต้องสางทุกใบขนาดนั้น มันเลยทำได้น้อยกว่าแรงงานกัมพูชา
ถ้าเทียบกัน คนกัมพูชาจะสามารถตัดอ้อยสดได้วันละ 200-300 มัด ถ้าเป็นอ้อยเผา จะได้สูงถึง 500-600 มัด (เหตุที่ตัดอ้อยเผาได้เยอะกว่าเนื่องจากไม่ต้องมาคอยสางใบออก) ขณะที่ช่วงแรกๆ ของผู้ลี้ภัยที่มาทำงาน จะได้เพียง 50-60 มัด
แม้ว่าผู้ลี้ภัยจะเผชิญปัญหาการปรับตัวในการทำงานไร่อ้อยในทีแรก แต่นายจ้างก็ใช้วิธีให้คนกัมพูชาที่ยังตกค้างในพื้นที่ช่วยสอนงานให้ ทำให้บางคนสามารถตัดอ้อยสดได้เพิ่มมากขึ้น วันละ 200-300 มัด ศักยภาพไม่ต่างจากแรงงานกัมพูชา
"บางคน (ผู้ลี้ภัย) ทำงานได้วันละ 900 บาทก็มี มันขึ้นอยู่กับคนและความชำนาญ ทีแรกเขาทำงานไม่เป็น ต้องให้เขมรมาสอนว่าสางใบยังไง ทีแรกมันก็ช้าหน่อย 50-60 มัด นานเข้ามันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" มนตรี กล่าว และระบุด้วยว่ามีบางคนสามารถส่งเงินกลับบ้านได้เป็น 20,000-30,000 บาทเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ในเรื่องมาตรฐานการอยู่อาศัยและที่พักคนงาน กนกกาญจน์ คำพล ลูกสาวของมนตรี ที่มาช่วยเหลือเรื่องการจ้างงานผู้ลี้ภัยให้กับสมาพันธ์ฯ เล่าว่า เท่าที่เคยคุยกับศูนย์พักพิงฯ เขาขอที่อยู่อาศัยดีหน่อย เพราะเกษตรกรคนไทยมักคุ้นเคยกับการจ้างชาวกัมพูชา ซึ่งจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในป่าอ้อย อาจจะปลูกเพิงเล็กๆ หรือผูกเปลนอน อาหารก็หาทำกินกันเอง แต่กับผู้ลี้ภัยเขาคุ้นเคยกับชีวิตอีกแบบหนึ่ง
กนกกาญจน์ ตัวแทนจากสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา ระบุว่า ตอนนี้เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยหลายคนมีความพยายามในการยกระดับที่พักอาศัยให้คนงานชาติพันธุ์ โดยสร้างบ้านพักให้คนงาน แต่ก็พบปัญหาว่าพอสร้างแล้ว ไม่มีคนมา ห้องว่างเหล่านั้นจึงจะเอาไว้ใช้ในฤดูกาลเปิดหีบครั้งถัดไป
กนกกาญจน์ ชี้แจงด้วยว่า ในกรณีที่คนงานต้องการกลับบ้าน ทางเกษตรกรไม่เคยห้าม และออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับให้ แต่อาจจะมีการสื่อสารกันคลาดเคลื่อน เพราะบางครั้งคนงานถ้าต้องการกลับ จะขอกลับค่ายเลยทันที แต่นายจ้างจะขอให้รอรอบรถก่อน สมมติอีก 5 วันค่อยกลับ เพราะว่าถ้ากลับทันทีจะเสียค่าใช้จ่ายแพงกว่า
'ระยะทาง' หนึ่งในปัจจัยการตัดสินใจ
ศิววงศ์ เอ็นจีโอด้านแรงงานตั้งข้อสังเกตว่า คนงานชาติพันธุ์หรือผู้ลี้ภัย ตัดสินใจไม่ไปทำงานจังหวัดที่ห่างไกลจากศูนย์พักพิงฯ เพราะว่าไม่อยากอยู่ไกลจากครอบครัว หรืออยากทำงานในพื้นที่ไม่ไกลจากบ้านที่อยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข้อเสนอให้ครอบครัวสามารถติดตามแรงงานได้ แต่ศิววงศ์ ประเมินว่า เรื่องนี้อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะว่าการเอาครอบครัวไปอยู่ไซต์ก่อสร้าง หรือที่ทำงานใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนที่ไม่รู้จักมาก่อน ต้นทุนการใช้ชีวิตหรือการตั้งครอบครัวใหม่อาจแพงกว่า แต่เรื่องนี้ต้องให้ผู้หนีภัยเขาได้ใช้เวลาที่จะเรียนรู้ และปรับตัวกับสังคมข้างนอก
ศิววงศ์ มีข้อสังเกตด้วยว่า ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านถ้ำหิน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่มีอัตราผู้ลี้ภัยออกมาทำงานมากที่สุด เมื่อเทียบกับ 9 ศูนย์ เป็นการออกมาจำนวน 25-30% ของประชากรในค่ายทั้งหมด ถ้าเอาเฉพาะวัยแรงงาน 18-59 ปี ถือว่ามีคนออกมาทำงานจำนวนมากกว่าครึ่ง และถ้านับเฉพาะคนอายุ 20-35 ปี น่าจะออกมาทำงานน่าจะทั้งหมดแล้ว ซึ่งเท่าที่ทราบ ส่วนใหญ่จะออกไปทำงานโรงงานใกล้ๆ ศูนย์พักพิงฯ เช่น แถวจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี หรือใน อ.สวนผึ้ง ใช้เวลาเดินทางไป-กลับประมาณ 1-2 ชม. ซึ่งสะท้อนว่าระยะทางระหว่างค่ายและสถานที่ทำงานมีผลต่อการตัดสินใจ
“การออกมาข้างนอก และกลับไปแคมป์ได้เองในเวลาสัก 2 ชม. คนงานเขารู้สึกโอเคมากกว่า ทำงานที่นี่ 3 เดือนถึงจะกลับไปที่บ้านในแคมป์ มันเป็นเงื่อนไขที่คนตัดสินใจได้ง่ายกว่า
"อย่างพื้นที่พักพิง 3 แห่งในจังหวัดตากก็ดี ในแม่ฮ่องสอนก็ดี ยังมีคนออกมาทำงานน้อยมาก 1-2% ของประชากรทั้งหมด ผมว่าระยะทางและความลำบาก มันเป็นเรื่องที่ทำให้เขาต้องพิจารณาพอสมควร" ศิววงศ์ กล่าว
จากการลองสอบถามผู้ประกอบการ และเกษตรกรไร่อ้อย จังหวัดสระแก้ว อธิบายกรณีของศูนย์พักพิงฯ แม่ฮ่องสอน เดินทางมาที่ไร่อ้อยชายแดนบูรพา ต้องใช้การเดินทาง 2 ต่อ คือตอนช่วงเดินทางจากค่ายฯ ลงมาที่เมือง ซึ่งอาจจะเป็นการเหมารถตู้ รถทัวร์ หรือ 4WD ลงมาจากค่ายบนเขา หลังจากนั้น จึงจะให้เดินทางมาที่ไร่อ้อย สระแก้ว รวมระยะเวลาประมาณ 10 ชม. ยาวนานเทียบเท่ากับการนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่
ศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านถ้ำหิน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
ต้นทุนจ้างงานเพิ่มขึ้น หลังคนงานกัมพูชาหายไป
ผลกระทบต่อนายจ้างเกษตรกรไร่อ้อยคือต้นทุนการจ้างงานผู้ลี้ภัยมีราคาแพง เมื่อเทียบกับคนงานกัมพูชา กนกกาญจน์ เล่าให้ฟังว่า ราคาการจ้างงานและทำเอกสารของชาวกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทต่อคน แต่คนงานชาติพันธุ์จากศูนย์พักพิงฯ อาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 บาท ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องกระบวนการจ้างที่หลายขั้นตอนที่สร้างภาระให้นายจ้าง
ขั้นตอนการจ้างงานผู้ลี้ภัยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ สามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอน คือ
- นายจ้างยื่นความต้องการแรงงานที่กรมจัดหางานจังหวัด และประสานขออนุญาตเข้าแคมป์เพื่อรับสมัครคนงาน
- เมื่อได้รายชื่อผู้ที่ต้องการสมัครทำงานแล้ว จะต้องทำเรื่องขอใบ อน.2 หรือหนังสือให้ผู้ลี้ภัยออกนอกพื้นที่ชั่วคราว ระยะเวลา 15 วัน เพื่อทำเอกสารเกี่ยวกับการจ้างงาน ทั้งการตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลในพื้นที่ ประสานซื้อประกันสุขภาพใน รพ.ปลายทาง และทำเรื่อง E-WorkPermit ในระบบออนไลน์
- เมื่อได้ใบเสร็จรับเงิน E-WorkPermit คนงานจะต้องเดินทางกลับมาที่ศูนย์พักพิงฯ เพื่อทำเอกสาร อน.1 โดยครั้งนี้ผู้ลี้ภัยจะได้เดินทางออกนอกพื้นที่เป็นระยะ 1 ปี เพื่อไปทำงาน เมื่อครบกำหนด ก็ต้องเดินทางกลับมาที่ค่าย
สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาการจ้างงานกลุ่มผู้ลี้ภัยแพงกว่าแรงงานกัมพูชา คือขั้นตอนการเดินทาง ที่นายจ้างต้องออกเงินให้ลูกจ้าง ทั้งการเดินทางออกมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลรัฐในท้องที่ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับค่าย ไปจนถึงการพาแรงงานมาส่งที่ไร่อ้อยสระแก้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาระที่นายจ้างต้องออกให้แรงงานทั้งหมด โดยใช้เงินประมาณ 3,000 บาทต่อคน ไม่รวมค่าเอกสารหรือต้นทุนแฝงอื่นๆ อย่างกรณีที่คนงานลงทะเบียนมาทำงาน ตรวจสุขภาพ และทำเอกสารใบอนุญาตทำงานแล้ว แต่เปลี่ยนใจไม่มาทำงานกลางคัน นายจ้างก็ต้องเสียเงินโดยไม่ได้แรงงาน หรือกรณีที่แรงงานมาแล้ว แต่ทำงานไปเพียงไม่กี่เดือน ก็ขอกลับบ้านโดยที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญาจ้าง เพราะทนงานภาคการเกษตรไม่ไหว
เมื่อวกมาดูกรณีการจ้างงานคนงานกัมพูชา พวกเขาเดินทางข้ามฝั่งมาทำงานได้เลย แม้ว่าจะมีรายละเอียดเรื่องเอกสารขออนุญาตทำงาน ค่าแสตมป์เล่ม ‘Border Pass’ ค่าตรวจสุขภาพ และค่าประกันสุขภาพ แต่ไม่ได้มีค่าเดินทางที่ต้องจ่ายให้คนงาน ภาพรวมการจ้างงานก็ยังถือว่าราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับคนงานผู้ลี้ภัย
นอกจากประเด็นดังกล่าว กนกกาญจน์ มองด้วยว่ายังมีเรื่องขั้นตอนการทำเอกสารทางราชการที่ใช้เวลานาน ส่งผลให้คนงานชาติพันธุ์จากศูนย์พักพิงฯ มาทำงานที่ไร่อ้อยช้ากว่าที่ควรจะเป็น มาถึงก็คือช่วงท้ายๆ ของฤดูเปิดหีบอ้อย
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติพบว่าหน่วยงานราชการในพื้นที่ก็พยายามช่วยเหลือนายจ้าง โดยการอนุโลมขั้นตอนจ้างงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
เธอยกตัวอย่าง จ.แม่ฮ่องสอน จากเดิมที่หลังจากตรวจสุขภาพและทำ E-WorkPermit แล้ว สามารถเดินทางไปทำงานที่ไร่อ้อยสระแก้วได้เลยทันที แทนที่ย้อนกลับไปดำเนินการเอกสาร อน.1 ที่ค่ายพักพิงชั่วคราวที่คนงานสังกัด โดยที่ทางอำเภอจะจัดทำเอกสาร อน.1 และส่งเอกสารทางไปรษณีย์ตามหลังให้นายจ้าง พอเป็นแบบนี้ก็ช่วยร่นทั้งระยะเวลาการทำเอกสาร การเดินทาง รวมถึงลดค่าใช้จ่ายให้นายจ้างไปในตัว
ทั้งนี้ การอนุโลมลักษณะนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหน่วยงานในพื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน บางแห่งมีความเข้มงวดมากกว่า เช่น บ้านต้นยาง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ยืนยันว่าหลังจากที่ได้บิลรับเงินทำ E-WorkPermit เรียบร้อยแล้ว ต้องกลับมาที่ค่ายพักพิงฯ เพื่อทำเอกสาร อน.1 ไม่สามารถลัดขั้นตอนให้คนงานเดินทางไปที่ไร่สระแก้วได้ทันที
นอกจากวิธีการดังกล่าว นายจ้างสามารถจ้างคนงานมาล่วงหน้าก่อนฤดูกาลเปิดหีบจะเริ่มต้น แต่นายจ้างเองก็มีความกังวลว่าหากเราคนงานเร็วเกินไป จะไม่มีงานให้คนงานทำ และนายจ้างต้องออกเงินค่าจ้างให้ฟรี แม้ว่าจะมีอีกทางเลือก คือให้คนงานไปทำงานที่ไร่ยูคาลิปตัสรอเวลาเปิดหีบอ้อย แต่ก็เสี่ยงขัดกฎหมายให้คนงานต่างด้าวทำงานผิดประเภท
คอขวดทางด้านระบบ รพ.ตรวจสุขภาพคนงานไม่ทัน
อีกปัญหาที่นายจ้างสะท้อน คือ คอขวดด้านระบบสาธารณสุขที่ไม่ทันความต้องการจ้างงานในระยะเร่งด่วน ณัฐวุฒิ หวังพนาวงศ์ นายกสมาคมการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว สะท้อนปัญหาการจ้างงานแรงงานชาติพันธุ์ หรือแรงงานผู้ลี้ภัย ส่วนหนึ่งติดอยู่ที่ขั้นตอนการตรวจสุขภาพแรงงานที่เป็นคอขวด โดยโรงพยาบาลรัฐเปิดให้ตรวจคนงานเพียงสัปดาห์ละ 1 หรือ 2 วันเท่านั้น และจะตรวจได้วันละ 50 คน ทำให้ไม่ทันต่อการจ้างงาน เราอาจจะมีคนในวัยทำงาน 4 หมื่นคน แต่สัปดาห์หนึ่งเราเอาคนงานออกมาได้ไม่เกิน 200 คน ทำให้การจ้างงานไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ณัฐวุฒิ หวังพนาวงศ์ นายกสมาคมการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว
ขณะที่ภาคประชาสังคมมองว่าเรื่องนี้ยังมีปัญหาโดยเฉพาะจังหวัดที่ศักยภาพของ รพ.รัฐยังไม่สามารถตรวจคนงานปริมาณมากได้ ศิววงศ์ อธิบายว่า ข้อกำหนดการตรวจสุขภาพต้องตรวจที่โรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคจากชายแดนไปยังส่วนอื่นๆ แต่เราก็พบว่าศักยภาพของ รพ.รัฐในแต่ละแห่งรองรับปริมาณการตรวจสุขภาพได้ไม่เท่ากัน
ศิววงศ์ ยกตัวอย่างใน จ.ตาก ที่จำนวนประชากรผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในศูนย์พักพิงฯ มากทีสุด มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ เช่น โรงพยาบาลท่าสองยาง โรงพยาบาลอุ้มผาง หรือโรงพยาบาลแม่สอด มีศักยภาพมากกว่า อาจจะมีปัญหาติดขัดน้อยกว่า รพ.ขนาดเล็ก
กรณีของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรื่องนี้มีปัญหาอย่างชัดเจน เช่น โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ ไม่ใช่ รพ.ขนาดใหญ่ก็อาจจะตรวจให้ไม่ทัน เมื่อคนงานมาจากพื้นที่ห่างไกล บางคนเลือกมาพักในเมืองก่อนตรวจที่ รพ. วันหนึ่งสามารถตรวจได้ 50 คนต่อสัปดาห์ ถ้าคนงานมาแล้วไม่ได้ตรวจก็ต้องพักค้างคืนในเมืองเพิ่ม หรือเดินทางกลับไปที่ศูนย์พักพิงฯ ก่อนและค่อยกลับมาตรวจอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะบอกว่านายจ้างและคนงานร่วมกันจ่าย แต่ผู้ลี้ภัยเขาไม่ได้มีงานมากมายที่จะออกค่าใช้จ่ายก่อนล่วงหน้า ทำให้นายจ้างต้องรับภาระในส่วนนี้
ศิววงศ์ ระบุว่า การแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มศักยภาพการตรวจคนงานก็ยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจาก รพ.ไม่ได้ดูแลคนงานผู้ลี้ภัยแค่คนกลุ่มเดียว ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณาเรื่องการอนุญาตให้เอกชนเข้าไปตรวจภายในศูนย์พักพิงฯ เพื่อลดภาระ รพ. แต่ก็มีข้อกังวลว่าอาจจะต้องไปซื้อประกันสุขภาพของเอกชน เพราะมีข้อกำหนดว่าประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ต้องซื้อที่ รพ.รัฐเท่านั้น
ผลตอบรับ 2 กระแส ทั้งพอใจ-ไม่ตอบโจทย์
อย่างน้อยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานคนงานผู้ลี้ภัยถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนในวัยทำงานใน 9 ค่าย แต่ก็มีกลุ่มคนงานในช่วงแรกก็ได้ออกมาลองชิมลางทำงานกลางแดด ช่วงเปิดหีบอ้อยเมื่อปลายปี 2568
ในด้านผลตอบรับจากนายจ้างมีปะปนกันหลายแบบ ทั้งมองว่ายังไม่ตอบโจทย์เรื่องทดแทนแรงงานกัมพูชา แต่ในมุมของนายจ้างที่ชอบคนงานกลุ่มนี้ก็มีเหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือคุณสุรชัย วงศ์จอม
สุรชัย เป็นหนึ่งในเกษตรกรชาวไร่ที่ได้จ้างงานคนชาติพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก 'เมืองสามหมอก' แม่ฮ่องสอน โดยคนงานชุดนี้เริ่มมาทำงานตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 หลังฤดูกาลเปิดหีบอ้อยล่วงเลยมา 20 วันแล้ว และปัจจุบันหลังโรงงานปิดรับอ้อย คนงานชาติพันธุ์ก็เดินทางกลับค่ายผู้ลี้ภัยเลยทันที เหลือคนงานในไร่สุรชัยแค่ 3 คน ที่ยังทำงานช่วยเหลือดูแลไร่
แม้ว่าช่วงแรกๆ คนงานผู้ลี้ภัย-มือใหม่นักตัดอ้อยยังทำงานได้ช้า และต้องใช้เวลาปรับตัว แต่สุรชัย ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา และคิดว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกับงานใหม่ ไม่เว้นแม้แต่คนงานกัมพูชา
“ของพวกนี้มันต้องใช้เวลาการฝึกฝน ไม่ใช่อยู่ๆ จะตัดเก่งเลย กัมพูชาก็เหมือนกัน มาทีแรกตัดได้ทีละ 20-30 มัด พอตัดไปเขาก็ชำนาญ เก่งขึ้นเรื่อยๆ รายได้ก็เพิ่มขึ้น” สุรชัย กล่าว
แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคุยกันว่า ‘ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานคนงานชาติพันธุ์’ จะมีราคาแพงถ้าเทียบกับการจ้างคนงานกัมพูชา แต่สุรชัย ก็ยืนยันว่า ถ้าไม่มีคนงานมาตัดอ้อย และส่งอ้อยไม่ทัน มูลค่าความเสียหายจะมากเสียยิ่งกว่านี้
สุรชัย จอมวงศ์ เกษตรกรชาวไร่อ้อย 50 ปี
เกษตรกรไร่อ้อย อายุ 50 ปี เล่าถึงการได้จ้างงานผู้ลี้ภัย เขาก็พยายามดูแลคนงานให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะคนงานมากันไกล มาตัดอ้อยให้ เขาก็ดีใจแล้ว ที่นี่อยู่กันแบบ ‘ครอบครัว’ มีอะไรก็แบ่งให้ ที่ห้องพักของคนงานก็มีไฟฟ้า มีประปา ให้ใช้ หากถามว่าอะไรที่คนงานชาติพันธ์ุดูจะแตกต่างจากแรงงานกัมพูชา สุรชัย มองว่าคงเป็นเรื่องการเคี้ยวหมาก เรียกว่าเคี้ยวกันเก่งมาก
“ผมซื้อตามบ้านให้เลย พลูเขาปลูกตามบ้าน ตอน (คนงาน) 38 คนเข้ามา ก็หมดเป็นเจ้าๆ เลย และกินวันหนึ่งไม่ใช่น้อยๆ คนมันเยอะ และเคี้ยวทุกคน เคี้ยวแล้วทำงานได้” เกษตรกรอายุ 50 ปี เล่าให้ฟัง
จากบทสนทนา ได้สอบถามความรู้สึกของสุรชัย ในการจ้างงาน เขามองว่า ในเรื่องความ ‘อึด ถึก ทน’ คนงานชาติพันธุ์ถือว่าโอเคเลย ไม่แพ้ชาวกัมพูชา มีนิสัยที่เขาชอบคือเรื่องความซื่อสัตย์ อย่างน้อยก็ไม่มีเรื่องร้องเรียนแถวละแวกบ้านมาว่าคนงานของเขาไปลักเล็กขโมยน้อย นอกจากนี้ คนที่ทำงานกับเขาก็เป็นคนประหยัด มีเงินส่งให้ที่บ้านหลายหมื่น จนญาติหรือคนรอบตัวเห็น เขาก็อยากมาทำงานที่ไร่อ้อยเหมือนกัน
“หัวหน้าแรงงานชาวชาติพันธุ์เขาชอบไปกับแม่บ้านผม พอซื้อของให้ แรงงานเขาจะบอกว่า เถ้าแก่พอแล้ว หมดเยอะแล้ว เขาไปหิ้วของ เรามีน้ำใจจะซื้อของให้เขา ซื้อขนมให้เขา หนูไม่เอา เถ้าแก่หนูเกรงใจ ถ้าเป็นคนกัมพูชา โห มีอีกไหม” สุรชัย เล่าติดตลกถึงประสบการณ์จ้างงานแรงงานหลายรูปแบบ
นอกจากนี้ กนกกาญจน์ ตัวแทนสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา ช่วยเสริมว่า ถ้าได้มาไร่อ้อยจริง ชีวิตถือว่าอิสระมากๆ นายจ้างบางคนพาไปเที่ยวที่นู่นนี่ ไม่ได้กักขัง ลูกน้องอยากไปไหนก็พาไป ไหว้พระ เที่ยวห้างบิ๊กซี สุดสัปดาห์อยากไปตรงไหน ให้เขาคิดกันเอง แล้วเราพาไป พาไปเล่นน้ำ เขาก็มีความสุข เขาเป็นวัยรุ่น ได้ผ่อนคลาย และบางคนก็ไปทะเล เขาไปตรงไหนได้หมด ไม่มีขอบเขต
แม้จะมีกลุ่มคนงานที่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม เข่น ดื่มเหล้า ก่อความวุ่นวาย และปฏิเสธการทำงาน แต่สำหรับชาวไร่ เขามองว่าคนทุกชนชาติมีปัญหาเหมือนกันทั้งหมด รวมถึงคนกัมพูชา เขาก็มีปัญหาดื่มเหล้า
ขณะที่ณัฐวุฒิ มองในภาพรวมว่า นโยบายนำเข้าแรงงานชาติพันธุ์จากศูนย์พักพิงฯ อาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จนักในมุมมองของเขา เนื่องจากไม่มีเวลาได้ฝึกฝนการทำงาน และยังทำงานได้ช้าเมื่อเทียบกับคนงานกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคทางด้านกำแพงภาษาระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง อย่างกรณีของสุรชัย ถือว่าโชคดีที่มีคนงานพูดภาษาไทยได้ ทำให้การสั่งงานเป็นไปราบรื่น และแม้ว่าผู้ลี้ภัยจะสามารถพูดอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วจากการจัดการศึกษาภายในค่าย แต่เกษตรกรชาวไทยส่วนใหญ่เป็น ‘สว.’ หรือผู้สูงวัย ทำให้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ต้องใช้ภาษามือช่วยชี้โบ้ชี้เบ้ หรือให้ลูกหลานช่วยเป็นล่ามจำเป็น
“ชาวไร่มีแต่คนสูงอายุ เขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเก่ง เวลาจะคุยก็ต้องถามลูกหลาน บางคนก็ไม่ว่าง แต่ถ้าเขา (คนงาน) ทำงานอีกหลายปีก็จะพูดภาษาไทยได้ เพราะตอนแรกแรงงานกัมพูชาเข้ามาใหม่ๆ ก็พูดภาษาไทยไม่ได้เหมือนกัน แต่มาอยู่หลายปี เขาศึกษา ก็พูดเก่งขึ้น” สุรชัย กล่าว
ในฤดูกาลเปิดหีบอ้อยคราวหน้า ถ้ามีการจ้างงานแรงงานชาติพันธุ์ ทางนายจ้างคิดว่าจะต้องปรับระบบกระจายคนงานใหม่ จากเดิมที่จะเอาคนงานมาแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ และกระจายไปทำงานที่ต่างๆ เปลี่ยนเป็นการจัดสรรให้คนงานที่มาจากศูนย์พักพิงเดียวกันได้ทำงานในไร่เดียวกัน และหากเป็นไปได้อาจจะพาหัวหน้าเซ็กเตอร์ภายในศูนย์พักพิงฯ มาช่วยดูแลคนงาน เพราะว่ามีตัวอย่างที่บ้านต้นยาง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หัวหน้ามาดูแลด้วยตัวเองซึ่งพบว่าปัญหาเรื่องคนงานน้อยลง
ฝั่งนายจ้างมองตรงกันด้วยว่า เป็นไปได้อยากให้คนงานพาลูกมาเรียนที่สระแก้ว เรียนฟรี และจะได้เรียนภาษาไทยด้วย เพราะเขามองว่าตอนนี้มันยากมากที่คนงานจะได้ไปประเทศที่ 3 ทั้งหมด ถ้าพูดภาษาไทยได้จะเป็นประโยชน์กับพวกเขาทั้งเรื่องการใช้ชีวิตในประเทศไทยระยะยาว และการหางานทำ
ทั้งนี้ ภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวจะไม่มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และไม่ได้มีการสอนภาษาไทยให้กับผู้ลี้ภัย รวมถึงไม่อนุญาตให้เด็กในค่ายออกไปเรียนโรงเรียนข้างนอก เนื่องจากรัฐไทยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ลงหลักปักฐานอยู่ในประเทศไทยระยะยาว แต่ช่วงที่ผ่านมาภาคประชาสังคมก็เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการข้อจำกัดเหล่านี้ เนื่องจากไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยและกำลังแรงงานลดลงอย่างมาก การดึงผู้ลี้ภัยให้เข้ามาช่วยทำงานจะเป็นเรื่องจำเป็นในภายภาคหน้า
ผลกระทบมาแล้ว เยียวยาจากรัฐอยู่ไหน ?
"เรื่องฟื้นความสัมพันธ์ยังไม่ต้องคุย เรื่องความร่วมมืออื่นยังไม่ต้องคุย และเรื่องเปิดด่าน ก็ยัง นี่คือจุดยืนของรัฐบาลไทยในเวลานี้"
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวที่กัมพูชากำลังตระเตรียมรายชื่อตั้งคณะกรรมการประนอม เพื่อเจรจาข้อพิพาททางทะเลไหล่ทวีปทับซ้อนในอ่าวไทย หลังจากยกเลิก MOU44
ไม่เพียงแค่นั้น มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 อนุญาตให้ต่อใบอนุญาตทำงานให้แรงงานข้ามชาติเมียนมา ลาว และเวียดนามที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในวันที่ 13 ก.พ.2569 และ 31 มี.ค. 2569 ให้สามารถอยู่ในประเทศไทยและทำงานได้อีก 1 ปี แต่ยังคงยกเว้นแรงงานสัญชาติกัมพูชา ถ้ามาตรการยังเป็นลักษณะเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจมีแรงงานกัมพูชาหลุดออกจากระบบ และกลายเป็นคนงานผิดกฎหมายมากขึ้น
ที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือหรือไม่ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของภาครัฐ คำตอบของชาวไร่อ้อย ระบุว่ายังไม่มีในส่วนของการจ้างงาน กนกกาญจน์ กล่าวว่าค่าใช้จ่ายในการพาลูกจ้างจากศูนย์พักพิงฯ มาทำงานมีค่าใช้จ่ายสูง แต่รัฐก็ไม่เคยมีมาตรการช่วยเหลือ "เขาอ้างว่าเราเลือกทำอาชีพนี้เอง ต้นทุนเป็นสิ่งที่คุณต้องแบกรับ"
"เคยมีกระแสที่ให้คนกัมพูชาเข้ามา (ทำงาน) ก็จะมีคอมเมนต์ว่าทำไมไม่ใช่เครื่องจักร พอตอบไปว่าเครื่องจักรใช้ไม่ได้ ต้องใช้คนเท่านั้น งั้นมันเป็นอาชีพที่คุณเลือก คุณต้องจัดการแก้ไขปัญหากันเอง" กาญจน์กนก กล่าว
สุรชัย กล่าวว่า ผู้ว่าฯ สระแก้วคนก่อนเคยบอกกับพวกเขาว่าทำไมดักดานปลูกแต่อ้อยอย่างเดียว ไม่ปลูกอย่างอื่น แต่สำหรับเขาการเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นๆ ก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
"อุปกรณ์มีแต่ปลูกอ้อย แต่จะให้เราปลูกข้าวโพด เราซื้อเครื่องจักรปลูกอ้อย ก็ต้องใช้ปลูกอ้อย คนลงทุนไปแล้วจะให้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นมันก็ยาก ไม่ใช่ลงทุนไม่กี่พันบาท แต่เป็นแสน เป็นล้าน และเป็นหนี้ผูกพันกับโรงงานด้วย มันต้องทำอ้อยใช้หนี้เขา" สุรชัย กล่าว
ข้อเสนอ 2 ทาง เจรจานำเข้าแรงงานเพื่อนบ้าน-เปิดขึ้นทะเบียนแรงงานผิดกฎหมายเพิ่ม
ความคาดหวังของสุรชัย และชาวไร่อ้อยคนอื่นๆ หากสถานการณ์ปิดด่านชายแดนยังคงลากยาวต่อเนื่อง และต้องวกกลับมาจ้างงานผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาอีกรอบ พวกเขาก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะช่วยปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการจ้างงานให้มีความซับซ้อนน้อยลงกว่านี้ เพราะยิ่งกระบวนการซับซ้อน ย่อมหมายถึงภาระของนายจ้างก็เพิ่มขึ้น
กนกกาญจน์ ในฐานะตัวแทนสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา อยากเสนอภาครัฐให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรที่มีฤดูเก็บเกี่ยวที่จำกัด ถ้าเกษตรกรเข้าถึงการจ้างแรงงานได้ก่อนอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็มองว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรได้ ช่วงที่ผ่านมาเหลืออ้อยที่ยังไม่ได้ตัดเข้าโรงงานจำนวน 4,000-5,000 ไร่
"เราได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอนนั้นเป็นท่านตรีนุช (เทียนทอง) ก็บอกว่าเราจะไปบังคับเขาไม่ได้ เขาอยากทำอะไรมันต้องความสมัครใจ เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เราไม่ได้บังคับ แต่เราหมายถึงช่วยเปิดช่องทางให้คนที่ทำงานไร่อ้อยก่อน และอุตสาหกรรมอย่างอื่น ค่อยให้เขาไปช้อน
"เราเคยคุยกับกรมจัดหางานที่แม่สอด เขาบอกว่าไร่อ้อยคือความสำคัญลำดับสุดท้ายเลย" กนกกาญจน์ กล่าว
สำหรับภาคประชาสังคมอย่างศิววงศ์ มองว่า ท้ายที่สุด แม้ว่าการปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อลดเงื่อนไขการควบคุมและอำนวยให้ผู้ลี้ภัยออกมาใช้ชีวิตข้างนอกศูนย์พักพิงฯ ยังสำคัญ แต่ถ้าเราจะเอาเรื่องนี้ไปตอบโจทย์เรื่องการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานไม่น่าจะได้ เนื่องจากประชากรในค่ายไม่ได้มีจำนวนเยอะ และผู้ลี้ภัยหลายคนไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน คนจำนวนมากยังต้องการการเรียนภาษาไทย หรือเสริมทักษะความรู้ทางด้านกฎหมาย และการใช้ชีวิตในสังคม
ณัฐวุฒิ ที่มองว่าการจ้างงานผู้ลี้ภัยจะไม่ได้ตอบโจทย์ภาวะขาดแคลนแรงงานในสระแก้ว เขาเสนอว่ารัฐบาลควรมีมาตรการ 2 มิติควบคู่กัน คือ
- เจรจาเชิงรุก เจริญสัมพันธ์กับประเทศที่ไทย เช่น ประเทศเมียนมา เพื่อนำเข้าแรงงานมาเติมในระบบ
- เปิดขึ้นทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงแรงงานกัมพูชาให้เข้ามาในระบบ เพื่อให้นายจ้างสามารถจ้างงานได้อย่างสบายใจ และมีคนงานหมุนเวียนในพื้นที่
ก่อนหน้านี้ที่มีข้อวิจารณ์ว่าการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานผิดกฎหมายจะทำให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองมากขึ้น ณัฐวุฒิ มองว่าเป็นบทบาทหน้าที่รัฐต้องปราบปราม แต่อย่างน้อยเอาคนที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยตอนนี้ ขึ้นมาถูกกฎหมายก่อน
"จริงๆ ถ้าถามคนชายแดนสระแก้ว อยากให้เปิดด่านพรุ่งนี้เลย แต่เราเข้าใจว่าประเทศต้องมาก่อน เราพยายามเข้าใจ แต่อยากขอวิงวอนให้ทางภาครัฐเยียวยาให้กับเราด้วย อาจจะไม่ได้ขอเงิน เกษตรกรเขาไม่ได้ขออะไรมาก เขาขอแค่นโยบายให้เขาได้ใช้แรงงานถูกกฎหมาย ไม่ใช่เขาโดนดำเนินคดี โดนจับ และก็ต้องเสียผลผลิต ต้องเสียทุกสิ่งทุกอย่าง" ณัฐวุฒิ กล่าว
ณัฐวุฒิ มองว่า ถ้ามีการเปิดลงทะเบียนแรงงานเถื่อน อย่างน้อยเกษตรกรจะได้จ้างงานคนงานแบบขึ้นกะ สมมติเขาเป็นเกษตรกรก็จะคุยกับเพื่อนว่าคนงานเขาทำงานถึงตอนไหน เมื่อคนทำงานที่ไร่นี้เสร็จแล้ว เขาก็จะขอให้มาทำงานที่ไร่เขาต่อได้ แต่ถ้าไม่มีมาตรการขึ้นทะเบียนแรงงานเลย จะทำให้นายจ้างอยู่ในสภาวะบังคับให้ต้องจ้างคนงานผิดกฎหมาย ทั้งที่เขาไม่อยากทำ แต่ถ้าไม่จ้างก็จะไม่มีคนทำงาน ไม่มีรายได้จุนเจือครอบครัว
ถามว่ากังวลหรือไม่ต่อกระแสต่อต้านนอกพื้นที่สระแก้ว หากมีการขึ้นทะเบียนแรงงานกัมพูชา ณัฐวุฒิ มองว่า เรื่องนี้เป็นบทบาทของรัฐที่ต้องแจกแจงให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
"ผมคิดว่าภาครัฐต้องสู้ด้วยข้อเท็จจริง นโยบายนี้จะช่วยเหลือประชากรกี่ครัวเรือน และถ้ายังมีประชาชนที่โจมตีมาตรการนี้ขณะที่รัฐบาลช่วยเหลือได้หลายร้อยหลายพันครัวเรือน ก็ถือว่าเขาเห็นแก่ตัวเกินไป
"เป็นหน้าที่ภาครัฐ ไม่ใช่ข้ออ้าง ไม่ใช่เป็นเหตุให้กลัวการโจมตี กลัวกระแสก็เลยต้องทำร้ายประชาชน ผมว่าไม่น่าใช่" ณัฐวุฒิ กล่าว
