Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ผ่านมาแล้ว 2 วัน หลังจากไทย-กัมพูชา ลงนามหยุดยิงทันที โดยสถานการณ์ชายแดนภาพรวมเป็นไปอย่างสงบ ไม่พบการปะทะรุนแรง

ย้อนไปในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เสียงระเบิดและเสียงปืนยังคงดังอยู่ในหลายพื้นที่ชายแดนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ขณะที่ในโซเชียลมีเดีย เริ่มมีชาวเน็ตที่รณรงค์ให้ทั้งสองประเทศหาทางออกด้วยการเจรจา แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นต่างกับแคมเปญนี้ คนกลุ่มหลังมองว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง เนื่องจากไทยเป็นผู้ที่ถูกกระทำ ดังนั้นไทยจึงมีสิทธิในการตอบโต้ แม้จะเจรจาข้อยุติความขัดแย้ง แต่กัมพูชาก็ละเมิดข้อยุติอีกครั้งจนเกิดความสูญเสียของทหารไทย ทำให้ไทยตัดสินใจใช้กำลังในการป้องกันตัว

ความเห็นต่างของทั้งสองแนวคิด ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงความชอบธรรมของทั้งสองแนวคิด เพราะฝ่ายที่สนับสนุนการต่อสู้มองว่า ‘เราโดนกระทำก่อน เราก็ควรต้องสู้กลับ’ ขณะที่ฝ่ายไม่สนับสนุนความรุนแรงมองว่า ‘เราเป็นเพื่อนบ้านกัน สู้ไปก็มีแค่ประชาชนที่สูญเสีย’ ควรหันมาเจรจากัน 

ขณะเดียวกันประชาชนเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงมากขึ้น ทั้งที่การเจรจาควรเป็นสิ่งแรกที่ถูกเลือกใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย และใช้เป็นกันชนไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย 

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความไม่พอใจของประชาชนในเรื่องการจัดการปัญหาที่ล่าช้าของรัฐบาล จนต้องออกมาส่งเสียงเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือการที่เริ่มเห็นนักศึกษาสนับสนุนการใช้กำลังมากขึ้น เห็นได้จากโพสต์ที่เริ่มสนับสนุนสงคราม การทัวร์ลง โพสต์แขวนประจานคนที่เห็นต่าง หรือเริ่มมีกระแสอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับสู่ตำแหน่ง แสดงให้เห็นถึงค่านิยมที่เปลี่ยนไป ที่เกิดมาจากความกังวลและความหวาดกลัวในสังคม

กิตติพศ คำมูล นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง และมองว่าการมองเพื่อนบ้านด้วยความเกลียดชังเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทั้งที่ยังมีทางเลือกอย่างการเจรจา

“การปลุกระดมด้วยความรักชาติ ผมเข้าใจได้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นความ "คลั่งชาติ" ไปแล้ว การหยุดสงครามเป็นสิ่งที่ดีกว่าการยุยงให้เกิดการต่อสู้ครับ”

เขากล่าวต่อว่า การทำสงครามเป็นแนวคิดที่ล้าสมัยในสังคมปัจจุบัน ไทยกับกัมพูชาเป็นทั้งเพื่อนบ้านและคู่ค้าที่สำคัญกัน หากยังสู้รบกันต่อไป สุดท้ายแล้วไม่มีประชาชนฝ่ายใดได้ประโยชน์ 

ในทิศทางใกล้เคียงกัน กิตติศักดิ์ คำวัน นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้สัมภาษณ์ว่า การใช้กำลังมักจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายจนไม่สามารถควบคุมได้ ควรหันมาเจรจาเพื่อหาข้อยุติ แม้ยอมรับว่าในบางสถานการณ์การป้องกันตัวเป็นสิ่งที่จำเป็น

“ผมว่าการใช้กำลังหรือความรุนแรงโดยไม่มีการเจรจา มักจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เราต้องเจรจา เพราะมันจะช่วยลดความสูญเสียของพลเรือนและทหาร รวมถึงสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน แต่ในบางสถานการณ์เราก็ควรมีการป้องกันตัวบ้างครับ”

ขณะที่นักศึกษาหลายคนมองว่าการใช้กำลังของไทยในขณะนี้ยังไม่ถือว่าเกินกว่าเหตุ โจนาธาน (นามสมมุติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา ให้สัมภาษณ์ว่า ไทยเป็นผู้ถูกกระทำ การตอบโต้จึงเป็นการป้องกันตามสถานการณ์

ขณะที่ โอ๊ค (นามสมมุติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นคล้ายกันว่า การป้องกันตัวของไทยอยู่ในระดับมาตรฐาน ตามสัญชาตญาณ เราต้องปกป้องพื้นที่ของเราเมื่อถูกรุกราน ‘หากเขาไม่หยุด เราก็ไม่หยุดเช่นกัน’

“เราไม่ได้ทำเกินเลย ตามสัญชาตญาณมนุษย์ เราต้องป้องกันตัวเมื่อมีคนมารุกรานพื้นที่ของเรา มันเป็นเรื่องปกติที่มีมาตั้งแต่ยุคหินแล้ว เราไม่ได้ไปยิงชาวบ้าน เราแค่ตอบโต้ให้กัมพูชารู้ว่า ถ้าคุณไม่หยุด เราก็ไม่หยุด”

โอ๊คกล่าวต่อว่า การที่นักศึกษาเริ่มสนับสนุนความรุนแรง เป็นสัญญาณอันตรายและสะท้อนความหวาดกลัวในสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริงนักศึกษาควรเป็นผู้ริเริ่มตั้งคำถามและคิดวิเคราะห์เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

“การที่นักศึกษาเริ่มใช้ความรุนแรง เป็นสัญญาณอันตรายของสังคม มันสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจหรือความกลัวที่ทำให้คนใช้กำลังมากกว่าเหตุผล ในความคิดผม นักศึกษาควรเป็นพลังของการตั้งคำถามและวิเคราะห์ เพื่อหาทางออกอย่างสันติมากกว่า”

มุมมองดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความคิดนักศึกษาบางส่วนว่าการใช้กำลังยังอยู่ในกรอบการป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม เสียงอีกด้านยังคงตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อพลเรือนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมองว่าหากไม่หยุดตอนนี้ รอยร้าวอาจยิ่งทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น

เมื่อถามถึงบรรยากาศรอบตัวเวลาคุยประเด็นไทย-กัมพูชา โอ๊คกล่าวว่า ปกติแทบไม่ได้คุยเรื่องนี้กันเลย เนื่องจากอยู่ห่างไกลพื้นที่ปะทะ จึงไม่ค่อยมีใครสนใจ

สวนทางกับ แฟรงค์ (นามสมมุติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ว่า เวลาพูดคุยกับคนรอบตัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความกังวล อยากให้สงครามยุติโดยเร็ว เพราะสงครามไม่ได้ทำลายแค่ชีวิตแต่ยังรวมถึงความสุขของผู้ได้รับผลกระทบ

เช่นเดียวกันกับ อิคคิว (นามสมมุติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่ฝึกงานในโรงงานที่มีพนักงานเป็นคนกัมพูชา บรรยากาศเวลาพูดคุยเรื่องนี้ดูมีความจริงจัง ไม่ต่างกับการพูดคุยกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย

ส่วนกระแส #StopTheWar นักศึกษาส่วนใหญ่สนับสนุนแคมเปญนี้ การที่มีคนออกมาเรียกร้องเป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การเจรจาเป็นวิธีเดียวที่ช่วยลดการสูญเสียและความบาดหมางกับกัมพูชา

กิตติศักดิ์กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล เสียงเหล่านั้นเป็นเหมือนตัวแทนความทุกข์ของประชาชนในพื้นที่สงครามที่ต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

ขณะที่แฟรงค์กล่าวว่า การที่มีคนออกมารณรงค์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สถานการณ์ที่เกิดอยู่ตอนนี้ก็สูญเสียมากพอแล้ว หากยังสู้กันต่อไป มีแต่จะทำให้เกิดรอยร้าวความสัมพันธ์มากขึ้น

ส่วนโจนาธานให้ความเห็นว่า คนที่ไปแสดงความคิดเห็นในแง่ลบเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะตอนนี้สังคมถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย หากยังคงสร้างความแตกแยกกันต่อไป คงไม่มีใครกล้าจะแสดงความคิดเห็น พร้อมทิ้งท้ายว่าเรื่องนี้คงถกเถียงกันไปเรื่อยๆ จนกว่าสงครามจะจบ

ขณะที่โอ๊คเห็นต่างออกไปโดยมองว่า เป็นการเรียกร้องไม่ถูกฝ่าย เพราะไทยไม่ได้เริ่มก่อน การใช้กำลังเป็นไปเพื่อการป้องกันตัว หากจะรณรงค์ควรไปบอกฝ่ายกัมพูชา 

“การที่เราไปบอกให้ฝั่งไทยหยุด มันเหมือนบอกให้เรายอมทั้งที่เราเป็นฝ่ายโดนกระทำ จะให้คนป้องกันตัวหยุดก่อนมันไม่ได้หรอก จริงๆ ก็ไม่มีใครชอบสงครามหรอก แต่ในเมื่อเขาเริ่มเอง เราก็ต้องป้องกันตัวครับ”

โอ๊คกล่าวต่อ หากในโพสต์ที่โดนทัวร์ลง เขียนแค่ข้อความ #StopTheWar อาจจะรอดจากทัวร์ เพราะไทยไม่ได้ผิด พร้อมทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ตอนนี้เหมือนเรากำลังโดนต่อย โดยที่เราไม่ได้เริ่ม

“เหมือนเราโดนต่อย เราจะหยุดก่อนได้ยังไง ถ้าเราไม่ได้เริ่ม”

ส่วนกระแสที่อยากได้พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาทำงาน นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับกระแสนี้ การกลับมาของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่เป็นอยู่ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่เป็น ‘วิธีการแก้ปัญหา’ แม้พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นทหาร มีประสบการณ์ด้านการรบและการทหาร แต่ด้านบริหารประเทศยังไม่เหมาะสม 

นอกจากนี้ยังมองว่า อยากได้ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าการแต่งตั้ง โดยมีนโยบายที่ทำได้จริงเพื่อพาประเทศรอดพ้นจากวิกฤต

กิตติพศกล่าวว่า ทหารมีหน้าที่ปกป้องชาติไม่ใช่บริหารชาติ หากกลับมาจริง สถานการณ์คงไม่ต่างไปจากตอนนี้หรืออาจจะแย่กว่าเดิม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย และภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติ

“ผมเข้าใจว่าท่านเป็นทหาร แต่การปกครองประเทศในฐานะนายกฯ ควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทหารมีหน้าที่ปกป้องชาติ ไม่ใช่บริหารประเทศ”

ส่วนแฟรงค์กล่าวว่า คนที่จะมาบริหารประเทศควรมาจากการเลือกตั้งไม่ใช่การแต่งตั้ง พร้อมเสริมต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์มีข้อดีตรงที่เป็นทหาร อาจจะเหมาะกับการเอามาแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่คงไม่เหมาะกับการบริหารประเทศ

ขณะที่โอ๊คมองคล้ายกันว่า ตอนที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นจนอยากให้กลับมา ควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ลองทำงานบ้าง ไม่ใช่แค่เลือกแต่พรรคพวกกันเอง

“ผมว่าควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่มาลองจัดการปัญหาดูบ้าง อย่างน้อยก็ได้ลองอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เอาแต่สั่งลูกน้องแล้วตัวเองสบายครับ” โอ๊คกล่าว

จากการสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นว่า แม้สังคมจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างการเจรจาและการใช้กำลัง แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนการเจรจาในฐานะทางออกหลัก เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยลดความสูญเสียได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการป้องกันตัวในระดับที่ไม่ละเมิดพลเรือนยังเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

กระแส #StopTheWar ถูกมองว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และเป็นเสียงสะท้อนของความหวาดกลัวและความทุกข์ของประชาชนในพื้นที่ความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสียหายจากการสู้รบ แม้จะยังมีผู้เห็นต่างที่มองว่าไม่ควรเรียกร้องให้ไทยหยุดก่อนก็ตาม 

ส่วนการอยากได้พล.อ.ประยุทธ์กลับมาทำงาน นักศึกษาทุกคนที่ให้สัมภาษณ์ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าการกลับมาของพล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ เพราะปัญหาไม่ใช่ตัวบุคคลแต่อยู่ที่แนวทางและวิธีการแก้ปัญหา แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีประสบการณ์ด้านการทหารและการรบ แต่ยังคงไม่เหมาะสมกับการบริหารประเทศ

นักศึกษายังเห็นตรงกันว่า ประเทศควรมีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมและสามารถปฏิบัติได้จริง มากกว่าการแต่งตั้งหรือการนำผู้นำเก่ากลับมา และหากพล.อ.ประยุทธ์กลับมาจริง สถานการณ์คงไม่ต่างไปจากเดิมหรืออาจเลวร้ายขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง