หลังอิสราเอล-สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านและทางอิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและจรวดตอบโต้กลับอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 ก.พ.จนวันนี้เข้าวันที่ 3 แล้ว
วันนี้(2 มี.ค.2569) ทางไทยมีรายงานผลกระทบและท่าทีของรัฐบาลในการรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะรัฐมนตรีประชุมประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยมีการมอบหมายหน้าที่ให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ ภายหลังมีการแถลงข่าวสรุปสถานการณ์ โดยอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี แถลงว่า ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อไทยบ้างแต่ยังสามารถควบคุมได้ จะดำเนินการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ
นายกฯ ระบุว่าจากที่ประเมินสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแต่ยังคงมีการผลิตอยู่ในระดับสูงและกลุ่มประเทศผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตจึงคาดว่าสถานการณ์จะกระทบต่อราคาน้ำมันไม่รุนแรงมาก ส่วนไทยเองยังคงน้ำมันและพลังงานสำรองเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด
ส่วนการดูแลคนไทยในต่างประเทศ ได้ให้กระทรวงการต่างประเทศประสานกับสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่หากยังไม่ประสงค์เดินทางกลับจะดูแลให้สามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัยและได้เตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในอิหร่านได้จัดเตรียมแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีคนไทยอยู่ในอิหร่านประมาณ 200 กว่าคนและทางสถานทูตฯ ได้ติดต่อชุมชนคนไทยอย่างใกล้ชิด โดยมีผู้ที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 20 คน
ในรายงานระบุว่าสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางกลับจากอิหร่าน ทางรัฐบาลจะอำนวยความสะดวกโดยให้เดินทางด้วยรถยนต์ไปยังชายแดนตุรกีที่มีศูนยปฏิบัติการที่ชายแดนอำนวยความสะดวกให้ และได้ให้กองทัพอากาศของไทยเตรียมส่งเครื่องบินไปรับด้วย
ส่วนคนไทยในอิสราเอลยังไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบและแสดงความประสงค์อยากเดินทางกลับแต่มีการประสานงานใกล้ชิดและทางรัฐบาลอิสราเอลดูแลความปลอดภัยให้แรงงานไทยเป็นอย่างดี
สำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะดูไบและอาบูดาบี ขณะนี้มีคนไทยแสดงความต้องการเดินทางกลับกว่า 1,000 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานให้เดินทางกลับทางสนามบินที่โอมานซึ่งยังมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ
ทั้งนี้ตามที่กระทรวงการต่างประเทศแถลงได้ให้ข้อมูลว่ามีคนไทยที่อยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอยู่ประมาณ 110,000 คน โดยแบ่งเป็น
- อิสราเอล 65,000 คน
- ซาอุดิอาระเบีย 7,342 คน
- กาตาร์ 4,750 คน
- โอมาน 1,116 คน
- จอร์แดน 723 คน
- อิหร่าน 250 คน
- เยเมน 120 คน
- สหรัฐอาหรับเอมิเรต 20,163 คน
- บาห์เรน 6,500 คน
- อียิปต์ 3,700 คน
- คูเวต 1,019 คน
- อิรัก 237 คน
- เลบานอน 118 คน
- ซีเรีย 40 คน
ส่วนทางด้านเศรษฐกิจ ในการประชุมได้เชิญตัวแทนจากภาคธุรกิจด้วยโดยมีทั้งหอการค้าไทยและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งหากช่องแคบฮอร์มุซมีข้อจำกัดในการเดินทางเรือนไม่ว่าจะเป็นการปิดช่องแคบหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เส้นทางดังกล่าวซึ่งใช้ขนส่งน้ำมันดิบราว14-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 20% ของการค้าน้ำมันโลกและเป็นเส้นทางส่งก๊าซธรรมชาติเหลวไปยังตลาดเอเชียจะทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อในหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้ในสัดส่วนที่สูง
สำหรับไทย ประธานหอการค้าระบุว่า ในฐานะเป็นประเทศน้ำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน และจากการประเมินร่วมกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการโลจิสติกส์จากสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มจะเกิดผลกระทบดังนี้
- ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากความเสี่ยงยกระดับจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีและมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง สะท้อนผ่านต้นทุนโลจิสติกโดยรวมทั้งค่าขนส่งทางเรือ อากาศ และทางบกทั่วโลก
- สำหรับผู้ส่งออกสินค้าไปภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเผชิญกับการเก็บ “ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม” เพิ่มเติมจากสายเรือและบริษัทประกันภัย ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้น เบื้องต้นทราบว่าสูงขึ้นประมาณ 50%
- การขนส่งไปตะวันออกกลางอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว สายเรือบางส่วนอาจชะลอการรับจองตู้สินค้าไปพื้นที่เสี่ยงหรือปรับตารางเดินเรือใหม่ หาากจำเป็นต้องส่งผู้ประกอบการก็จะเจอต้นทุนที่สูงขึ้นและระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น
- ต้นทุนการส่งออกไปยุโรปรวมถึงสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากเดิมมีการปรับเส้นทางอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่ก่อนแล้วจากความตึงเครียดในทะเลแดง ส่งผลต่อราคาสินค้าของไทยและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และนอกจากผลกระทบด้านราคาแล้วยังกระทบต่อระยะเวลาในการเดินทางที่การเดินทางไปกลับแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน
นอกจากการเดินเรือแล้ว สายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง รวมถึงกระทบไปยังยุโรปหรือสหรัฐฯ ฝั่งตะวันออกด้วย ส่งผลทำให้การเดินทางยาวนานขึ้น ต้นทุนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจที่ติดต่อกับภูมิภาคดังกล่าวควรติดตามประกาศด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวของฝั่งยุโรปด้วยทำให้กระทบต่อการเดนิทางทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ตามข้อมูลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) รายงานไว้เมื่อ 20.20 น.เมื่อวานนี้(1 มี.ค.) ระบุว่ามีเที่ยวบินได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทั้งหมด 134 เที่ยวบินของสายการบินที่ให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือผ่านน่านฟ้าใกล้เคียง โดยมีการยกเลิกเที่ยวบิน เช่น สายการบิน El Al Israel, Air Arabia, Emirates, Qatar Airways, Etihad, Gulf Air, World2fly และ Thai Air Asia Xเป็นต้น
AOT ระบุว่ามีเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกตามท่าอากาศยานของไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีเที่ยวบินยกเลิก จำนวน 59 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง 2 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 2 เที่ยวบิน และ ท่าอากาศยานภูเก็ต 36 เที่ยวบิน
ด้านเศรษฐกิจ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ ประเมินวา่าหากสงครามสิ้นสุดลงได้ใน 1 เดือนผลกระทบการขนส่งน้ำมันทางช่งแคบฮอร์มุซน้อยอาจำทให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 เหรียญ จีดีพีของไทยอาจโตได้ 1.6% ถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อช่องแคบถูกปิด การขนส่งไม่สามารถทำได้ ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันถึง115-125 เหรียญ อาจทำให้จีดีพีไทยโตอยู่ที่ 1.3% (จากเมื่อปี 2568 อยู่ที่ 2%) ทำให้จีดีพีไทยโตน้อยที่สุดในรอบ 6 ปี แต่จะไม่ได้ทำเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากนักเนื่องจากภาครัฐมีกลไกดูแลราคาเช่น กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่
