พท.-ปชน.-ปชป.-ทสท. ส่งตัวแทนร่วมแสดงจุดยืนรณรงค์ประชามติมีรัฐธรรมนูญใหม่ กา “เห็นชอบ” 8 กุมภาฯ นี้ “ธนาธร” ย้ำเป็นการล้างมรดกคณะรัฐประหารหากเสียงไม่ผ่านอาจเกิดวิกฤติการเมือง “จาตุรนต์” รธน.60 ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียงถ้า รธน.60 ยังใช้ต่อจะยิ่งทำให้ประเทศปรับตัวไม่ทันโลก
25 ม.ค.2569 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตัวแทนพรรคการเมือง 4 พรรคได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคไทยสร้างไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงจุดยืนต่อการทำประชามติเพื่อถามความเห็นชอบจากประชาชนว่าจะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนฉบับ 2560 หรือไม่
จาตุรนต์ ฉายแสง ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยและเป็นฝ่ายรณรงค์ของพรรคต่อประเด็นทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขามีความเห็นว่าประชามติครั้งนี้เสียงเห็นชอบน่าจะผ่านไปได้ แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะยังมีประชาชนที่ไม่รู้ว่ามีวันที่ 8 ก.พ.นี้นอกจากการเลือกตั้ง สส. แล้วยังต้องออกเสียงประชามติด้วยก็อาจจะมีคนไม่ได้ร่วมออกเสียง เพราะการเผยแพร่เรื่องนี้ให้ประชาชนรับรู้มีน้อยมาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็ไม่เผยแพร่แม้กระทั่งผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคนก็ยังไม่รู้ แล้วตอนแรก กกต.เองก็มาบอกว่าห้ามพรรคการเมืองชี้นำ แต่ กกต.ต่างหากที่เข้าใจผิดเพราะกฎหมายห้าม กกต.ชี้นำ แม้ภายหลัง กกต. ชี้แจงแก้ไขว่าพรรคการเมืองทำได้แล้วแต่ข่าวที่ออกมาก็น้อยกว่าตอนแรก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรื่องนี้ตัวแทนจากพรรคจะยอมรับว่าทางพรรคเพื่อไทยเองก็พูดเรื่องนี้น้อย เพราะทางนักการเมืองเองก็รู้สึกว่าต้องสื่อสารเพื่อหาเสียงไปด้วยบางที สส.เขตก็ยังหาเสียงแต่ของตัวเอง พรรคเพื่อไทยจึงให้เขามาหาทางรณรงค์เรื่องประชามติ ซึ่งจุดนี้พรรคเพื่อไทยก็มีมติว่าให้เห็นชอบกับการเรื่องทำรัฐธรรมนูญใหม่และมอบหมายให้เขามารณรงค์เรื่องนี้ในฐานะตัวแทนพรรคไม่ใช่มารณรงค์เองส่วนตัว
ทั้งนี้ จาตุรนต์อธิบายว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นระบบของคณะรัฐประหารที่ตั้งใจไม่ให้ประชาชนมีอำนาจมีสิทธิมีเสียง อำนาจตรวจสอบถ่วงดุลป้องกันทุจริตถูกผูกขาดอยู่กับคนที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหารและยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และทำให้กลไกตรวจสอบทุจริตไม่เป็นกลาง จึงต้องแก้ไขให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลได้ แต่พรรคการเมืองไม่ควรเสนอตัวเองเข้าไปแก้เองเพราะก็จะถูกกล่าวหาว่าเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญกันเพื่อตัวเอง จึงต้องให้ประชาชนเข้าไปแก้ไขเรื่องนี้เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน และส่งเสริมอำนาจของประชาชนในการทัดทานป้องกันการรัฐประหารไปด้วย
ทั้งนี้ แต่ถ้าเกิดผลประชามติออกมาว่าประชาชนไม่เห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่ จาตุรนต์มองว่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาจากรัฐธรรมนูญต่อเป็นไปได้ยาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็ไประบุแล้วว่าจะไม่สามารถทำได้อีกจนกว่าจะมีการประชามติอีกครั้งและประชาชนให้ความเห็นชอบ จะทำให้ประเทศต้องอยู่ไปกับการปิดกั้นการปรับตัวให้ทันโลกอย่างรุนแรง ประเทศก็จะล้าหลังเพราะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ถูกออกแบบมาจากคนที่ไม่ทันโลก อีกทั้งรัฐสภาและประชาชนก็จะไม่สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระต่างๆ ได้
ราเมศ รัตนะเชวง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าพรรคก็มีจุดยืนให้ความเห็นชอบกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่หลักการของพรรคคือจะต้องไม่แตะหมวด 1-2 และเขาเห็นว่ามีเนื้อหาหลายประเด็นมากที่ควรถกเถียงกันทั้งทางการเมืองและวิชาการว่า รัฐธรรมนูญนี้ส่วนไหนบ้างควรคงไว้หรือแก้ไข เช่น เรื่องปราบโกงที่ควรคงเนื้อหาบางส่วนไว้ แต่มาตรา 236 ที่จะให้ดำเนินคดีผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต้องยื่นผ่านประธานรัฐสภา ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะเกิดการสมยอมกัน เพราะประธานรัฐสภามาจากพรรคการเมืองที่มีเสียง สส. เยอะที่สุดก็คือพรรครัฐบาล ถ้ามีคนทุจริตของฝั่งรัฐบาลก็จะมีปัญหาว่าประธานสภาจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบหรือไม่
ตัวแทนพรรค ปชป. กล่าวว่าที่ผ่านมาพรรคก็เคยเสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาก่อนแล้ว และเห็นว่ามีเรื่องที่ต้องแก้ไข เช่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภคที่เคยมีในฉบับ 40-50 แต่ใน 60 ก็หายไป แล้วสิทธิที่ดินทำกินก็ยังเกิดความเหลื่อมล้ำประชาชนที่ยังต้องมีที่ดินเพื่อหาเลี้ยงชีพต่างก็กังวลว่าจะถูกจับกุมหรือไม่
ทั้งนี้ ราเมศ เสนอว่าให้พรรคการเมืองได้แสดงเจตจำนงร่วมกันว่าถ้าจะให้ประชาชนเห็นชอบที่จะทำรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว หลังจากการออกเสียงประชามติจะต้องใส่เรื่องใดไว้ในรัฐธรรมนูญบ้าง เช่น การแก้ไขมาตรา 256 ในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เรื่องการปราบทุจริต เป็นต้น
ทั้งนี้ ราเมศเห็นว่าถ้าประชามติครั้งนี้ไม่ผ่านก็ยังไม่สิ้นหวัง แต่ก็จะต้องหาแนวร่วมกับพรรคการเมืองต่างๆ พร้อมทำให้เห็นว่าจะให้รัฐธรรมนูญใหม่จะมีข้อเสนออะไรบ้างมีเรื่องใดที่เห็นตรงกัน เพื่อเอาไปรณรงค์ให้ประชาชนเห็นว่าถ้าจะต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะให้มีเนื้อหาอย่างไร
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า มาในฐานะตัวแทนของพรรคประชาชน ประเมินว่าประชามติครั้งนี้คนจะลงมติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ก็จะผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิวยังเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ แต่เขาเห็นว่าต้องตั้งเป้าหมายให้เสียงชนะขาด ไม่เช่นนั้นกระบวนการในชั้น สว. ก็จะไม่มีเสียงของประชาชนเป็นหลังพิง เพื่อไม่ให้ สว. มีข้ออ้างได้ว่าประชาชนต้องการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ต่อ อย่างไรก็ตาม จากที่เขาได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนก็คิดว่าผ่านแต่จะไม่เด็ดขาดให้พอเป็นอาวุธในการสู้ลำดับต่อไปได้
ตัวแทนพรรคประชาชน มองว่าเสียงเห็นด้วยอย่างน้อยต้อง 65% ขึ้นไป ถ้าเสียงเห็นชอบแค่ 55%-45% จะไม่หนักแน่นพอ แต่จะทำให้ถึงเป้า 65% ก็เป็นเรื่องยากช่วงเวลาก่อนประชามติที่เหลืออยู่ตอนนี้มีค่ามากจริงๆ เขาคิดว่าทุกพรรคการเมืองที่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็น่าจะต้องช่วยกันสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจ เพราะตอนนี้คนส่วนใหญ่รู้ว่ามีประชามติแต่ไม่รู้ว่าประชามติเรื่องอะไร และเห็นว่าต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าการทำประชามติครั้งนี้คือการเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้เพื่อเป็นการทำให้มรดกของคณะรัฐประหารสิ้นสุดลงเท่านั้น ส่วนเรื่องข้างหน้าว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไรยังไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันตอนนี้เพื่อให้มีประชาชนที่เห็นร่วมกันว่าต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่มาร่วมมากที่สุด
ธนาธรกล่าวว่า ในสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองเวลานี้ ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และกล้าหาญพอจะปฏิรูปประเทศ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่เอื้อให้เกิดรัฐบาลเช่นนี้ ถ้าประชามติแล้วไม่ผ่าน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือวิกฤติรับธรรมนูญ เศรษฐกิจ การเมืองจะขมวดเข้าหากัน แล้วอาจจะทำให้เกิดซีนาริโอ้ 2 แนวคือ ความไม่พอใจของประชาชนปะทุขึ้นมาเพราะวิกฤติต่างๆ หรืออาจเกิดการปราบปรามสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างรุนแรงเพื่อไม่ให้เกิดซีนาริโอ้แรกขึ้นมา
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคไทยสร้างไทยกล่าวว่า พรรคเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่ และเชื่อมั่นว่าประชาชนจะกาเห็นชอบและเชื่อว่าเข้าใจในเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าเสียงเห็นชอบจะผ่านได้แบบหมิ่นเหม่หรือไม่ เพราะสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยจากการที่จะเลือกพรรคการเมืองสีเทาหรือสีขาวเข้าไปเป็นรัฐบาล ถ้าพรรคการเมืองสีขาวได้เป็นรัฐบาลก็จะเข้าไปเกื้อหนุนกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และรัฐธรรมนูญก็เป็นรากฐานของประเทศและเกี่ยวกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นต่อประเทศต่างๆ ด้วย
