กรณีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีปฏิบัติการจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะควบคุมการผลิตน้ำมันของประเทศเวเนซุเอลา แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่าการเข้าครอบงำเวเนซุเอลาเพื่อการผลิตน้ำมันนี้ อาจจะยิ่งกลายเป็นการที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญอุปสรรค เพราะเวเนซุเอลามีปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเมืองจำนวนมาก
ภาพจาก: Repsol (CC BY-NC-SA 2.0)
แบรด ดับเบิลยู เซตเซอร์ นักวิจัยอาวุโสของทุนวิตนีย์ เชพเพิร์ดสัน ของ Council on Foreign Relation (CFR) วิเคราะห์เรื่องที่สหรัฐฯ ได้ทำการจับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร ซึ่งมีการแสดงให้เห็นว่าต้องการฟื้นฟูและควบคุมการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา แต่สภาพความเป็นจริงอาจจะไม่ได้ง่ายแบบนั้น
เซตเซอร์ ระบุว่า การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลานั้นเผชิญอุปสรรคมาเป็นเวลายาวนานแล้วจากทั้งปัจจัยเรื่องที่เวเนซุเอลาจัดการผิดพลาดเองในเรื่องบ่อน้ำมัน และจากปัจจัยเรื่องการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ
หลังจากที่มีการจับกุมตัวมาดูโร ทางการสหรัฐฯ ก็ประกาศว่าจะมีการฟื้นฟูและคอยดูแลจัดการเรื่องการขายน้ำมันของเวเนซุเอลา "อย่างไม่มีกำหนด" อีกทั้งยังบอกว่าบริษัทน้ำมันจากสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับเข้าไปในเวเนซุเอลา ในขณะที่รัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาก็บอกว่าพวกเขาจะส่งน้ำมัน 30 และ 50 ล้านบาร์เรลที่ถูกคว่ำบาตรให้กับสหรัฐฯ
แต่ เซตเซอร์ ก็วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ จะเผชิญปัญหาในการฟื้นฟูการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา รวมถึงการหารายได้จากจุดนี้ ซึ่งจะต้องใช้เวลาหลายปีและใช้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้สหรัฐฯ กับเวเนซุเอลายังต้องทำข้อตกลงกันใหม่ และต้องมีการซื้อสำรองจากบริษัทน้ำมันระดับท็อปของโลก
เซตเซอร์ มองว่าแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลาในตอนนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการผลิตน้ำมันมากนัก ในปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้ราว 800,000 บาร์เรลต่อวัน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพวกเขาก็ผลิตได้ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับเป็น 1% ของการผลิตจากทั่วโลก
จริงอยู่ที่เวเนซุเอลามีแหล่งวัตถุดิบน้ำมันจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้มีการผลิตในเชิงพาณิชย์ไปเสียทั้งหมด เทียบกับกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับแล้วประเทศเหล่านั้นมีกำลังการผลิตมากกว่าและใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
ก่อนหน้านี้เวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้จำนวนมาก ย้อนไปเมื่อ 10-20 ปีที่แล้วเวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้ 3-2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าหากเวเนซุเอลาได้รับการลงทุนมากพอในเรื่องนี้ก็อาจจะทำให้กำลังการผลิตของพวกเขากลับคืนมาได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่าซาอุดีอาระเบียหรือรัสเซีย แต่ก็น่าจะเทียบได้กับกำลังการผลิตของแคนาดาและอิรัก
ต้องลงทุนมหาศาลและใช้เวลาหลายปี
แต่ก็มีปัญหาที่ว่าการจะเพิ่มกำลังการผลิตไปสู่ระดับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เซตเซอร์ระบุว่าในตอนนี้มีบ่อน้ำมันและท่อก๊าซที่สามารถปรับให้กลับมาเป็นแหล่งสำหรับผลิตน้ำมันได้ โดยต้องมีการลงทุนประมาณ 1-2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็จะสามารถผลักให้เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพิ่มเป็น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันโดยประมาณ การจะเพิ่มการผลิตให้ได้มากกว่านี้ต้องอาศัยเงินลงทุนมากถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และต้องใช้เวลา 10 ปี จากการประเมินของนักวิเคราะห์การเงินบางส่วน
ในเวเนซุเอลามีบริษัทน้ำมันแห่งชาติชื่อ PDVSA อยู่แล้ว ซึ่งเซตเซอร์เสนอว่าควรจะมีการให้บริษัทนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาด้วย เพื่อให้เกิดโครงสร้างการลงทุนที่เป็นประโยชน์กับทั้งเวเนซุเอลาและกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ เช่น ให้ PDVSA เป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
ทางด้านสหรัฐฯ มีบริษัท เชฟรอน ที่ดำเนินการในเวเนซุเอลามาเป็นเวลานานแล้วและไม่เคยถอนตัวออกจากเวเนซุเอล ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ ของสหรัฐฯ ถอนตัวไปเมื่อปี 2007 หลังจากที่ประธานาธิบดรเวเนซุเอลาในตอนนั้นคือ ฮูโก ชาเวซ เปลี่ยนแปลงเนื้อหาข้อตกลงความเป็นเจ้าของการผลิตน้ำมันกับบริษัทสัญชาติอเมริกัน อย่างไรก็ตามเชฟรอนก็ต้องพยายามดำเนินการแบบร่วมทุนที่มีการพยายามหาช่องทางเลี่ยงการคว่ำบาตร โดยในปัจจุบันบริษัทร่วมทุนของพวกเขามีกำลังการผลิต 200,000 บาร์เรลต่อวัน การจะเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาอาจจะต้องให้บริษัทที่เคยถอนตัวกลับเข้าไปดำเนินการอีกครั้งด้วย
เซตเซอร์ เตือนว่าสหรัฐฯ ยังต้องมีอีกสองเรื่องที่ต้องระวัง หนึ่งคือ เวเนซุเอลามำน้ำมันดิบอยู่มากก็จริง แต่ก็เป็นน้ำมันดิบที่หนักมากต้องผสมกับน้ำมันดิบเกรดเบากว่าเพื่อให้ส่งผ่านท่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังเป็นน้ำมันดิบที่มีซัลเฟอร์สูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้น้ำมันดิบเวเนซุเอลาแปรรูปเป็นน้ำมันได้ยากมาก แต่สหรัฐฯ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้เพราะสหรัฐฯ มีโรงกลั่นแบบชายฝั่งตอนใต้ของประเทศที่สร้างเอาไว้รองรับการกลั่นน้ำมันดิบจำพวกนี้ที่มาจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโก
สิ่งที่ต้องระวังอย่างที่สองคือ การจะลงทุนน้ำมันเวเนซุเอลานั้นจะต้องเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะมีลักษณะการผลิตแบบเน้นให้ผลในระยะยาวซึ่งแตกต่างจากน้ำมันหินดินดานที่สร้างรายได้สูงกว่าในช่วงแรกของการลงทุน การลงทุนระยะยาวกับเวเนซุเอลานั้นจะต้องสร้างความมั่นคงใจให้กับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในเรื่องอนาคตการเมืองของเวเนซุเอลาด้วย การที่บริษัทเหล่านี้จะสร้างรายได้จากน้ำมันของเวเนซุเอลาจะเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์กับรอดริดจ์พ้นสมัยผู้นำไปแล้ว
เซตเซอร์ เสนออีกว่า ประเทศเวเนซุเอลาควรจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนน้ำมันในประเทศของพวกเขาอย่างรวดเร็วหลังจากที่สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดกั้นการส่งออกแล้ว แต่การผลิตน้ำมันจากแหล่งน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึงจนอาจจะไม่ได้สร้างรายได้มากเท่าที่คาดการณ์ไว้ และเวเนซุเอลาก็อาจจะยังไม่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกน้ำมันในช่วงแรกๆ
อีกจุดหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการที่บริษัทดูแลเรื่องน้ำมันดิบในเวเนซุเอลานั้นถูกโอนให้เป็นสินทรัพย์ของรัฐ เรื่องนี้เซตเซอร์มองว่าอาจจะเป็นอุปสรรคใหญ่ๆ สำหรับสหรัฐฯ ในการที่จะฟื้นฟูการผลิตน้ำมัน เมื่อปี 2007 มีบริษัทของสหรัฐฯ 2 แห่งคือ Exxon กับ Conoco ที่ถูกโอนไปเป็นของรัฐเวเนซุเอลา ซึ่งถ้าหากทรัมป์ต้องการจะทำให้สินทรัพยของบริษัทเหล่านี้กลับคืนมาเป็นของบริษัท ก็จะยิ่งสร้างข้อถกเถียงมากขึ้น อาจจะมีการเจรจาตกลงกันกับเวเนซุเอลาได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำข้อตกลงแบบซับซ้อนกับรัฐบาลใหม่ภายใต้แรงกดดัน
ปัญหาสุดท้ายที่ต้องนึกถึงคือเรื่องหนี้สินตกค้างของของเวเนซุเอลาที่ในตอนนี้มีอยู่จำนวนมากและดูเหมือนว่าจะไม่สามารถขายน้ำมันได้มากพอที่จะจ่ายหนี้ให้กับจีนที่มีอยู่ประมาณ 1-2 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้เวเนซุเอลายังหนี้พันธบัตรรวมกับดอกเบี้ยประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ที่ดูเหมือนจะไม่มีการจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรแต่อย่างใด อีกทั้งเวเนซุเอลายังมีหนี้ต่างประเทศทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 1.7 แสนล้านดอลลาร์
เซตเซอร์เสนอให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เข้าไปแทรกแซงในเรื่องนี้แล้วทำการพิจารณาหนี้ของเวเนซุเอลา จากนั้นก็เริ่มการเจรจาเพื่อให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือเวเนซุเอลาจะอยู่ในภาวะเงินไม่พอใช้ไปสักระยะหนึ่ง เพราะเศรษฐกิจของพวกเขาขึ้นอยู่กับน้ำมันดิบในประเทศที่ต้องการการบำรุงรักษาอย่างมาก
เรียบเรียงจาก
Increasing Venezuela’s Oil Output Will Take Several Years—and Billions of Dollars, CFR, 08-01-2026
