ตัวเลขของคนที่เลือกพรรคไทยรักไทยในปี 2548 มีจำนวน 19 ล้านเสียง
เมื่อมาถึงการเลือกตั้งปี 2554 คนเลือกพรรคเพื่อไทยมีจำนวน 15.7 ล้านเสียง
การเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 7.4 ล้านเสียง แต่ไม่มี สส. ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว เนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม แต่ได้ สส. เขตมากถึง 137 คน และต้องหมายเหตุอีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งแคนดิเดตลงครบ 500 เขต เพราะมีพรรคไทยรักษาชาติด้วยและถูกยุบพรรคไปเสียก่อน
ส่วนการเลือกตั้งปี 2566 จำนวนคนเลือกพรรคเพื่อไทยคือ 10.9 ล้านเสียง
และการเลือกตั้งปี 2569 จำนวนคนเลือกพรรคเพื่อไทยเหลือเพียง 5 ล้านคน และได้ สส. มาทั้งหมดเพียง 74 คนเท่านั้น นับเป็นครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยมีจำนวน สส. ต่ำกว่า 100 คน
พรรคเพื่อไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ จริงหรือไม่?
เพื่อตอบคำถามนี้โดยใช้อารมณ์และความรู้สึกน้อยที่สุด ฉันจะเริ่มต้นจาก “ตัวเลข” ก่อน
เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยได้ 19 ล้านเสียงนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ 7 ล้านเสียง ถือเป็นสัดส่วน ร้อยละ 61 ต่อร้อยละ 23
ปี 2554 แม้พรรคเพื่อไทยจะยังได้เสียงมากถึง 15 ล้านเสียง แต่เสียงของประชาธิปัตย์ เพิ่มจาก 7 ล้านในปี 2548 มาเป็น 11 ล้าน ในปี 2554 สัดส่วนร้อยที่ต่างกันไม่มากนั่นคือ ร้อยละ 48 กับร้อยละ 35 ส่วนภูมิใจไทยที่เพิ่งถือกำเนิดมาได้คะแนนเสียงไปล้านเสียงเศษ ๆ คิดเป็นร้อยละ 3.9 เท่านั้น
ผลการเลือกตั้งปี 2562 ยิ่งน่าสนใจมาก เพราะพรรคเพื่อไทยได้ 7.8 ล้านเสียง พรรคพลังประชารัฐได้ 8.4 ล้านเสียง และพรรคอนาคตใหม่ได้ 6.3 ล้านเสียง เมื่อเทียบจำนวนร้อยละคือเพื่อไทย ร้อยละ 22, พลังประชารัฐ ร้อยละ 23 และอนาคตใหม่ ร้อยละ 17
ผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลขึ้นมาอันดับหนึ่งได้ 14.4 ล้าน พรรคอันดับสอง เพื่อไทยได้ 10.9 ล้านเสียง ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ 1 ล้านเสียงนิด ๆ ไม่ได้ขยับขึ้นจากปี 2554 ด้วยซ้ำ คิดเป็นร้อยละ 38, 29 และร้อยละ 3 ตามลำดับ
ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ถ้าดูแค่ สส. เขต พรรคภูมิใจไทยได้มา 9.9 ล้าน พรรคประชาชนได้ 7.8 ล้าน และพรรคเพื่อไทยได้ 5.7 ล้าน ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทยได้ใกล้เคียงกัน คือ 5.9 และ 5.1 ล้าน ส่วนพรรคประชาชนได้มากถึง 9.8 ล้านเสียง
เมื่อมองจากปัจจัยที่เป็นตัวเลขล้วนๆ จะเห็นว่า ตัวเลขของคนเลือกพรรคเพื่อไทยลดลงมาโดยตลอด ไม่เคยเพิ่มขึ้น แม้จะชนะอันดับหนึ่งก็เป็นชัยชนะที่จำนวนคนที่เลือกน้อยลงกว่าเดิม นั่นคือจาก 19 ล้าน เป็น 14 ล้าน หายไป 5 ล้าน และจำนวนที่หายไปนั้นเป็นเพราะมีคู่แข่งที่เป็นพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหม่ ดังนี้
การแข่งขันเปลี่ยนแปลงดังนี้
ปี 2548 พรรคไทยรักไทย แข่งกับ ประชาธิปัตย์
ปี 2554 พรรคเพื่อไทย แข่งกับ ประชาธิปัตย์
ปี 2562 พรรคเพื่อไทย (ไม่เต็ม 500 เขต) แข่งกับ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังประชารัฐ
ปี 2566 พรรคเพื่อไทย แข่งกับ พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย
ปี 2569 พรรคเพื่อไทยแข่งกับ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์
ด้วยสมการง่ายๆ เช่นนี้ เราจึงเห็นภาพทันทีว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 40 ล้าน จากเดิมที่แชร์กัน 2 พรรค กลายเป็นต้องแชร์คะแนนเสียงมากถึง 5 พรรคการเมือง ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จึงเป็นไปได้ยากมากที่พรรคเพื่อไทยจะตรึงตัวเลขให้เท่าเดิมได้
เพราะฉะนั้นหากมองที่ตัวเลขล้วน ๆ มันเป็นความจริงที่ว่า พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงสนับสนุนหรือมีคนที่โหวตให้น้อยลงอย่างต่อเนื่องและตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนโหวตเตอร์เลย
คำถามต่อมาคือ เพราะเหตุใด พรรคเพื่อไทยจึงไม่สามารถสร้างคะแนนนิยมเพิ่มได้เลย
ปัจจัยที่เป็นรูปธรรมคือ นายกฯ ทักษิณ และ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกรัฐประหาร
นายกฯ สมชาย, นายกฯ สมัคร, นายกฯ เศรษฐา และ นายกฯ แพทองธาร เผชิญวิบากรรมของตุลาการภิวัฒน์ ทั้งนี้ ไม่นับรวมการถูกยุบพรรค และบุคลากรของพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง บางคนต้องถูกจำคุก
อะไรที่ทำให้ การรัฐประหารมีความชอบธรรม? อะไรที่ทำให้ “คนไทย” เห็นดีเห็นงามกับการใช้ตุลาการภิวัฒน์ปลดนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งราวกับว่าสิ่งนี้คือความ “ปกติ”
ฉันคิดว่าครึ่งชีวิตของการเป็นนักเขียนของฉันหมดไปกับการอธิบายเรื่องนี้ผ่านรวมบทความในหนังสือ “ก็ไพร่นี่คะ” 3 เล่ม และล่าสุด “ก็ซ้ายนี่คะ” เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ลงรายละเอียด แต่จะสรุปโดยรวบรัดว่า อุดมการณ์ทางการเมืองกระแสหลัก (ที่ครอบครองและมีอิทธิพลทางความคิดผ่านสื่อและปัญญาชนสาธารณะ) ของสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ไว้ใจ “ประชาชน” พูดให้เรียบง่ายคือ ชอบประชาธิปไตยนะ แต่ติดอยู่นิดนึง ติดว่านักการเมืองมักโกง และประชาชนมักถูกซื้อ และพวกเขาเชื่อว่า ประชาธิปไตยจะเกิดและเติบโตได้หากเรามีนักการเมืองที่ดี แทนการเชื่อว่า หากเรามีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ คุณภาพนักการเมืองจะค่อยๆ ดีขึ้น
สังคมไทยจึงเผชิญกับภาวะดิ้นรนที่จะมีประชาธิปไตยที่มี “คุณภาพ” ในยุคหนึ่งอาจจะหมายถึง ป๋วย ปรีดี ในยุคหนึ่งหมายถึงประชาธิปัตย์ และในยุคปัจจุบันหมายถึงพรรคประชาชน และความตึงเครียดสูงสุดของ “คนไทย” เหล่านี้คือ พรรคการเมืองที่ดีของเขา หรือนักการเมืองที่ดีของพวกเขา มักจะแพ้เลือกตั้งอยู่ร่ำไป
สำหรับคนเหล่านี้ พรรคเพื่อไทย เป็นสิ่งที่พวกเขา “เข้าใจไม่ได้”
สำหรับพวกเขาประชาธิปไตยกินได้ของพรรคเพื่อไทยคือประชานิยมและการซื้อเสียงผ่านนโยบาย ทักษิณคือนักการเมืองที่พยายามกินรวบประเทศ พรรคไทยรักไทยกวาดเอานักการเมืองของทุกพรรคมาไว้กับตัวเอง ครองเสียงในสภามากถึง 377 เสียง นี่คือเผด็จการรัฐสภา
ฝ่ายขวาไทยบอกว่า “ผีทักษิณ” ที่กินรวบประเทศ ชายชาติ ล้มเจ้า
ฝ่ายซ้ายไทยบอกว่า “ผีทักษิณ” ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำสงครามกับยาเสพติด สั่งฆ่าตัดตอนผู้บริสุทธิ์ และสั่งการกรณีกรือเซะ ตากใบ
ทักษิณและไทยรักไทยเป็น "ปีศาจ” ทั้งกับปัญญาชนฝ่ายซ้าย และมวลชนฝ่ายขวา และ “สื่อมวลชน” ทั้งซ้ายและขวาก็บริหารวาทกรรมเหล่านี้อย่างไม่ออมมือ
แล้วคนที่โหวตพรรคไทยรักไทยคือใคร? ถ้าไม่ใช่ชนชั้นผู้เป็น “ปกาศก” ว่าด้วยประชาธิปไตยที่ “ดี” ที่แปลว่า “เกลียดทักษิณ” ซึ่งมีอยู่ทั้งในฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย
คำตอบคือ ประชาชนในภาคเหนือและภาคอีสานพากันเลือกพรรคไทยรักไทยอย่างถล่มทลาย พวกเขาเลือกจากนโยบายของพรรคไทยรักไทย ที่ต้องถือเป็นนวัตกรรมทางนโยบาย เป็นปรากฏการณ์ของการเมืองไทย ทั้งกองทุนหมู่บ้าน โอท็อป 30 บาทรักษาทุกโรค หลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำสำเร็จก็สำเร็จ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ การเปิดให้มีสายการบินโลว์คอสต์ การเอา ปตท. และ AOT (บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด) เข้าตลาดหลักทรัพย์ การทำ early retired ให้ข้าราชการใกล้เกษียณได้เกษียณก่อนกำหนดเพื่อให้คนอายุน้อยกว่าเข้ามาแทนที่ การผลักดันการปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ
เหล่านี้คือความสำเร็จที่ทำให้พรรคไทยรักไทยกวาดที่นั่งมาได้ถึง 377 ที่นั่ง 19 ล้านเสียง ในสมัยที่สอง และนี่คือประชาธิปไตยกินได้ ในขณะที่เหล่าปกาศกในเมืองบอกว่าเป็น “ประชานิยม”
377 ที่นั่งของพรรคไทยรักไทยคือภัยคุกคามเสถียรภาพของดุลอำนาจเก่า ชนชั้นกลางที่มีการศึกษาเล็กน้อยในเมืองหวาดกลัวความเข้มแข็งและความร่ำรวยของชาวชนบท และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงเกิดรัฐประหารปี 2549
พรรคการเมืองแบบพรรคไทยรักไทยอันตรายเกินไป นโยบายของพรรคไทยรักไทย empower มวลชนในชนบทให้มีศักดิ์ศรีมากเกินความจำเป็น
ความสง่างามและอหังการจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชาวรากหญ้าทำให้คนชั้นกลางในเมืองรู้สึกไม่มั่นคงในสถานะของตนเอง เท่าๆ กับที่บารมีของทักษิณทำให้ชนชั้นนำไม่สบายใจ
ขบวนการคนเสื้อเหลืองกรุยทางให้รัฐประหาร 2549
ขบวนการคนเสื้อแดงต้องการทวงสิทธิ 1 คน 1 เสียง ของตนเองคืน และเห็นว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม
พวกเขาสู้ให้ตนเองและสู้เพื่อทักษิณด้วย แล้วมันก็จบด้วยความตาย สูญเสียอาชีพ อนาคต เราเจอสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดของคนจำนวนมาก คนโดนฆ่า โดนจับ โดนอุ้ม บ้างก็สิ้นเนื้อประดาตัว บ้างก็ยังมีชีวิตอยู่พร้อมกับบาดแผลทางใจที่ไม่อาจเยียวยา
จากปี 2549 ถึงปี 2557 จากเสื้อเหลืองสู่นกหวีดและสัญลักษณ์ธงชาติ
พรรคเพื่อไทยบอบช้ำเสียจนฉันคิดว่า แทนที่เราจะถามว่าทำไมคะแนนเสียงของพรรคการเมืองนี้ถึงลดลงมาเรื่อย ๆ เราน่าจะเปลี่ยนคำถามเป็น
“ทำไมพรรคการเมืองนี้ถึงฆ่าไม่ตาย”
จากรัฐธรรมนูญ 2550 สู่รัฐธรรมนูญ 2560 และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกเลยจนกระทั่งปี 2566 หากไม่นับ 2 ปีที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์อยู่ในตำแหน่ง (7 เดือนของนายกฯ สมัคร และ 2 เดือน ของนายกฯ สมชาย) มันเป็น 17 ปีของพรรคการเมืองหนึ่งที่ต้องสาละวนอยู่กับการต่อสู้กับอำนาจแสนอำมหิต ยุบพรรค ยัดคดี ลี้ภัย เป็น 17 ปีที่ไม่ได้เติบโต ทำได้แค่รักษาชีวิต แต่ก็เป็น 17 ปีที่ยาวนานพอที่จะทุบทำลายโครงสร้างของพรรคการเมืองมิให้พัฒนาขึ้นมากลายเป็นสถาบัน เพราะภาวะแหว่งวิ่น หมิ่นเหม่ พร้อมเผชิญภัยอันไม่คาดฝันอยู่เสมอ และนั่นเป็นภาคบังคับของการทำให้พรรคต้องยึดโยงกับตัวบุคคลและการเป็นหนี้บุญคุณกันไป มากกว่าสร้าง “ระบบ” เครือข่ายพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับภาคประชาสังคมและขยายฐานเสียงแนวราบออกไปให้กว้างขวางอย่างที่มันควรจะเป็น
กำเนิดของพรรคอนาคตใหม่
ธนาธร อาจจะไม่ใช่คนที่พรรคเพื่อไทยคุ้นเคย แต่ปิยบุตรเป็นดั่งหนึ่งมิตรชิดใกล้กับพรรคเพื่อไทย ปิยบุตรมองพรรคเพื่อไทยอย่างไรไม่ทราบ ฉันรู้แต่ว่าทุกคนในพรรคเพื่อไทยชื่นชมอาจารย์ปิยบุตรและงานเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ พวกเขารวมถึงฉันมองว่านิติราษฎร์คือความกล้าหาญ คือกลุ่มนักวิชาการหนุ่มสาวที่เราต้องปกป้อง สนับสนุน
พรรคเพื่อไทยมองว่าการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่เป็นเรื่องที่น่ายินดี เรามองว่าในสนามการเลือกตั้ง หากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยคือชนบทและคนเสื้อแดง พรรคอนาคตใหม่จะได้ฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ คนชั้นกลางในเมือง สองแรงผนึกกำลังกันน่าจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเข้มแข็ง ลงหลักปักฐานได้เสียที
ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่คือมิตร คงไม่เสนอชื่อธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 2562
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยไม่ราบรื่นอย่างที่มันควรจะเป็น
มันเริ่มตั้งแต่ที่พรรคอนาคตใหม่ปรามาสพรรคการเมืองอื่น ๆ ว่า “การเมืองเก่า”
ธนาธรไปพูดในศาลว่า ตนไม่ใช่คนขี้โกงแบบทักษิณ หรือการตอกย้ำว่า พรรคอนาคตใหม่คือพรรคการเมืองที่ไม่ใช้เงิน ไม่ได้เล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจ ไม่แย่งชามข้าวหมาเหมือนพรรคอื่น ๆ
ฉันจะไม่ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง (ยกตัวอย่างกรณีที่โรมไม่ได้อภิปรายแล้วพรรคก้าวไกลบอกว่าเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยไปฮั้วกับประวิตร) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” มีหนทางเดียวที่พรรคอนาคตใหม่จะมี “อนาคต” คือ ประเทศไทยต้องไม่มีพรรคเพื่อไทย และนั่นทำให้หมอสุภัทร ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน หลุดปากพูดมาเมื่อไม่นานนี้ว่า “แม้จะแพ้เลือกตั้งแต่พรรคประชาชนก็ทำสำเร็จด้วยการขึ้นมาเป็นพรรคหลักแทนที่พรรคเพื่อไทย”
ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยคือ เมื่อพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งมีเสียงมากเป็นอันดับหนึ่งคือ 151 เสียง แต่รวมเสียงโหวตนายกฯ และตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทำให้พรรคเพื่อไทยทิ้งพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านแล้วไปจับมือกับพรรคอื่นๆ ที่เหลือตั้งรัฐบาล
วาทกรรมตระบัดสัตย์ ดีลปิศาจ ถูกพูดซ้ำๆ สื่อมวลชนรับลูก นำไปขยายความต่อ ช่วงที่เศรษฐาเป็นนายกฯ สื่ออย่างสุทธิชัย หยุ่น เขียนลง X ทุก ๆ ชั่วโมงด่านายกฯ เศรษฐา ด่าทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ
ภาพจำของสังคมที่เกิดขึ้นคือ
พรรคก้าวไกล : นักสู้ คนเก่ง คนดี คนกล้า คนทรนงที่ถูกกลั่นแกล้ง
พรรคเพื่อไทย : กระหายอำนาจ โง่ โกง รู้เห็นเป็นใจกับนายทุนกินรวบประเทศ ทรยศประชาชนเพื่อเอาพ่อกลับบ้าน
จากนั้นพรรคก้าวไกลก็ขย่มพรรคเพื่อไทยต่อด้วยเรื่องชั้น 14 ชนิดที่คนอย่างโรมหากไม่เห็นทักษิณนอนในคุกคงนอนตายตาไม่หลับ
จนมาถึงสมัยของนายกฯ แพทองธาร พรรคประชาชน รวมถึงคนอย่างพรรณิการ์ วานิช, ศิริกัญญา, ภคมน, รักชนก ได้รับการโอบอุ้มจากสื่อให้ออก “ด่า” แพทองธารจนเกิดภาพจำว่า แพทองธารคือ “นายน้อยหุ่นเชิดของพ่อ” แพทองธารคือผู้หญิงสมองกลวงบ้าแฟชั่น
จนมาถึงเรื่องคลิปบทสนทนากับฮุนเซ็น ที่พรรคประชาชนไปโหนกระแสคลั่งชาติ คลั่งทหาร เพียงเพราะเกลียดแพทองธารเป็นทุนเดิม แล้วก็สมใจเพื่อกระแส “อังเคิล” จุดติด บนชีวิตและความตายของชาวบ้าน ทหาร และการค้าชายแดนมูลค่านับแสนล้าน
จนนำมาสู่การถอดแพทองธารออกจากนายกฯ โดยศาลรัฐธรรมนูญ และนำมาสู่การกระทำแสนบัดซบ อัปยศอดสูของพรรคอันดับหนึ่งในสภาฯ ที่ไปโหวตพรรคอันดับสามให้เป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาล โดยแสร้งไม่ร่วมรัฐบาล
ฉันไม่เคยเห็นว่าจะมีพรรคการเมืองไหนถูกเกลียดชังจากสื่อ นักวิชาการ คนชั้นกลาง ศิลปิน เอ็นจีโอ มากและโดยพร้อมเพรียงกันเท่ากับที่พรรคเพื่อไทยและนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยทุกคนถูกเกลียด และก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
ก่อนหน้าที่จะมีพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ฉันเห็นภาวะ “จำใจหนุน” พรรคเพื่อไทยของคนเหล่านี้ด้วยเหตุผลว่า
“ก็ไม่ชอบทักษิณ ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ไม่ชอบทุกคนในพรรคเพื่อไทยยกเว้นคนนั้นคนนี้สองสามคน เช่น จาตุรนต์ แต่จะเชียร์รัฐประหารหรือเชียร์การล้อมปราบฆ่าประชาชนก็ใช่ที่”
การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน จึงช่วยปลดล็อคให้คนเหล่านี้ได้กลับมาเกลียดทักษิณได้เหมือนเดิม โดยไม่ต้องมีมลทินว่า เชียร์ประชาธิปปัตย์ กปปส. หรือถ้าเคยเชียร์ก็ทำเนียนๆ ใช้สีส้มฟอกขาวให้ตนเองเสีย
สำหรับฉันกระแสเกลียดพรรคเพื่อไทยจึงเข้มข้นขึ้นเพราะคนเหล่านี้ต้องการ “ชดเชย” ความรู้สึกตนเองที่ต้องฝืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทยเพียงเพื่อไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพวกสนับสนุนรัฐประหาร ธงชัย พวงทอง ประจักษ์ คนเหล่านี้โกรธที่เสื้อแดงถูกกระทำ ต่อต้านการรัฐประหาร และปรารถนาให้มีพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เพื่อไทยมาโดยตลอด เพราะถึงที่สุดแล้วคนเหล่านี้เห็นด้วยกับพวกพันธมิตรนั่นแหละในเรื่องทักษิณ เห็นต่างแค่เรื่องสถาบันฯ กับการรัฐประหารเท่านั้น
พอมีพรรคส้ม พอทักษิณกลับเมืองไทย พอมีเคสตระบัดสัตย์ เลยอุกอั่งถั่งท้น
ขอแสดงความเกลียดให้พอให้หนำใจ มากันครบทั้ง failed state ปลาหมอคางดำ สารพิษแร่แรร์เอิร์ทแม่น้ำกก อุยกูร์ ทุกอย่างในรัฐบาลเพื่อไทย เหี้ยหมด
ส่วนพรรคเพื่อไทย ฉันคิดว่าก็เมาหมัดกันพอสมควร วิ่งไปทำ THACCA หวังจะเอาใจนักเขียน นักอ่าน นักแสดง ศิลปิน อุตสาหกรรมแฟชั่น ภาพยนตร์ คนพวกนี้ก็มาร่วมงานแบบเบ้ปากใส่ เอาไปด่าลับหลัง และแน่นอนไม่เลือกเพื่อไทย ทำรถไฟฟ้า 20 บาทให้คนกรุงเทพฯ เขาก็ตอบแทนให้ด้วยการเลือกส้มทั้งแผ่นดิน กทม.
นโยบายเงินหมื่นกลายเป็นความล้มเหลวทั้ง ๆ ที่ทำได้เกิน 50% ของที่ตั้งเป้าเอาไว้
สิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำสำเร็จ ทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 (แต่คนก็ไม่รู้สึกถึงความสำเร็จนั้น) ถ้าความจำไม่สั้น ย้อนไป 3 ปีที่แล้ว มันเลวร้ายกว่านี้มากนัก การให้งบกลางฯ ไปขุดลอกแม่น้ำ ลำคลอง เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม หรือไม่ต้องดูอื่นไกล GDP ในรัฐบาลเพื่อไทยเกิน 3% ทุกไตรมาส แต่คนก็เลือกที่จะไม่เห็น
กลุ่มภาคประชาสังคมเดียวที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างยุติธรรมกับพรรคเพื่อไทยคือ กลุ่มของคุณวาดดาวที่ผลักดันเรื่องสมรสเท่าเทียมที่ให้เครดิตพรรคเพื่อไทยกรณี พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม
ถ้าจะให้ฉันตอบว่า เหตุที่พรรคเพื่อไทยได้ สส. ต่ำร้อยครั้งนี้เกิดจากอะไร?
มันเกิดจากการทำงานเชิง “วาทกรรม” อย่างต่อเนื่อง อนุรักษ์นิยมเก่าก็กลัวนโยบายของพรรคเพื่อไทย อนุรักษ์นิยมใหม่อย่างพรรคส้มก็มีความ insecured ว่า ถ้าเพื่อไทยยังอยู่ พรรคส้มจะไม่เติบโต พรรคเพื่อไทยจึงเป็นแซนวิชอยู่ระหว่าง อนุรักษ์นิยมเก่ากับอนุรักษ์นิยมใหม่ที่หลอกลวงสังคมว่าเป็นฝ่าย “ก้าวหน้า”
นี่คือปัจจัยภายนอก ส่วนปัจจัยภายในของพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องการสื่อสาร การไม่รู้เท่าทันเล่ห์กลของสงครามวาทกรรม และการไม่ขยับไปสร้างเครือข่ายมวลชนใหม่ ๆ องคาพยพของพรรคที่ใหญ่โต กว้างขวาง ทว่า “หลวม” ก็ทำให้การดูแลพื้นที่ไม่แม่นยำ เหล่านี้เป็นความผิดพลาดบกพร่องที่ฉันเห็นว่า แก้ไขได้ไม่ยาก และพรรคก็น่าจะสรุปบทเรียนเรื่องเหล่านี้กันพอสมควรอยู่แล้ว
จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยคือการทำนโยบาย และฉันมั่นใจว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้นเป็นงาน “คราฟต์” ที่น่าภูมิใจและจะยังเป็น legacy ของพรรคที่ไม่มีใครมาแข่งได้ แต่สิ่งที่พรรคอาจมองข้ามไปคือ 17 ปีภายใต้การรัฐประหาร - สงครามกลางเมือง - การรัฐประหาร - รัฐบาลประยุทธ์ 9 ปี ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยอ่อนแอ ร่วงโรย และเหนื่อยล้าเกินกว่าจะซื้อนโยบาย
นั่นแปลว่า ก้าวย่างในการทำงานของพรรคเพื่อไทยต้องทำทั้งสิ่งที่เป็นควิกวินและการออกแบบนโยบายระยะยาวที่ยั่งยืน และสิ่งที่ต้องเติมลงไปให้มากที่สุดคือความใกล้ชิดกับมวลชน การทำงานเชิงลึกที่ละเอียดลออและสมำเสมอ เหล่านี้อาจใช้เวลาในการสั่งสมยาวนาน ก็ได้แต่หวังว่า พรรคจะไม่ถอดใจ
ฉันยังคงเสนอให้พรรคเพื่อไทยควรทำหอจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของพรรค สร้างพื้นที่เชิงกายภาพเพื่อดึงดูดคนให้เข้ามาทำความรู้จักกับพรรคมากกว่า “ภาพจำ” ที่ถูกสร้างผ่านสื่อ เริ่มเปิดปฐมบทใหม่ของพรรคและปลดปล่อยตนเองออกจากทั้งบาดแผลและถ้วยเกียรติยศเดิม ๆ ที่เคยมี สลัดความน้อยเนื้อต่ำใจเรื่องไม่มีใครรัก มานับหนึ่งเสริม self esteem ให้ตนเอง โอบอุ้มฐานเสียงเดิม เปิดพื้นที่เพื่อต้อนรับฐานเสียงใหม่โดยไม่ต้องพยายามมากเกินไปเพื่อให้เขามารักเรา แค่สร้างพื้นที่และระบบนิเวศน์บางอย่างด้วยความปรารถนาดีที่จริงใจ สุดท้ายเราจะถักทอความเชื่อมั่นขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง
ฉันบอกทุกคนว่า วันที่พรรคเพื่อไทยแพ้คือวันที่เราเริ่มนับหนึ่งที่จะชนะอีกครั้ง
เพราะมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับในข้อจำกัดของตนเองไปพร้อม ๆ กับรู้ว่าจุดแข็งของตนเองคืออะไร และตื่นมาทำงานหนักกันอีกครั้ง
สำคัญที่สุดเราต้องเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นว่า นอกจากประชาชนจะไม่เทาแล้ว ประชาชนยังเติบโตทางความคิดได้อย่างไม่มีที่สุด
ทำงานทางความคิดอยู่เคียงข้างเติบโตไปกับประชาชน รักษาความกระหายที่จะเป็นรัฐบาลและความกระหายที่จะรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ให้แน่วแน่
ทำในสิ่งเหล่านี้ได้ ฉันมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่โหวตเตอร์อย่างเราจะสามารถยืดอกบอกใครก็ได้บนโลกใบนี้ว่า พรรคที่เราสนับสนุนเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่หลุดออกไปจาก track ของประชาธิปไตย
สิ่งนี้ต่างหากคือชัยชนะและคือเกียรติยศ
