หนึ่งในประเด็นที่สำคัญในการประท้วงของอิหร่านคือกรณีที่รัฐบาลปิดกั้นอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ในระดับที่ใช้การไม่ได้ทั่วประเทศ เมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นก็ทำให้ยืนยันตัวเลขการสูญเสียได้ยาก ชาวอิหร่านสื่อสารกันเองและกับโลกภายนอกได้ยาก มีการประณามเรื่องการปิดกั้นจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรด้านเสรีภาพ โดยมองว่าการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตในครั้งนี้ จงใจใช้ปกปิดเรื่องรัฐบาลละเมิดสิทธิผู้ชุมนุม

ภาพการประท้วงบนท้องถนนในกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 | ภาพจาก: Iran International
การประท้วงใหญ่ในอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ตอนนี้ เป็นสิ่งที่เกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ธันวาคม 20 ซึ่งต่อมาก็มีการปราบปรามจากรัฐบาลอิหร่าน โดยมีการตัดอินเทอร์เน็ตและบริการโทรศัพท์ การตัดการสื่อสารเช่นนี้ได้ส่งผลให้ชาวอิหร่านไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญได้ เช่นเรื่องการเตือนความปลอดภัย และเรื่องที่ว่าสมาชิกครอบครัวของพวกเขาอยู่ที่ไหนแล้ว นอกจากนี้ยังกลายเป็นการปิดบังสิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่านจากสายตาชาวโลกด้วย
ชาวอิหร่านพยายามโพสต์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับการประท้วงของตัวเองให้โลกเห็น ซึ่งสื่อตะวันตกก็นำมาพิจารณาแล้วว่าเป็นคลิปจริง วิดีโอเหล่านี้แสดงให้เห็นภาพคนจำนวนมากในอิหร่านออกมาประท้วงตะโกนคำขวัญบนท้องถนน ในบางคลิปก็จะเป็นภาพชาวอิหร่านกำลังหนีจากกระสุนปืน ภาพเปลวเพลิงจากอาคารราชการ รถยนต์ และสิ่งอื่นๆ บนท้องถนน
เนื่องจากมีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ทำให้การยืนยันตัวเลขที่แน่ชัดของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทำได้ยาก มีหลายหลายที่รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตแตกต่างกันไป เช่น สำนักข่าวนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน HRANA รายงานเมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมาว่ามีผู้ถูกสังหารอย่างน้อย 2,615 ราย เป็นผู้ประท้วง 2,435 ราย และเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ 153 ราย แต่ก็มีตัวเลขรายงานผู้เสียชีวิต 882 รายที่ยังคงอยู่ภายใต้การสืบสวน อีกทั้งยังมีทางการยังจับกุมตัวบุคคลรวม 18,470 ราย
เรย์ ทาคียห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านประจำ Council on Foreign Relations - CFR กล่าวว่า อิหร่านเคยใช้วิธีการแบบปิดกั้นอินเทอร์เน็ตมาก่อนแต่ก็มักจะใช้แบบไม่มากนัก เพราะการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจะส่งผลเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ในครั้งหลังสุดนี้มีการปิดกั้นอย่างหนักมาก แต่ถึงกระนั้นประชาชนก็ยังคงสามารถหาวิธีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้โลกได้รับรู้ได้
การประท้วงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อิหร่าน
การประท้วงดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศอิหร่าน มีสื่อหลายแห่งเปรียบเทียบว่าการประท้วงในครั้งนี้เป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในอิหร่านนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979
ประท้วงในช่วงแรกๆ มาจากการแสดงความไม่พอใจต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ของแพง การจัดการทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ค่าเงินพังทลาย ก่อนที่ต่อมาก็เริ่มมีประเด็นทางการเมืองอย่างการประท้วงเรื่องอำนาจนิยมของรัฐบาลและเรื่องการลงโทษทางศาสนาเข้ามาด้วย
เริ่มแรกแล้วการประท้วงมาจากกลุ่มผู้ค้าขายและนักศึกษาในตัวเมืองที่ประท้วงแสดงความไม่พอใจปัญหาเศรษฐกิจ แต่ต่อมาก็เริ่มมีการขยายวงไปเป็นการประท้วงในที่อื่นๆ ทั้วประเทศ คือใน 187 เมืองของทุกจังหวัดในอิหร่าน กลายเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การประท้วงดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันก็เริ่มมีการเรียกร้องขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านอย่างเปิดเผย รวมถึงมีข้อเรียกร้องเพิ่มมากขึ้นและแสดงความไม่พอใจต่อผู้นำรัฐบาลมากขึ้น ถึงขั้นมีคำขวัญในการประท้วงว่า "เคเมเนอีจงพินาศ" ซึ่งสื่อถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ทางฝ่ายเคเมเนอีได้ออกสื่อโทรทัศน์ช่องรัฐบาลเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา บอกว่าเขาจะ "ไม่ยอมถอย" และกล่าวหาผู้ประท้วงว่าพยายาม "เอาใจ" ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยที่ทรัมป์ได้ประกาศขู่ว่าจะมีมาตรการทางการทหารถ้าหากมีผู้ประท้วงในอิหร่านถูกสังหารไปมากกว่านี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่านก็ประกาศว่าจะ "ไม่ยอมอ่อนข้อ" ให้กับกลุ่มผู้ประท้วงที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "ผู้ก่อวินาศกรรม" มีการขู่จะใช้โทษประหาร ในขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่านแสดงความพร้อมที่จะเจรจากันในเรื่องนี้ แต่กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านจะแสดงออกในทำนองว่าอิหร่านเตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม
การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเพื่อโต้ตอบผู้ชุมนุม
การประท้วงเริ่มต้นอย่างสันติ แต่พอถึงช่วงต้นเดือน มกราคม ก็มีความรุนแรงมากขึ้น องค์กรสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี อินเตอเนชันแนล แถลงประณามการที่ ตำรวจอิหร่าน กับ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอิหร่าน "ใช้กำลังรุนแรงอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย และใช้อาวุธปืน รวมถึงจับกุมคุมขังผู้คนโดยพลการ"
มีข้อกล่าวหาว่าทางการอิหร่านได้ใช้อาวุธอย่าง "ปืนลูกซองที่บรรจุด้วยลูกเหล็ก, ปืนน้ำ, แก๊สน้้ำตา และมีการทุบตี" เพื่อสลายการชุมนุม เพื่อข่มขู่ และลงโทษผู้ชุมนุม "ที่โดยส่วนใหญ่แล้วชุมนุมอย่างสันติ"
ทางแอมเนสตี ยังได้กล่าวหาว่าทางการอิหร่านพยายามปิดบังการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น ฝ่ายทางการอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้มีแผนการประหารชีวิตผู้ประท้วงที่ถูกคุมขังอยู่
รีเบกกา ไวท์ นักวิจัยที่แอมเนสตีอินเตอเนชันแนลกล่าวว่า "รัฐบาลอิหร่านจงใจปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อปิดบังว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงและมีการก่ออาชญากรรมละเมิดกฎหมายนานาชาติไปถึงระดับไหนแล้ว"
"การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนั้นถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีการประท้วง รัฐได้ใช้วิธีการปิดอินเทอร์เน็ตอยู่กลายครั้งเพื่อเป็นเครื่องมือในการปิดปากเสียงต่อต้านและปิดบังความจริง การปิดอินเทอร์เน็ตทำให้ประชาชนตกอยู่ในความมืดมืดทางดิจิทัล ปิดกั้นผู้ที่อยู่ในประเทศจากการรับข้อมูลข่าวสารหรือแชร์ข้อมูลข่าวสารให้โลกภายนอกรับรู้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จงใจทำ มันเป็นการปกป้องไม่ให้เรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การสังหารผู้คนอย่างผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไม่ให้ถูกบันทึกไว้ และเอื้อต่อการลอยนวลไม่ต้องรับผิดจากอาชญากรรมโดยรัฐเหล่านี้" ไวท์กล่าว
"ชาวอิหร่านล้มตายในความมืดมิด"
เบนแฮม เบน ทาเลบลู นักวิชาการอาวุโสจากมูลนิธิเพื่อการปกป้องประชาธิปไตยกล่าวว่าการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตกลายเป็นการทำให้ "ชาวอิหร่านล้มตายในความมืดมิด"
สื่ออิหร่านอินไซต์ระบุว่าพวกเขาได้รับคลิปวิดีโอภาพประชาชนหลายคนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังมีการประท้วงเมื่อคืนวันที่ 8 มกราคม ที่เมืองฟาร์ดิส ห่างออกไปจากกรุงเตหะรานทางตะวันตก 25 ไมล์
ในขณะที่ผู้ชุมนุมมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อิหร่านก็เริ่มมีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีการปิดกั้นต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายวัน
ข้อมูลของ NetBlocks องค์กรติดตามเรื่องอินเทอร์เน็ตเปิดเผยว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอิหร่านหยุดลงแทบจะทั้งหมด ทำให้อยู่ในภาวะอินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้ทั่วประเทศ หลังจากที่รัฐบาลเริ่มยกระดับการการเซนเซอร์ทางดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการโต้ตอบการชุมนุม เรื่องนี้ถือเป็นการพยายามปิดกั้นสิทธิของประชาชนในการสื่อสารในช่วงเวลาที่สำคัญ
ทาคียห์บอกว่า ถ้าหากขบวนการประท้วงในอิหร่านมีแกนนำ การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตก็ทำไปเพื่อไม่ให้แกนนำสามารถสื่อสารกันได้ เป็นการแบ่งแยกขบวนประท้วงออกจากกัน เป็นการทำให้ขบวนอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนสลายไปเอง
แต่การปิดอินเทอร์เน็ตจนทำให้ขาดการจัดตั้งยิ่งกลายเป็นการสร้างความไม่พอใจให้ผู้ประท้วงมากขึ้น ในวันที่ 9 มกราคม สื่อหลายแห่งรายงานว่าการชุมนุมมีฝูงชนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็โต้ตอบหนักขึ้น
ซานาม วาคิล ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากองค์กรคลังสมอง แชทแทมเฮาส์ กล่าวว่า ทางการอิหร่านเริ่มใช้วาทะรุนแรงขึ้นในการพูดถึงผู้ประท้วง โดยกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย รวมถึงมีการใช้กำลังอย่างโหดเหี้ยมถึงขั้นสุด จนน่าจะสร้างความเสียหายและการล้มตายเป็นจำนวนมาก
สื่ออิหร่านอินไซต์ระบุว่าที่ทางการอิหร่านปิดกั้นการสื่อสารเช่นนี้นอกจากการสกัดกั้นการประสานงานของผู้ประท้วงแล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้หลักฐานของความรุนแรงจากรัฐบาลอิหร่านออกไปสู่สายตาชาวโลกด้วย
มีชาวกรุงเตหะรานของอิหร่านเปิดเผยว่าการปิดอินเทอร์เน็ตคราวนี้แย่ยิ่งกว่าตอนลุกฮือในเดือน พฤศจิกายน ปี 2019 ที่ในตอนนั้นอินเทอร์เน็ตใช้การไม่ได้เกือบจะทั้งหมด
อิหร่านมีความเจริญ แต่ถูกการปิดกั้นข้อมูลฉุดรั้ง
CFR ระบุว่า อิหร่านเป็นประเทศที่มีความเจริญมากกว่าที่คนภายนอกคิด และประชากรก็มีอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับสหรัฐฯ คือ 78 ปี มีอัตราการอ่านออกเขียนได้ของประชาชนอยู่ที่ 90% มีการเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึง ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่ตัดไฟ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติจัดให้อิหร่านอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยเทียบกับประเทศอื่นๆ
แต่สิ่งที่ฉุดรั้งความก้าวหน้าของอิหร่านคือรัฐบาลที่ออกกฎปิดกั้นสิ่งต่างๆ ในชีวิตของชาวอิหร่านรวมถึงปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วย องค์กรอย่างฟรีดอมเฮาส์ และ แอมเนสตี อินเตอเนชันแนล ระบุว่า ในอิหร่านมีการปิดกั้นเสรีภาพส่วนบุคคล ปิดกั้นการแสดงออกและการชุมนุม มีการห้ามการร้องเพลงและเต้นรำในที่สาธารณะ จำกัดสิทธิสตรี แบนกิจกรรมของ LGBTQ+
ทาคียห์ บอกว่าอิหร่าน "ไม่มีสื่อเสรี" ในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมารัฐบาลอิหร่านปราบปรามสื่อรุนแรงขึ้นกว่าเดิม มีมาตรการควบคุมนักข่าวจากต่างประเทศโดยจำกัดว่าพวกเขาจะไปที่ไหนได้บ้างและพูดคุยกับใครได้บ้าง
อีกทั้งสื่อต่างชาติจำนวนมากก็ไม่มีนักข่าวประจำอยู่ที่อิหร่านด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ขณะเดียวกันรัฐบาลอิหร่านก็พยายามป้องปรามหรือส่งอิทธิพลต่อนักข่าวที่ทำข่าวเรื่องอิหร่านขณะอยู่ต่างประเทศด้วยเช่นกัน เช่นกรณีการจับกุมหรือคุกคามครอบครัวของนักข่าวที่ยังอยู่ในอิหร่าน หรือขู่ยึดหนังสือเดินทางของนักข่าว
รัฐบาลอิหร่านถึงขั้นใช้วิธีการรบกวนสัญญาณดาวเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้คนติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อรับสัญญาณจากสื่อต่างประเทศ แต่ก็มีคนติดตั้งจานดาวเทียมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยที่ 70% ของบ้านทั้งหมดในอิหร่านจะมีดาวเทียมผิดกฎหมายนี้ ทำให้รัฐบาลอิหร่านตามทันได้ยาก
วาคิล กล่าวว่า อิหร่าน "ไม่มีแหล่งข้อมูลโดยปกติทั่วไปที่เชื่อถือได้" ทำให้นักข่าวต่างประเทศต้องพยายามหาคลิปวิดีโอที่เชื่อถือได้มาใช้เป็นแหล่งข่าว แต่บางครั้งก็มีข้อมูลที่ผิดกับข้อมูลที่บิดเบือนกลายเป็นสิ่งที่สร้างความสับสน ทำให้เป็นเรื่องยากขึ้นในการพิจารณาว่าอะไรเกิดขึ้นจริง หรือยากในการหาหลักฐานถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
อีกที่หนึ่งคือโซเชียลมีเดีย ในอิหร่านมีการแบนบัญชีสื่อในอินสตาแกรม แต่ชาวอิหร่านจำนวนมากก็อาศัย VPNs มุดดูสื่อต่างประเทศ เช่น Radio Farda ในในอินสตาแกรมที่มีสถิติผู้ชมจากอิหร่านเพิ่มขึ้นจำนวนมากถึง 344% ในช่วงที่อิสราเอลโจมตีกาซาในเดือน มิถุนายน ปีที่แล้ว
อีกที่หนึ่งที่ชาวอิหร่านใช้เป็นแหล่งข่าวคือแอพฯ เทเลแกรม นอกจากนี้ยังมีการพยายามใช้ VPNs มุดเข้าเว็บและใช้บริการดาวเทียมสตาร์ลิงค์เพิ่มมากขึ้น ในช่วงที่มีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเพื่อโต้ตอบการประท้วงครั้งล่าสุดทางสตาร์ลิงค์ก็ได้จัดให้บริการของพวกเขากลายเป็นแบบฟรีเพื่อให้ผู้คนใช้สื่อสารกับโลกภายนอกได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าถึงแม้อินเทอร์เน็ตจะถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง แต่ชาวอิหร่านก็พยายามหาช่องทางที่จะสื่อสารหรือเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
นอกจากนี้ประชาชนชาวอิหร่านยังมีบทบาทในการช่วยทำให้ข้อมูลในประเทศที่ถูกปกปิดไม่ให้ภายนอกรู้ กลายเป็นที่รับรู้ในต่างประเทศได้ รัฐบาลอิหร่านมักจะคอยควบคุมข้อมูลเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับนิวเคลียร์ และเรื่องสิทธิมนุษยชนภายในอิหร่าน ไม่ให้ต่างประเทศรับรู้ แต่ประชาชนอิหร่านก็มักจะเป็นฝ่ายนำเสนอเรื่องราวในอิหร่านจากมุมมองของตัวเองให้กับต่างประเทศได้รับรู้ เช่น จากคลิปวิดีโอที่โพสต์โดยชาวอิหร่านต่อมาก็กลายเป็นคลิปอยู่ในสื่อต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์การต่อต้านรัฐบาลของชาวอิหร่าน
อิหร่านมีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้ เช่น กรณีในปี 2009 ที่มีขบวนการเคลื่อนไหวสีเขียว ในปี 2022 มีขบวนการ "ผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ" ที่ปะทุขึ้นจากกรณีการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี ผู้เสียชีวิตภายใต้การควบคุมตัวของตำรวจเพียงเพราะเธอไม่สวมฮิญาบ กรณีเหล่านี้ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมเก็บภาพวิดีโอการประท้วงเอาไว้ ทำให้กลายเป็นการบันทึกเหตุการณ์การเคลื่อนไหวเหล่านี้เอาไว้ได้
ทาคียห์ บอกว่าชาวอิหร่านส่วนมากต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ปัจจัยหนึ่งน่าจะเพราะมีประชากรคนรุ่นเยาว์จำนวนมาก คิดเป็น 60% ของประชากรทั้งหมดราว 90 ล้านราย ซึ่งคนรุ่นใหม่เหล่านี้ยอมเสี่ยงความปลอดภัยของตัวเองเพื่อต่อต้านระบอบของอิหร่าน แต่การที่ถูกชาติตะวันตกรวมถึงสหรัฐฯ คว่ำบาตรมาเป็นเวลายาวนานก็ทำให้ชาวอิหร่านรู้สึกคับข้องใจ
การที่คนรุ่นเยาว์จำนวนมากเคลื่อนไหวโดยไม่เกรงกลัวทำให้เกิดการมองเห็นการต่อต้านในที่สาธารณะมากขึ้น เช่นการไม่สวมฮิญาบ ในปัจจุบันมีผู้หญิงอิหร่านที่ไม่สวมฮิญาบในที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องมาจากการเคลื่อนไหว "ผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ" ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก
อีกทั้งศิลปะกับวัฒนธรรมก็เป็นพื้นที่สำคัญที่ชาวอิหร่านใช้แสดงออกในเขิงต่อต้านรัฐบาล ไม่ว่าจะจากการแสดงของนักดนตรี หรือการที่คนรุ่นเยาว์อัพโหลดคอนเทนต์ออนไลน์ อีกทั้งชาวอิหร่านก็มีความพยายามเชื่อมโยงตัวเองกับโลกผ่านการบริโภคและการผลิตวัฒนธรรมต่างๆ จึงทำให้มีการแสดงออกไม่ว่าจะแฟชั่นหรือการเล่นตลกแบบเดียวกับที่พบเห็นได้ตามสื่ออเมริกัน
เรียบเรียงจาก
Iran’s Protests and the Internet Blackout That Followed, Council on Foreign Relations, 15-01-2026
'People die in the dark': experts decry Iran's 'worst internet shutdown', Iran Insight, 09-01-2026
Iran: Internet shutdown hides violations in escalating deadly crackdown on protesters, Amnesty International, 09-01-2026
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/2026_Internet_blackout_in_Iran
https://en.wikipedia.org/wiki/2025%E2%80%932026_Iranian_protests
