Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

บทวิเคราะห์จาก Council on Foreign Relation (CFR) ชวนมองปรากฏการณ์ในปีที่แล้ว (2025) ที่มีการปราบปรามข้ามชาติ เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงการที่รัฐอำนาจนิยมทำการข่มขู่คุกคาม ทำร้าย ลักพาตัว หรือแม้กระทั่งสังหารคนที่พวกเขามองว่าเป็นภัยต่ออำนาจของพวกเขา เช่นกลุ่มผู้เห็นต่างที่ลี้ภัยในต่างประเทศ ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนน้อยลง

จากข้อสังเกตของ Council on Foreign Relation (CFR) ในปี 2025 มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การปราบปรามข้ามชาติ" (transnational repression) เกิดเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ซึ่งหมายถึงการที่รัฐอำนาจนิยม โดยเฉพาะรัฐที่มีอิทธิพลมากอย่าง จีน, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย ทำการข่มขู่คุกคาม, ทำร้าย หรือแม้กระทั่งสังหารคนที่ถูกมองว่าเป็นภัยกับพวกเขา บุคคลเหล่านี้มักจะเป็นฝ่ายต่อต้านที่พลัดถิ่นในประเทศอื่น รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งในเอเชีย, ยุโรป, อเมริกาเหนือ และสหราชอาณาจักร

CFR มองว่าส่วนหนึ่งที่เรื่องนี้เกิดมากขึ้น เป็นเพราะประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งให้ความสำคัญกับปมปัญหาการปราบปรามข้ามชาติน้อยลง เนื่องจากพวกเขาต้องการส่งเสริมทางการค้ากับประเทศอย่างจีน, อินเดีย, รัสเซีย และอื่นๆ เพราะในปี 2025 เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ บวกกับการที่สหรัฐฯ มีมาตรการด้านภาษีศุลกากรแม้แต่กับประเทศที่เป็นมิตรใกล้ชิดกับพวกเขา ก็ทำให้ประเทศเหล่านี้พยายามสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจของตัวเองด้วยลดการพึ่งพิงทางการค้ากับสหรัฐฯ แล้วหันไปเข้าหาประเทศมหาอำนาจสายอำนาจนิยมแทน

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2025 ก็มีส่วนในการทำให้ปัญหานี้เกิดมากขึ้น จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีใส่ใจน้อยลงต่อการต่อต้านการปราบปรามข้ามชาติ มีตัวอย่างเช่น เมื่อตอนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไปประชุมซัมมิทเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ก็ไม่ได้มีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกับผู้นำจีนสีจิ้นผิง นอกจากนี้ทรัมป์ยังมีท่าทีญาติดีกับเจ้าฟ้าชายของซาอุฯ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน โดยการต้อนรับเขาเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำชั้นสูง ถึงแม้ว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ จะเคยสรุปว่า บิน ซัลมาน เป็นผู้สั่งให้มีการฆาตกรรมนักข่าวพลัดถิ่น จามาล คาช็อกกี ในปี 2018 ที่สถานทูตซาอุฯ ในตุรกี

มีข้อสังเกตอีกว่า รัฐบาลทรัมป์ยังได้นำเสนอเอกสารแนวทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติที่เปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนว่าจะไม่เน้นเรื่องสิทธิและประชาธิปไตย รวมถึงเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 รัฐบาลทรัมป์ก็ได้สั่งยุบหน่วยงานข่าวกรองที่คอยตรวจสอบและป้องกันภัยจากการปราบปรามข้ามชาติภายในสหรัฐฯ ที่ชื่อ ศูนย์อิทธิพลมุ่งร้ายต่างชาติ

ผู้เชี่ยวชาญจากสหประชาชาติเปิดเผยว่า การปราบปรามข้ามชาติ เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นการปราบปรามกลุ่มนักกิจกรรม ผู้เห็นต่างรายอื่นๆ รวมถึงผู้ลี้ภัย โดยผู้กระทำการมักจะเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีนและรัฐบาลของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ประเทศไทยหลายเป็นศูนย์รวมของเรื่องนี้

รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์ในปี 2025 ระบุว่า ไทยกลายเป็น "แหล่งแลกเปลี่ยน" ผู้เห็นต่างจากรัฐบาลที่มาจากประเทศอื่นๆ เช่น ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม ซึ่งมีการขอให้ทางการไทยช่วยปราบปรามหรือส่งตัวคนเห็นต่างจากรัฐบาลประเทศเหล่านั้นกลับประเทศ โดยแลกเปลี่ยนกับการที่ประเทศเหล่านั้นเล่นงานคนไทยที่ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในประเทศของพวกเขา

ปัจจัยต่างๆ ทั้ง การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ปัญหาความกังวลด้านเศรษฐกิจ และ การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไม่ถูกตรวจสอบ ได้เปิดช่องว่างให้ประเทศอำนาจนิยมลงโทษผู้เห็นต่าง นักวิจารณ์ และผู้พลัดถิ่น ถ้าหากไม่มีการแก้ไขปัญหานี้ ก็อาจจะทำให้ในปี 2026 นี้ มีปัญหาการปราบปรามข้ามชาติเพิ่มมากขึ้นไปอีก

เมื่อไทยกลายเป็นประเทศรายใหญ่ที่เอื้อต่อการปราบปรามข้ามชาติ

มีการตั้งข้อสังเกตจากฮิวแมนไรท์วอทช์ว่า นับตั้งแต่ที่ไทยมีการรัฐประหารเมื่อปี 2014 (พ.ศ. 2557) เป็นต้นมา กลุ่มผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยในไทยก็อยู่ยากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงตอนที่อยู่ในสมัยรัฐบาลกึ่งพลเรือนกึ่งทหารตั้งแต่ปี 2018 (พ.ศ. 2561) ด้วย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ลี้ภัยเหล่านี้เผชิญกับ "การสอดแนม ความรุนแรง การลักพาตัว การอุ้มหาย และการบังคับส่งตัวกลับประเทศ" โดยที่ทั้งหมดนี้มีรัฐบาลไทยเป็นผู้เอื้ออำนวยให้กระทำได้สำเร็จ

มีกรณีที่ผู้คนจากประเทศอื่นๆ หายสาปสูญ ถูกสังหาร หรือถูกลักพาตัวในไทย เช่นกรณีนักกิจกรรมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจากลาว นอกจากนี้ยังมีกรณีที่คนข้ามเพศชาวมาเลเซียที่เป็นนักขับเคลื่อนด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศถูกส่งตัวกลับประเทศมาเลเซีย

ในทางกลับกัน ผู้ลี้ภัยการเมืองจากไทยก็เผชิญการปราบปรามข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกรณีที่ลาว เคยมีการพบนักกิจกรรมชาวไทยที่เสียชีวิตในแม่น้ำโขง พวกเขาถูกจับใส่กุญแจมือ ถูกผ่าท้องแล้วก็เอาคอนกรีตเทเข้าไปในร่างกาย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกลอบฆ่าในลาว นอกจากนี้ทางฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเคยสืบสวนสอบสวนพบว่ามีนักกิจกรรมทีวิพากษ์วิจารณ์ระบอบกษัตริย์ของไทยถูกอุ้มหายหรือไม่ก็ถูกควบคุมตัวในเวียดนาม จากนั้นก็มีการส่งกลับไทยอย่างลับๆ อีกทั้งยังมีกรณีนักกิจกรรมสูญหายเกิดขึ้นในที่อื่นๆ อย่างกัมพูชาและลาวด้วย ซึ่งน่าสังเกตว่าคดีเหล่านี้ยังไม่สามารถไขได้

นอกจากนี้ในปี 2025 ก็มีเหตุการณ์ที่นักวิจัยเกษียณอายุจากออสเตรเลียชื่อ เมอร์เรย์ ฮันเตอร์ ถูกจับกุมที่กรุงเทพ เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไรของไทยเลยแม้แต่น้อย แต่นักเขียนหม่อง พาลาติโน ตั้งข้อสังเกตว่าเขาถูกจับเพราะถูกฟ้องร้องหมื่นประมาทจากคณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดีย (MCMC) ของมาเลเซีย โดยที่ก่อนหน้านี้ฮันเตอร์เคยอาศัยอยู่ในมาเลเซียมาเป็นเวลาหลายปีก่อนจะย้ายไปที่ไทยแล้วก็ยังคงเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองมาเลเซียกับประเด็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในบล็อกของเขาและอีกหลายเว็บไซต์ การที่เขาเขียนวิจารณ์รัฐบาลมาเลเซียทำให้รัฐบาลมาเลเซียไม่พอใจ แล้วก็มีการฟ้องร้องเขาเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2025

มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า ก่อนหน้าที่จะมีรัฐประหารปี 2014 ประเทศไทยเคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป และในอดีตเคยอนุญาตให้ผู้พลัดถิ่นจากประเทศอื่นอาศัยอยู่ในไทยได้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยก็ตาม แต่ในปัจจุบันแม้กระทั่งผู้ที่มีสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติก็ยังถูกเล่นงานจากทางการไทย เช่น กลุ่มชาวอุยกูร์ที่ตกเป็นเป้าหมายของทางการจีนก็ถูกส่งตัวกลับประเทศจีน

อีกทั้งในสมัยที่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2018 เขาก็เคยลงนามในข้อตกลงร่วมกันกับ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในตอนนั้น ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งผู้ที่หลบหนีออกจากประเทศกลับประเทศของพวกเขาซึ่งรวมถึงผู้เห็นต่างจากรัฐบาลด้วย

จีนคือประเทศที่ทำการปราบปรามข้ามชาติรายใหญ่ที่สุด

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) เคยเผยแพร่รายงานเมื่อเดือน ตุลาคม ที่ผ่านมา ระบุว่าสาเหตุใหญ่ที่มีการปราบปรามข้ามชาติเกิดเพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นเพราะประเทศจีนได้ทำการปราบปรามข้ามชาติเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ

ในรายงานของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ระบุว่า ในช่วงไม่นานนี้การปราบปรามข้ามชาติจากจีนดูเหมือนจะเกิดขึ้นไปทั่ว โดยปรากฏอยู่ในอย่างน้อย 23 ประเทศ ทำให้จีนกลายเป็นผู้ใช้วิธีการปราบปรามข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก แม้กระทั่งสหรัฐฯ ก็เผชิญกับผลกระทบของการปราบปรามข้ามชาติจากจีน ไม่ว่าจะเป็นผู้เห็นต่างรัฐบาลที่พลัดถิ่นในสหรัฐฯ นักวิจารณ์ประเทศจีน หรือ นักศึกษาจีนในสหรัฐฯ

คณะกรรมาธิการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่แห่งรัฐสภาสหรัฐฯ (CECC) ระบุในรายงานประจำปี 2025 ออกมาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา ระบุว่าจีนได้ใช้วิธีการต่างๆ ในการปราบปรามชาวจีนที่อาศัยในสหรัฐฯ และในประเทศอื่นๆ ด้วยวิธีการปฏิบัติการลับของตำรวจในต่างประเทศ การคุกคามผู้เห็นต่างด้วยวิธีการตั้งค่าหัว และปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่เล็งเป้าหมายโจมตีนักวิจารณ์กับนักข่าว โดยมักจะมีการกดดันครอบครัวของเหยื่อที่ยังอาศัยอยู่ในจีน

ประเทศที่พัฒนาแล้วหย่อนยานมาตรฐานการป้องกัน

ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ว่าจะสหรัฐฯ ประเทศในยุโรป หรือที่อื่นๆ ต่างก็ใช้ทรัพยากรน้อยลงในการแก้ไขปัญหาเรื่องการปราบปรามข้ามชาติ ถึงแม้ว่าจะมีส.ส.บางส่วนที่เสนอกฎหมายป้องกันปัญหานี้ในสภาเพราะต้องการแก้ไขปัญหาที่ประเทศเผด็จการใช้อำนาจขยายอิทธิพลการสอดแนมไปถึงประเทศของพวกเขา แต่ในสหรัฐฯ ก็มีการปัดตกร่างบัญญัติต่อต้านการปราบปรามข้ามชาติปี 2025 ขณะที่แคนาดาเริ่มมีการพยายามต่อต้านการปราบปรามข้ามชาติจากจีนบ้างแล้ว

สาเหตุที่ประเทศเหล่านี้ลดระดับการป้องกันปัญหาการปราบปรามข้ามชาติลงก็เพราะว่าพวกเขาลดความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนลงแล้วหันไปเน้นในประเด็นอื่นๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะการพยายามผูกมิตรกับรัฐบาลอำนาจนิยมที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย

มีตัวอย่างคือกรณีที่ นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ได้พบปะนอกรอบกับนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี ที่การประชุม G-7 ซัมมิทในแคนาดา มีการตกลงกันว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในสมัยประธานาธิบดี จัสติน ทรูโด แคดานาเคยบาดหมางกับอินเดียโดยการประณามอินเดียว่าได้วางแผนให้มีการฆาตกรรม ฮาร์ดีป สิงห์ นิจจาร์ นักเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ที่ได้สัญชาติแคนาดา มีเหตุฆาตกรรมเขาเกิดขึ้นที่แวนคูเวอร์เมื่อปี 2023 ซึ่งในตอนนั้นอินเดียปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากนั้นแคนาดากับอินเดียที่ทำการโต้ตอบทางการทูตกันไปมา

มีข้อสังเกตอีกว่าผู้นำโลกรายอื่นๆ ก็ใช้วิธีเดียวกับคาร์นีย์ในการผูกมิตรกับจีน อินเดีย รัสเซีย และประเทศเผด็จการอื่นๆ เช่น เยอรมนีกับเวียดนามได้ขยายความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์และทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเยอรมนีจะเคยกล่าวหาเวียดนามว่าได้ทำการลักพาตัวนักธุรกิจชาวเวียดนามจากกรุงเบอร์ลินเมื่อปี 2017

อีกกรณีหนึ่งคือ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูเอล มาครง เพิ่งจะเดินทางไปเยือนจีนในปี 2025 และได้พบปะอย่างใกล้ชิดกับสีจิ้นผิง ถึงแม้ว่าทางการจีนจะเพิ่มระดับการคุกคามนักวิจารณ์รัฐบาลจีนที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสก็ตาม อีกทั้งทางการจีนถึงขั้นเคยพยายามใช้กฎหมายฝรั่งเศสในการปิดปากชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสด้วย

เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับปีนี้และในอนาคต เพราะมันเป็นการส่งสารให้ประเทศอำนาจนิยมอย่างจีน รัสเซีย อินเดีย เล็งเห็นว่ามีการป้องกันที่น้อยลงต่อการใช้อำนาจแบบข้ามพรมแดนของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นพรมแดนของประเทศพัฒนาแล้วหรือที่อื่นๆ ในโลก และประเทศอำนาจนิยมเหล่านี้ก็อาจจะเริ่มรู้สึกพึงใจมากยิ่งขึ้นในการที่จะใช้วิธีการแบบข่มขู่คุกคามและก่ออาชญากรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศของตัวเอง


เรียบเรียงจาก
Transnational Repression Grew in 2025—and It Will Only Get Worse, CFR, 19-12-2025
Thailand Has Become Southeast Asia’s Hub of Transnational Repression, CFR, 09-10-2025

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง