สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เตรียมปรับสัดส่วนสลากปี 2569 ลดสลากใบ เพิ่มสลากดิจิทัล-สลาก N3 เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค เลือกซื้อเลขสะดวก ราคาเหมาะสม ลดปัญหาซื้อสลากเกินราคา
สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ว่า พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 จะเน้นสร้างสมดุลระหว่างสลากใบและดิจิทัล รวมถึงสลากเลข 3 หลัก หรือ N3 ให้มากขึ้น โดยปัจจุบันสำนักงานสลากฯ มีสลากทุกประเภทขายรวมกันอยู่งวดละ 110 ล้านฉบับ ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในระยะนี้ ส่วนการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์สลากให้เกิดความสมดุล สำนักงานสลากฯมีแนวโน้ม จะลดสลากแบบใบ 6 หลัก ( L6 ) และนำมาเพิ่มในสลากดิจิทัล รวมถึงการเพิ่มสลาก N3 อย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้กรอบกฎหมายนโยบายรัฐ และการพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก โดยจะเดินหน้าให้สลาก N3 และ L6 ได้เติบโตไปพร้อมกัน และคำนึงถึงการดูแลตัวแทนเดิมเป็นสำคัญ
สลากใบ L6 ในปัจจุบัน มีทั้งแบบใบและแบบดิจิทัล โดยสลากใบมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 78 ล้านฉบับต่องวด โดย 15 ล้านใบ เป็นของตัวแทน สมาคมต่างๆ อาทิ สมาคมคนพิการ สมาคมกีฬา และโควตาองค์กรต่างๆ อีก 15 ล้านใบ เป็นสลากฯ โควตาของรายย่อย และ 48 ล้านใบ เป็นสลากฯ แบบจองซื้อของรายย่อย
ขณะที่สลากดิจิทัล มีอยู่ในระบบ 27 ล้านฉบับ โดยงวดที่ผ่านมาได้ทดลองเพิ่มสลากฯ ระหว่างงวดเป็น 28 ล้านฉบับ หลังพบว่ายอดจำหน่ายสลากดิจิทัลในระบบขายหมดต่อเนื่อง 3 งวดติดต่อกัน จึงจะพิจารณาเพิ่มสลากเข้าระบบ ซึ่งจะมาจากผู้ค้ารายย่อยที่อยู่ในโควต้าที่สนใจนำสลากเข้าจำหน่ายในระบบ ไม่เปิดรับตัวแทนฃเพิ่ม
สำหรับสลาก N3 ที่ออกแบบมานั้น เพื่อปิดช่องว่างของสลาก 6 หลัก ทั้งในมิติผู้ซื้อและผู้ขาย ล่าสุด สลาก N3 มียอดจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านฉบับต่องวด จากเป้าที่ตั้งไว้ 5 ล้านใบ มีตัวแทนจำหน่ายที่ 20,200 ราย โดยเป้าหมายหลักของสลาก N3 ไม่ใช่การเพิ่มกำไร แต่เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเลือกเลขเองได้ในราคาที่เหมาะสม ช่วยลดภาระตัวแทนที่ไม่ต้องลงทุนล่วงหน้า และไม่เสี่ยงขายไม่หมด
ด้าน รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล มองว่า ขนาดสลากใบและสลากดิจิทัลในปัจจุบันอยู่ในระดับเหมาะสมกับอัตราการเติบโตของจีดีพีของไทยที่อยู่ในระดับ 2% ต่อเนื่องมา 3 ปี
