Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประท้วงในอิหร่านที่ขยายตัวกลายเป็นการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทำให้เกิดคำถามว่า มันจะกลายเป็นการเปิดช่องโหว่และสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังรุกรานจากตะวันตกเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ อิรักและอัฟกานิสถาน หรือไม่ ขณะเดียวกันท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยทำการเปลี่ยนแปลงระบอบของประเทศอื่นอย่างเวเนซุเอลา ก็ถูกวิเคราะห์ว่าจะเป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ผลกับอิหร่าน


ภาพจาก: Iran International

ในบทวิเคราะห์ของสื่อ "ปาเลสไตน์โครนิเคิล" ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสื่อให้การศึกษาที่มีฐานอยู่ในยุโรป ระบุถึงกรณีกระแสเรียกร้องให้มีการ "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" ของอิหร่าน โดยมองว่าการเรียกร้องเช่นนี้ เป็นการที่ชาติตะวันตกนำ "โฆษณาชวนเชื่อแบบเดิมๆ" มาใช้ซ้ำ ในขณะเดียวกันก็ซ่อนความจริงที่ว่า ถ้าหากพวกเขาใช้กำลังโจมตีอิหร่าน ก็จะจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในระดับภูมิภาคที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล และจะไม่ได้ทำให้ระบอบของอิหร่านล่มสลายลงอย่างรวดเร็วแบบที่คาดไว้

โรเบิร์ต อินลาเคช นักข่าว นักเขียน และผู้ทำภาพยนตร์สารคดีเดียวกับตะวันออกกลางและประเด็นปาเลสไตน์ เสนอมุมมองของเขาในสื่อปาเลสไตน์โครนิเคิล ระบุว่า ในช่วงที่มีการลุกฮือในอิหร่าน สื่อของบรรษัทยักษ์ใหญ่ในโลกตะวันตกและอินฟลูเอนเซอร์โซเชียลมีเดียก็พากันช่วยโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้ออ้างที่เขามองว่าไม่เป็นความจริงและใช้สถิติที่ไม่ได้มีการพิสูจน์

อินลาเคช มองว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านอาจจะกลายเป็นสงครามการใช้กำลังแทรกแซง แบบเดียวกับที่ชาติตะวันตกเคยใช้โฆษณาชวนเชื่อชักใยเพื่อสร้างความยินยอมให้เกิดสงครามในประเทศอื่นๆ เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา

อินลาเคช ยกตัวอย่างกรณีที่อิสราเอลเคยโจมตีอิหร่านเมื่อเดือน มิถุนายน ปี 2025 ใน "สงครามสิบสองวัน" ที่มีการสนับสนุนจากสหรัฐฯ โดยถือว่าเป็นการรุกรานอย่างผิดกฎหมายนานาชาติ อีกทั้งในตอนนั้นกลุ่มคลังสมองสายสนับสนุนสงครามก็พากันช่วยวางแผนกันไว้แล้วว่าสงครามในยกต่อไปกับอิหร่านควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

ข้ามมาถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2025 การประท้วงอย่างสันติก็เกิดขึ้นในอิหร่านจากความไม่พอใจเรื่องที่รัฐบาลจัดการผิดพลาดทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

อินลาเคช สงสัยว่าเรื่องนี้อิสราเอลอาจจะพยายามวางแผนและรวมหัวกับสหรัฐฯ เขาตั้งข้อสังเกตว่าในวันที่ 29 ธันวาคม อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นาฟทัลลี เบนเนตต์ ได้โพสต์วิดีโอเกี่ยวกับการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลจากฝูงชนทั้งๆ ที่เหตุการณ์ยังไม่ได้เกิดขึ้นในระดับนั้น ข้อความของเขามีการใช้ภาพวิดีโอเก่าและวิดีโอจากเอไอมาประกอบแสดงให้เห็นสิ่งที่เขาอ้างว่าเป็นการลุกฮือ ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ก็ได้ไปเยี่ยมประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีสื่อหลายแห่งรายงานว่าเขาได้ขอให้สหรัฐฯ ช่วยโจมตีอิหร่าน หลังจากนั้นก็เริ่มมีกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงก่อตัวขั้นโดยทันทีเมื่อเข้าสู่เดือน มกราคม 2026

อินลาเคช ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงที่เริ่มมีกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในอิหร่านนี้เอง สื่อตะวันตกและอินฟลูฯ สายสนับสนุนอิสราเอลก็เริ่มสร้างชุดเรื่องเล่าของตัวเองขึ้นมา เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็น "การปฏิวัติ" ของ "ชาวอิหร่านทั่วประเทศหลายล้านคน" แล้วก็บอกว่าผู้ประท้วงอย่างสันติถูกสังหารเพราะเรียกร้องอิสรภาพของตัวเอง

อินลาเคช มองว่าชุดเรื่องเล่าเหล่านี้เป็น "โฆษณาชวนเชื่อ" จากชาติตะวันตกแบบเดียวกับที่ใช้เป็นข้ออ้างในการใช้กำลังแทรกแซงประเทศต่างๆ เช่น ลิเบีย อิรัก อัฟกานิสถาน

ทรัมป์แสดงท่าทีเรียกร้องให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านลงจากตำแหน่ง

เมื่อช่วงกลางเดือน มกราคม ที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้แสดงท่าทีต่อกรณีของอิหร่านในทำนองสนับสนุนผู้ประท้วง โดยมีการพูดว่าผู้ชุมนุมถูกสังหารเป็นจำนวนมาก ขู่ว่าจะใช้กำลังทหารเข้าไปแทรกแซง บอกให้ผู้ชุมนุมประท้วงต่อไปเพื่อยึดสถาบันการเมืองของประเทศตัวเองและบอกว่า "กำลังจะส่งความช่วยเหลือเข้าไป"

แต่วันถัดมาทรัมป์ก็กลับลำกระทันกัน โดยบอกว่า เขาได้รับแจ้งในเรื่องที่มีการยุติการสังหารประชาชนอิหร่านแลเว

ทรัมป์ ยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเมื่อวันที่ 17 มกราคม อีกว่า "มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีผู้นำใหม่ในอิหร่าน" เป็นการแสดงท่าทีเรียกร้องให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้ที่ปกครองอิหร่านมาเป็นเวลา 37 ปีลงจากตำแหน่ง

ทางด้าน คาเมเนอี ก็มีข้อความโจมตีทรัมป์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย กล่าวหาว่าทรัมป์มีส่วนในการประท้วงที่มีความรุนแรงและความไม่สงบในอิหร่าน อีกทั้งยังบอกว่าทรัมป์ "หมิ่นหยาม" อิหร่านจากเรื่องที่ทรัมป์การอ้างว่ากลุ่มที่ใช้ความรุนแรงเป็นภาพแทนของชาวอิหร่าน

ฝ่ายทรัมป์ก็โต้กลับ กล่าวหาว่าคาเมเนอี เป็นผู้ที่ "มีความผิด" ฐานทำให้ประเทศตัวเองพังพินาศและ "ใช้ความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน"

สื่อ โปลิติโค มองว่าเรื่องนี้สะท้อนการใช้โวหารของแต่ละฝ่ายในการสื่อถึงช่วงเวลาที่หัวเลี้ยวหัวต่อของภูมิภาค ในขณะที่คาเมเนอี กล่าวปราศรัยต่อหน้าสาธารณชนอ้างว่า "ชาติอิหร่านสามารถเอาชนะอเมริกาได้แล้ว" ทางด้านทรัมป์ก็ใช้โวหารกล่าวหาเรื่องที่คาเมเนอีสังหารคนในชาติตัวเอง บอกว่าอิหร่านเป็น "ชาติที่แย่ที่สุดในโลกที่จะใช้ชีวิตเพราะมีผู้นำที่ไม่ดี"

ราคาที่ต้องจ่ายถ้าหากสหรัฐฯ จะทำสงครามกับอิหร่าน

อินลาเคช ระบุว่า ถ้าหากสหรัฐฯ จะทำสงครามกับอิหร่านจริง สงครามที่เกิดขึ้นก็อาจจะดำเนินไปในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย ทว่าอินลาเคช ก็เตือนว่า อิหร่านนั้นไม่เหมือนกันเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯ เพิ่มจะใช้กำลังแทรกแซงได้ และไม่เหมือนกับกรณีของซีเรียด้วย

สิ่งที่ อินลาเคช มองว่าต่างกันก็คือการที่อิหร่านมีสมรรถนะทางการทหารที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันตก ถ้าไม่นับอิสราเอลกับตุรกี ทว่าแม้กระทั่งอิสราเอลกับตุรกีก็ไม่ได้มีขีปนาวุธทิ้งตัว, จรวดร่อน หรือ โดรนมากเท่าอิหร่านที่มีการผลิตทีละมากๆ ถึงแม้ว่าอิหร่านจะไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่ก็มีโดรนและจรวดโจมตีเป็นเครื่องมือเล่นงานฐานทัพข้าศึกได้

ในแง่สงครามภาคพื้นดิน อิหร่านมีทั้งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองทัพของประเทศ โดยที่ IRGC มีกำลังพลอยู่ที่ประมาณ 190,000 นาย ส่วนกองทัพอิหร่านมีทหารประจำการเต็มเวลาอยู่ที่ราว 420,000 นาย นอกจากนี้อิหร่านยังมีกองกำลังผสมอาสาสมัครที่เรียกว่า "บะซีจญ์ " ที่น่าจะสามารถระดมกำลังพลได้ราว 1 ล้านนายถ้าพวกเขาต้องการ

อินลาเคช ระบุว่ากองทัพอิหร่านมีการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี ทั้งการฝึกต่อสู้กับการก่อกบฏและการรุกรานจากต่างชาติ และด้วยการที่ภูมิศาสตร์ของอิหร่านเป็นพื้นที่ภูเขาและพื้นที่โล่งกว้าง ทำให้ถึงแม้ว่ากองทัพของพวกเขาจะเพลี่ยงพล้ำแต่ก็มีโอกาสที่จะยึดพื้นที่คืนกลับมาได้

นอกจากนี้อิหร่านยังมีพันธมิตรเป็นกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในประเทศภูมิภาคเดียวกัน เช่น อันซาร์อัลเลาะห์ หรือที่รู้จักกันในนามกบฏฮูตีในเยเมน, กลุ่มฮิชบอลเลาะห์ ในเลบานอน, กลุ่มต่อต้านทั้งหมดที่เป็นฝ่ายปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังมีกองกำลังอื่นๆ จาก อิรัก, อัฟกานิสถาน และ ปากีสถาน

อีกประเทศหนึ่งที่น่าจับตามองถ้าหากสหรัฐฯ กับอิสราเอลจะทำสงครามกับอิหร่าน ก็คือประเทศจีน อินลาเคช มองว่ารัสเซียน่าจะสนับสนุนอิหร่านกรณีที่เกิดสงคราม ส่วนจีนอาจจะเป็นห่วงเรื่องผลกระทบจากสงครามที่จะทำให้พวกเขาสูญเสียแหล่งน้ำมันจากอิหร่านและก่อนหน้านี้จีนก็เคยลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอิหร่านแล้ว

อินลาเคช ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านผ่านการประท้วงนั้นไม่น่าจะได้ผล ถ้าหากสหรัฐฯ กับอิสราเอลวางแผนจะเปลี่ยนระบอบการปกครองอิหร่านจริง ก็อาจจะกลายเป็นการทำสงคราม ซึ่งจุดเริ่มต้นของสงครามนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ 3 กรณี

กรณีที่ 1 คืออิหร่านเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน รูปแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นถ้าหากรัฐบาลอิหร่านล้มเหลวในการที่จะจัดการความขัดแย้งจนทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ นำอิหร่านไปสู่สงครามกลางเมือง แล้วสหรัฐฯ กับอิสราเอลก็อาจจะหลอกล่อให้อิหร่านเป็นฝ่ายโจมตีก่อนเพื่อหาความชอบธรรม อย่างไรก็ตามถ้าเกิดกรณีแบบนี้จริง การสู้รบก็น่าจะอยู่ในวงจำกัด

กรณีที่ 2 คือ การที่สหรัฐฯ เริ่มทิ้งระเบิดใส่อิหร่านในเชิงสัญลักษณ์ หวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบได้ แต่หลักๆ แล้วเป็นเหมือนการส่งสารให้ได้รับรู้มากกว่า แล้วมันจะขยายไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ มีความเป็นไปได้ที่การสู้รบจะขยายวงเกินกว่าที่จะควบคุมได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายจะโต้ตอบกันอย่างไร แต่ถ้าหากเป็นไปในรูปแบบ "สงครามสิบสองวัน" แบบที่อิสราเอลเคยโจมตีอิหร่านในปี 2025 อิหร่านจะได้เปรียบเนื่องจากพวกเขาจะสามารถจัดหาอาวุธในคลังแสงของตัวเองมาทดแทนได้เร็วกว่าสหรัฐฯ และอิสราเอล

กรณีที่ 3 คือกรณีที่เลวร้ายที่สุดในมุมมองของอินลาเคช คือถ้าหากสหรัฐฯ ใช้วิธีโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความได้เปรียบจากการต่อสู้ทางอากาศมาก แต่ก็ไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระบอบการเมืองอิหร่านได้ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือสหรัฐฯ จะโจมตีทางอากาศสร้างความเสียหายไปเรื่อยๆ ขณะที่อิสราเอลก็จะโจมตีด้วยการลอบสังหารผู้นำทางการเมืองและการทหาร ทำลายจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน อาคารราชการ สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม

สำหรับกรณีที่ 3  นั้น ถ้าหากว่าสหรัฐฯ กับอิสราเอลสังหารผู้นำอิหร่านคาเมเนอีได้สำเร็จ เรื่องก็จะยังไม่จบ การโจมตีอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประชาชนไม่พอใจจนกลายเป็นกลุ่มหัวรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งยังจะส่งผลให้เกิดสงครามที่อาจจะขยายวงออกไปนอกภูมิภาคอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะคาเมเนอีไม่ใช่แค่ผู้นำอิหร่าน แต่ยังเป็นเสมือนผู้นำทางจิตวัญญาณของอิสลามนิกายชีอะฮ์ด้วย

"ที่ว่ามาทั้งหมดนี้คืออยากจะบอกว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบในอิหร่านไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ที่แค่การโจมตีทางอากาศไม่กี่ครั้งจะทำได้ มันเป็นรัฐที่มีอุดมการณ์ขับเคลื่อนอยู่ด้วยการสนับสนุนจากประชาชน และมีพันธมิตรขนาดใหญ่ที่พร้อมจะสู้เคียงข้างพวกเขา" อินลาเคชระบุในบทความ

วิธีการแบบที่ทรัมป์ใช้กับเวเนซุเอลาจะใช้ไม่ได้ผลกับอิหร่าน

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดวิกฤตในอิหร่าน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ได้ใช้กำลังแทรกแซงเวเนซุเอลาและควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร จากบ้านของเขาแล้วนำตัวข้ามแดนไปยังนิวยอร์ก โดยอ้างว่าเพื่อดำเนินคดีข้อหา "การก่อการร้ายด้วยยาเสพติด"

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ทำตามที่พวกเขาเคยขู่เวเนซุเอลาเอาไว้ และกลายเป็นการกดดันทางจิตวิทยาต่ออิหร่านไปในตัวด้วย อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา ญาซิม อัล-อัซซาวี ก็เตือนว่าอิหร่านนั้นไม่เหมือนเวเนซุเอลา และการจะใช้กำลังแทรกแซงอิหร่านนั้นจะไม่ได้ผลสำหรับสหรัฐฯ

อัซซาวีชี้ให้เห็นว่าในกรณีเวเนซุเอลานั้นมีสำนักข่าวกรองกลางหรือซีไอเออยู่ในพื้นที่คอยเตรียมการมาเป็นเวลาครึ่งปีแล้ว พวกเขาดำเนินการใกล้ชิดมาดูโรและช่วยให้สามารถติดตามตัวผู้นำเวเนซุเอลาได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องที่กองทัพเวเนซุเอลากำลังอยู่ในภาวะยุ่งเหยิง และพันธมิตรของพวกเขาอย่างรัสเซียกับจีนก็ทอดทิ้งมาดูโรเป็นส่วนใหญ่

ในทางตรงกันข้ามอิหร่านได้แสดงให้เห็นจากกรณีสงครามสิบสองวันกับอิสราเอลว่า พวกเขาไม่ยอมให้โค่นล้มเปลี่ยนแปลงระบอบได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะมีปฏิบัติการโจมตีหรือปฏิบัติการทางจิตวิทยาจากอิสราเอล แม้แต่การทิ้งระเบิดจากสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ไม่ทำให้รัฐบาลอิหร่านอ่อนข้อลงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามพวกเขายิงขีปนาวุธโต้ตอบหลายร้อยลูกใส่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ 'ไอเอิร์นโดม' ของอิสราเอลและเป้าหมายทางทหารอื่นๆ

ในแง่เศรษฐกิจอิหร่านก็มีความเข้มแข็งเช่นกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม IRGC เป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง การโทรคมนาคม การส่งออก มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้ผู้บัญชาการระดับสูงมีผลประโยชน์ร่วมกับความอยู่รอดของระบอบการปกครองอิหร่าน ไม่ว่าพวกเขาจะมีอุดมการณ์แบบใดก็ตาม

อัซซาวี ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าในอิหร่านมีการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลของประชาชนครั้งใหญ่กลายครั้ง และในครั้งล่าสุดนี้ก็ดูเหมือนจะยังไม่สามารถสร้างรอยร้าวในระบอบของอิหร่านได้ กองกำลัง IRGC ของอิหร่านก็ยังคงมีความเหนียวแน่น ไม่มีอะไรที่ทำลายเสถียรภาพในระดับที่ทำให้เกิดการล่มสลายของระบอบได้

นอกจากนี้อัซซาวียังเตือนว่าถ้าหากจะมีการใช้กำลังจริงก็อาจจะยิ่งส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการใช้กำลังรุกรานจากภายนอกมักจะยิ่งทำให้ประชาชนในประเทศนั้นๆ สามัคคีกันมากขึ้นแทนที่จะทำให้สังคมแตกแยก

อัซซาวีระบุในบทวิเคราะห์ว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิกฤตในอิหร่านนั้นเป็นเรื่องจริง มีความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงและภาวะเงินเฟ้อจริง มีประเด็นเกี่ยวกับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับแผนการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อีกทั้งผู้นำสูงสุดก็มีสุขภาพย่ำแย่ มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการสืบทอดอำนาจที่อาจจะส่งผลต่อความไม่ลงรอยกันในหมู่รัฐบาล ... แต่ว่าวิกฤตเหล่านี้เป็นวิกฤตแบบที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างช่องโหว่ที่นำมาใช้ได้แบบในปฏิบัติการของเวเนซุเอลา"


เรียบเรียงจาก
What a War on Iran Would Really Look Like — Beyond the Regime-Change Fantasy, Palestine Chronicle, 19-01-2026
Trump to POLITICO: ‘It’s time to look for new leadership in Iran’, Politico, 17-01-2026
Why Trump’s regime-change playbook won’t work in Iran
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง