เนื้อเรื่องภาพยนตร์โดยสังเขป
Fast&Feel Love เร็วโหด…เหมือนโกรธเธอ เป็นภาพยนตร์ไทยสังกัดค่าย GDH ฝีมือการกำกับของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ออกฉายครั้งแรกในปี 2565 ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงชีวิตของ เกา แชมป์ Sport Stacking หรือกีฬาเรียงแก้วในวัย 30 ผู้เป็นเจ้าของสถิติความเร็ว 4.7 วินาทีอันเป็นสถิติที่ไวที่สุดในโลก เกาคือเป้าหมายของนักเล่นสแต็คทั่วโลกที่ต้องการท้าดวลเพื่อล้มแชมป์ แม้ในโลก Sport Stacking เกาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่เพียงใดแต่เบื้องหลังในชีวิตประจำวันเขากลับไม่สามารถแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเขามี เจ แฟนสาวของเขาจะคอยจัดการงานบ้านและธุระจิปาถะให้เสมอ แต่แล้ววันหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ในปีนั้นเองการแข่งขัน Sport Stacking ครั้งสำคัญระดับโลกได้มีเปลี่ยนกติกา นอกเหนือจากเกาแล้วยังมีศัตรูตัวฉกาจอย่าง เอ็ดเวิร์ด นักเล่นลึกลับจากโคลอมเบียที่สามารถทำสถิติความเร็วใหม่ได้วันต่อวัน สถานการ์ในภาพยนตร์ทำให้เกา แชมป์โลกในวัย 30 ต้องรักษาแชมป์ไว้ด้วยการเล่นสแต๊คให้เร็วกว่า 4.7 วินาทีให้จงได้ โดยจุดหมายปลายทางคือเงินรางวัลก้อนโตจากสปอนเซอร์และสัญญาทัวร์อเมริกา 3 ปี
โตขึ้นอยากเป็นอะไร : คำถามที่ระบบการศึกษาไทยไม่ใจกว้างพอให้ความฝันเด็กทุกคน
ฉากแรกของภาพยนตร์คือฉากที่ครูสมร ผู้สอนวิชาแนะแนวเรียกบรรดาเด็กนักเรียนที่เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 3.00 เข้าพูดคุยถึงอนาคตว่าแต่ละคนอยากประกอบอาชีพอะไร แม้ร้อยละ 90 ของเด็กที่ถูกเรียกพบจะมีความฝันที่อยากเป็นและมีอาชีพในอนาคตไว้ในใจอยู่แล้ว แต่ครูสมรกลับเอาแต่ตอบกลับนักเรียนเหล่านั้นว่าอาชีพที่พวกเขาใฝ่ฝันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกความเป็นจริง (ทว่าผู้กำกับได้เปิดเผยเบื้องหลังภาพยนตร์ว่าบรรดาอาชีพที่นักเรียนเข้าคิวคุยกับครูสมรนั้นต่างมีอยู่ในชีวิตจริงทั้งหมด ทั้งนักแกะสลักหิมะในประเทศไทย คนเลี้ยงมด ยูทูปเบอร์สาวท่องเที่ยวรอบโลก แรพเปอร์หญิง (แสดงโดย มิลลิ-ดนุภา คณาธีรกุล) ดีเจ-นักร้องที่นำรูปติดบัตรหน้าตนเองมาสกรีนเสื้อยืดขาย(แสดงโดย ดีเจอ๋องแอ๋ง สะบัดแผ่น) ฯลฯ) และแน่นอนเมื่อถึงคิวของ เกา ผู้มีไฟฝันอย่างแรงกล้าในการเป็นแชมป์กีฬา Sport Stacking เขาเล่าถึงความฝันของตนให้ครูสมรฟังคำตอบที่ได้รับจากครูแนะแนวคือ
“เลิกเล่นเถอะ เธออยากไปจบชีวิตที่โรงงานประกอบของบนสายพานเหรอ ในมหาลัยไม่มีคณะให้เธอเรียงแก้วหรอกนะ เท่าที่ฟังมาเนี่ยเธอดูไร้อนาคตที่สุดแล้ว”
การปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยของครูสมรมิได้สะท้อนเพียง ทัศนคติอันคับแคบ ของครูแนะแนวหัวโบราณเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่มิได้เสรีภาพและพื้นที่ให้นักเรียนได้เดินตามความฝันที่ตนเองอยากจะเป็นจริงๆ จากเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ครูสมรพยายามโน้มน้าวให้นักเรียนที่มีปัญหากลุ่มนี้เลือกอาชีพที่เป็นไปตามค่านิยมของสังคมไทย เช่น หมอ บัญชี ฯลฯ
และนอกเหนือจากปัญหาวิสัยทัศน์ในระบอบการศึกษาไทยแล้ว ผู้เขียนคิดว่าเราควรตั้งคำถามว่าในโลกสมัยใหม่โรงเรียนมีหน้าที่อะไร -แน่นอนว่าคำตอบอย่างแรกคือให้ความรู้แต่สำหรับโรงเรียนรัฐไทยนอกเหนือจากการขัดเกลาทางสติปัญญา สิ่งที่มาควบคู่กันในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับคือกระบวนการหล่อหลอม เด็ก ให้เป็น พลเมือง แบบที่รัฐชาติต้องการ ในบริบทภาพยนตร์เรื่องนี้นอกเหนือจากการสะท้อนค่านิยมในสังคมไทยแล้ว ฉากที่ครูสมรวิจารณ์อาชีพในฝันของเหล่านักเรียนยังสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนในระบอบการศึกษาไทยคือสถานที่หล่อหลอมให้ ‘เด็ก’ กลายเป็น ‘แรงงาน’ เพื่อป้อนเข้าสู่สายพานการทำงานในโลกทุนนิยมที่รีดเอาศักยภาพของแรงงานไปสร้างเม็ดเงินและรายได้ให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆ ของสังคม
ซึ่งหลังจากถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยจากครูสมรทำให้เกาได้พบกับเจ เด็กสาวผู้ไม่มีความฝันอะไรเป็นพิเศษ ทั้งสองได้พูดคุยกันถึงประเด็นการมี ความสามารถพิเศษ ในระบบการศึกษา เกามองว่าแม้ตนจะมีความฝันแต่ตนกลับเป็นตัวประหลาดในสังคมโรงเรียนที่อยู่(เพราะไม่ได้อยู่ถูกที่) ส่วนเจก็ไม่สามารถตอบครูสมรได้ว่าตนมีความสามารถพิเศษอะไรเพราะรู้สึกว่าตนเองยังหามันไม่เจอ จากฉากดังกล่าวผู้เขียนมองว่าบทสนทนาระหว่างเกากับเจไม่ได้เป็นเพียงคำปลอบใจของเด็ก 2 คนที่เข้ากับสังคมรอบข้างไม่ได้แต่เป็นการให้คุณค่านักเรียนในฐานะมนุษยนิยมที่ครูในระบบการศึกษาไทยไม่อาจให้นักเรียนได้
บริบทสังคมไทยและอิทธิพลสื่อในช่วงทศวรรษ 2540-2550 : ต้นกำเนิดแนวคิดต้องเป็นที่ 1 ให้ได้
หากเกาผู้เป็นตัวเอกของมีอายุ 30 ปี แปลว่าเกาเป็นประชากร Gen-Y (กลุ่มคนที่เกิดระหว่างช่วงพ.ศ.2523-2540) และถ้าพิจารณาช่วงเวลาและปรากฏการณ์ทางสังคมให้ดีจะพบว่าคน Gen-Y เป็นประชากรที่เติบโตมาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปีพ.ศ.2540 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อคนไทยชนชั้นกลางเป็นอย่างมาก สิ่งที่ภาครัฐและสื่อบันเทิงพยายามทำหลังวิกฤตต้มยำกุ้งคือการนำแนวคิดชาตินิยมกลับมาใช้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ เพราะเห็นว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมภายใต้อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์
ตัวอย่างนโยบายชาตินิยมที่ภาครัฐทำ เช่น การออกคำขวัญ “ไทยช่วยไทย กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ร่วมใจประหยัด” หรือในยุครัฐบาลทักษิณช่วงพ.ศ.2544 รัฐบาลได้จัดตั้งโครงการ O-TOP หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นในประเทศ
ในฟากฝั่งวงการภาพยนตร์ไทย ประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์ภาพยนตร์เคยให้ข้อมูลว่าช่วงปี 2530 คนดูหนังภายในประเทศไทยถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือคนดูหนังฝรั่งที่อยู่ในกรุงเทพฯ กับคนดูหนังไทยที่อยู่ในต่างจังหวัดทำให้โรงหนังช่วงปี 2530 ในกรุงเทพฯ ไม่ฉายหนังไทยเลย
แต่ในช่วงทศวรรษที่ 2540-2550 ได้เกิดปรากฏการณ์ Thai New Wave ขึ้นทำให้ภาพยนตร์ไทยเป็นที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ ผู้กำกับโฆษณาและนักทำหนังนอกกระแสหลายคนแจ้งเกิดในทศวรรษนี้ พร้อมกันนั้นช่วงทศวรรษนี้เองยังเป็นช่วงที่ภาพยนตร์ย้อนยุคแนวประวัติศาสตร์ชาตินิยมกลับมาได้รับความนิยมจากประชาชนภายในประเทศอีกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น บางระจัน (ธนิตย์ จิตนุกูล, 2543) และ สุริโยไท (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, 2544)
นอกเหนือนโยบายรัฐและสื่อภาพยนตร์แล้ว ช่วงปลายทศวรรษนี้เองพื้นที่สื่อหน้าจอโทรทัศน์พยายามเชิดชูคนไทยที่ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติผ่านการโฆษณา ตัวอย่างเช่น โฆษณาแสงโสมที่หยิบยกคือ บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่ชนะการแข่งขันคอนดักเตอร์ในระดับสากลมาเป็นตัวอย่างคนไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก โดยมีสโลแกนประกอบว่า “คนไทยถ้าตั้งใจทำอะไรก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก”
และในช่วงพ.ศ. 2549 บัณฑิตได้ออกหนังสือที่มีชื่อว่า ต้องเป็นที่ 1 ให้ได้ (มติชน, 2549) โดยเนื้อหาในหนังสือส่วนใหญ่บอกเล่าเส้นทางการไล่ตามความฝันอันยิ่งใหญ่ของตนเอง พร้อมพยายามนำเสนอแนวคิดว่า คนไทยชนชั้นกลางธรรมดาๆ ก็สามารถพิชิตความฝันอันยิ่งใหญ่ได้ หากเรามีความมุ่งมั่นทุ่มเททำในสิ่งที่ตนรัก ซึ่งในเวลาต่อมาหนังสือเล่มดังกล่าวกลายเป็นหนังสือขายดีจนส่งผลให้ปัจจุบันบัณฑิตผันตัวมาประกอบอาชีพไลฟ์โค้ชอย่างสมบูรณ์
ไม่ใช่เพียงสื่อกระแสหลักเท่านั้นที่พยายามตอกย้ำประเด็นการประสบความสำเร็จของปัจเจก ในช่วงปี 2542 เป็นปีที่ a day นิตยสารไลฟ์สไตล์วัยรุ่นถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งจุดกำเนิด a day มาจาก วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และเพื่อนอีก 2 คนเป็นผู้ก่อตั้ง วงศ์ทนงมักเล่าถึงประวัติจุดกำเนิดของนิตยสาร a day ว่ามาจากตนที่มีความฝันที่อยากทำนิตยสารที่ให้แรงบันดาลใจแก่คนอ่านแต่ไม่มีเงินทุน จึงไปออกสื่อประชาสัมพันธ์ตามรายการวิทยุเพื่อชักชวนผู้ที่สนใจมาร่วมลงขันระดมทุน โดยจ่ายหุ้นละ 1,000 บาท ซึ่งท้ายที่สุดวงศ์ทนงและพวกพ้องก็ได้รับเงินจากการระดมทุนจนสำเร็จและสามารถก่อตั้งนิตยสาร a day ได้
จุดกำเนิดของ a day นี้เองทำให้ช่วงทศวรรษ 2550-2560 วงศ์ทนงมีชื่อเสียงในสังคมในฐานะคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จ และนอกเหนือจากพื้นที่สิ่งพิมพ์แล้ววงศ์ทนงยังเคยได้รับเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากระทิงแดงซึ่งมาพร้อมกับสโลแกนว่า “เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชน” https://www.youtube.com/watch?v=u9pdnc23CeU
จากสภาพการณ์บริบทสื่อและสังคมไทยในช่วงพ.ศ. 2540-2560 จะพบว่าประชากร Gen-Y ในประเทศไทยรับรู้ภาพสื่อที่มุ่งเน้นสร้างประชากรให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเชิงปัจเจก ซึ่งบริบท ‘คนประสบความสำเร็จ’ ในสังคมไทยมักผูกโยงกับความสำเร็จด้านอาชีพหน้าที่การงาน โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จเป็นรางวัลจากการแข่งขันหรือการเป็นที่นิยมของคนในสังคม
ทำไมเราต้องเป็นที่ 1?
หากมองตามเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ ผู้เขียนมองว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกาพยายามเป็นผู้ชนะเพราะต้องการพิสูจน์ตนเองเพื่อให้คนอื่นยอมรับและมองเห็นว่าทางที่ตนเลือกไม่ใช่สิ่งที่ผิด(แม้ไม่ได้เป็นไปตามค่านิยมของสังคมก็ตาม) แต่ถ้าเรามองด้วยแนวคิดทุนนิยม เหตุเพราะว่าตลาดแรงงานมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา เกาก็เป็นเพียงหนึ่งใน ตัวเลือก ของตลาดแรงงาน การพยายามเป็นที่ 1 ให้ได้มิได้มีความหมายต่อตนเองในแง่ความภาคภูมิใจเชิงปัจเจกเท่านั้น แต่คือเป็นการพยายามเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ของระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขันกันตลอดเวลา ซึ่งบทบาทของเกานั้นนอกจากจะเป็นนักกีฬา Sport Stacking ในโลกของชนชั้นแรงงานเขายังมีหน้าที่เป็นครูสอน Sport Stacking ให้แก่เด็กๆ และนายจ้างของแม่บ้าน และเป็นลูกชายของแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวอีกด้วย
เริ่มต้นที่ตัวเองอาจจะไม่ใช่คำตอบ มันต้องเริ่มที่โครงสร้าง
ชื่อหัวข้อนี้คือคำพูดของ ไผ่หลิว เด็กหญิงปริศนาที่ปรากฏตัวครั้งแรกในชั้นเรียน Sport Stacking ที่เกาสอน เธอเปิดตัวพร้อมท่าทีเยาะเย้ยถากถางความอาวุโสของเกา ก่อนประกาศตนต่อหน้านักเรียนและผู้ปกครองทุกคนว่าเธอพร้อมจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อโค่นล้มเกาให้ได้ แม้ในตอนท้ายเรื่องเธอจะยอมมาช่วยเป็นโค้ชให้เกาตามคำขอร้อง แต่เราไม่อาจทราบแน่ชัดว่าไผ่หลิวเป็นใคร อายุเท่าใด ผู้เขียนเดาในเชิงกายภาพว่าไผ่หลิวน่าจะเป็นประชากร Gen-Alpha (เกิดพ.ศ.2553-ปัจจุบัน) ซึ่งน่าจะมีอายุไม่เกิน 13 ปี โดยลักษณะเด่นของประชากรกลุ่มนี้คือเป็นกลุ่มประชากรที่เกิดมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์ได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะเหตุนี้ทำให้ไผ่หลิวสามารถชี้ให้เห็นได้ว่าวาทกรรมความสำเร็จเชิงปัจเจกที่เกายึดถือนั้นมีจุดอ่อนอย่างไร
“สิ่งที่หนูกำลังจะสอนพี่น่ะคือต่อให้จะมีแค่มือเราคนเดียวที่จับแก้ว แต่กีฬานี้เราเล่นกันเป็นทีมได้นะ ถ้าพี่เห็นคนอื่นคนอื่นก็จะเห็นพี่ บางทีเริ่มที่ตัวเองอาจจะไม่ใช่คำตอบมันต้องเริ่มที่โครงสร้าง”
คำพูดเตือนสติของไผ่หลิวนี้ชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้วชัยชนะของเกาไม่ได้มาจากเขาแต่เพียงผู้เดียว แต่ชัยชนะเกาเป็นผลผลิตทางสังคมที่ถูกประกอบสร้างจากผู้คนที่รายล้อมตัวเขาอยู่ทั้งสิ้น ทั้งแม่บ้านที่คอยจัดการงานบ้านจิปาถะให้ ผู้จัดการโรงเรียนที่ให้เงินเดือนเขาใช้ แม่ที่ประกอบอาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวที่คอยทำบุญให้เขาอย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่แบบที่เกายึดถือจะให้เสรีภาพในการเป็นปัจเจกชนเพียงใด แต่สิ่งที่เกาเผลอมองข้ามไปคือหน้าที่ของรัฐ(ยกเว้นคนจากสถาบันการศึกษา)กับบรรดาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อพลเมืองอย่างเกาโดยตรง ซึ่งแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่นี้กลับผลักไสปัญหาของพลเมืองให้เป็นปัญหาเชิงปัจเจกเท่านั้น
สรุป
จากกรณีตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง Fast&Feel Love เร็วโหด…เหมือนโกรธเธอ ที่ยกมาศึกษานี้ พบว่ามีการสร้าง Hegemony ขึ้นคือการสร้างวัฒนธรรม ‘การเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิต’ โดยวัฒนธรรมการเป็นคนประสบความสำเร็จนี้มีชุด Ideology อยู่เบื้องหลังคือ การสร้างชาตินิยมใหม่ การขับเคลื่อนของโลกทุนนิยม และเสรีนิยมใหม่ โดยกลุ่ม Intellectual ที่เผยแพร่ชุดความคิดนี้คือกลุ่มชนชั้นกลางไทยที่มีประวัติประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีความสามารถในการสื่อสารเชิงจิตวิทยาในแง่การพูดให้แรงบันดาลใจแก่ประชาชนทั่วไปได้ เช่น บัณฑิต อึ้งรังษี และ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ซึ่งกลุ่ม Civil Society ในที่คือกลุ่มประชากร Gen-Y ในสังคมไทยนั่นเอง
0000
บรรณานุกรม
Agenda Thailand. เจนเนอเรชั่น. จากเว็บไซต์ https://www.agenda.co.th/social/content-generation/
GDH 559. Fast & Feel Love. จากเว็บไซต์ https://www.gdh559.com/post/FastAndFeelLoveMovie/
ธิติ มีแต้ม. (11 สิงหาคม 2566). เมื่อความฝันแบบอเมริกันกลายเป็นฆาตกร. The 101 World. https://www.the101.world/the-american-dream-is-killing-me-green-day/
พิทักษ์พล บุณยมาลิก. (26 ตุลาคม 2564). เพลงลูกทุ่ง สร้างอัตลักษณ์ใหม่. The 101 World. https://www.the101.world/thai-country-music-in-2540s/
ปริชาติ หาญตนศิริสกุล. บทความพิเศษ: สรุปกระแสหนังไทยยุค 2540 Part 1. Film Club Thailand. https://filmclubthailand.com/articles/special-article/club-house-summarize-thai-wave-cinema-2540-part-1/#00ae77
ปิยนันท์ จินา. (12 กุมภาพันธ์ 2562). เสรีนิยมใหม่. จากเว็บไซต์ https://waymagazine.org/what-is-neoliberalism/
ศูนย์ข่าว TCIJ. (6 มิถุนายน 2563). เจนเนอเรชั่น. https://www.tcijthai.com/news/2018/06/watch/6529
