Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

น้ำมันก็ขึ้นไปแล้ว ค่าไฟตอนนี้ก็กำลังจะขึ้นตามมา จากวิกฤตพลังงานโลก 

สงครามความขัดแแย้งระหว่างอเมริกา-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยพุ่งสูงขึ้นเกินลิตรละ 50 บาท แม้รัฐจะอุดหนุนเงินช่วยเหลือประชาชน แต่ปัญหานี้ไม่ได้สร้างผลกระทบแค่ภาคขนส่ง แต่ในภาคพลังงาน ก๊าซ LNG ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าและยังเป็นพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมกำลังขาดแคลน ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้นไปอีก 

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 รัฐบาลไทยประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านที่อยู่อาศัย โดยสามารถลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ทำให้จูงใจประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้เองมากขึ้น 

แต่ถึงอย่างนั้นปัญหาก็ยังไม่คลี่คลาย เมื่อกระทรวงการคลังของจีนประกาศยกเลิกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้ากลุ่มโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป 

ราฟาเอล คิมิเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการค้าของ VIRA Energy ประเมินว่าราคาแผงโซลาร์เซลล์จะเพิ่มขึ้น 10 ถึง 15% ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน สำหรับเขามองว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้เป็นวิกฤต แต่เป็นการกลับคืนสู่สภาวะปกติ 

ขณะที่หลายคนยังรอดูสถานการณ์ บางบ้านกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่เงียบๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และในบางเดือนแทบไม่ต้องจ่ายค่าไฟเลย ถ้าคุณกำลังคิดอยู่ว่า ‘จะติดโซลาร์เซลล์ดีไหม ต้องใช้เงินเท่าไหร่ และคุ้มจริงหรือเปล่า’ บทความนี้มีคำตอบ

โซลาร์รูฟท็อปมีกี่แบบ

โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) คือระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งไว้บนหลังคา และรับพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ก่อนส่งไปยังเครื่องแปลงไฟ (Inverter) เพื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ก่อนนำพลังงานไฟฟ้านี้ไปใช้ภายในบ้าน 

โดยระบบกำลังผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ‘1 เฟส และ 3 เฟส’

  • 1 เฟส (Single Phase) มีแรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 220 – 230 โวลต์ สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้สูงสุด 5 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้ไฟปกติ
  • 3 เฟส (Three Phase) มีแรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 380 – 400 โวลต์ สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้มากกว่า 10 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าสูงหรือโรงงาน 

การติดตั้งโซลาร์เซลล์แบ่งออกเป็น ‘3 ประเภท’ ดังนี้

1. On-Grid เป็นระบบผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ควบคู่ไปกับการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ซึ่งระบบนี้สามารถผลิตไฟฟ้าขายคืนรัฐได้ (ในกรณีที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ)

ระบบนี้เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้ไฟหนักในช่วงกลางวัน แต่มีข้อเสียตรงที่หากเวลาไฟดับแม้จะเป็นช่วงกลางวันก็ตาม ระบบไฟทั้งหมดจะตัดตัวเองเพื่อป้องกันไฟไหลย้อนกลับไปที่การไฟฟ้า 

2. Off-Grid เป็นระบบผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ โดยไม่เชื่อมต่อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ระบบนี้ควรมีแบตเตอรี่เพื่อใช้กักเก็บไฟที่ผลิตและเพิ่มความเสถียรให้ไฟฟ้าในบ้านมากขึ้น 

ระบบนี้เหมาะสำหรับบ้านที่ไม่สามารถเข้าสายส่งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าและยังมีไฟสำรองใช้เวลากลางคืนหากมีแบตเตอรี่ แต่มีข้อเสียที่ราคาสูง ตัวเลือกน้อย และต้องเสียค่าบำรุงรักษาแบตเตอรี่

3. Hybrid เป็นระบบที่ผสมผสาน On-Grid และ Off-Grid เข้าด้วยกัน คือสามารถใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้หรือหากไฟจากแสงอาทิตย์ไม่พอก็จะดึงไฟจากการไฟฟ้ามาเพิ่มเติม หากไฟดับก็จะมีไฟสำรองจากแบตเตอรี่ ส่งผลให้ใช้ไฟได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถผลิตไฟฟ้าขายคืนรัฐได้ (ในกรณีที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ)

ระบบนี้ประหยัดค่าไฟได้มากกว่าสองรูปแบบก่อนหน้า โดยขึ้นอยู่กับชนิดของโซลาร์เซลล์ และมีไฟสำรองใช้ในเวลาเกิดเหตุไฟดับ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ต้นทุนสูง จากการที่มีแบตเตอรี่และอุปกรณ์เสริมที่มากกว่ารูปแบบอื่น และยังมีระบบที่ซับซ้อนกว่า จึงต้องใช้ความรอบคอบในการติดตั้งระบบ

อุปกรณ์สำหรับโซลาร์เซลล์ 

มีอยู่หลายชิ้นและค่อนข้างเฉพาะทาง ทำให้ราคาในการติดตั้งค่อนข้างสูงตามไปด้วย เบื้องต้นมีอุปกรณ์ดังนี้

1. แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panels) ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์แปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง 

2. อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ทำหน้าที่รับกระแสไฟฟ้ากระแสตรงมาแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งอินเวอร์เตอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  • String Inverter เป็นประเภทที่ต่อแผงอนุกรมกันเป็นสายเข้าเครื่องเดียว เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัยและอาคารขนาดไม่ใหญ่
  • Micro Inverter เป็นประเภทที่ติดตั้งใต้แผง 1 ต่อ 1 ทำให้มีความปลอดภัยสูง หากแผงไหนเสีย แผงอื่นยังสามารถทำงานได้
  • Hybrid Inverter สามารถทำงานได้ทั้งการเชื่อมต่อแบบโซลาร์ออนกริด (On-Grid) และแบตเตอรี่

3. โครงยึดแผงโซลาร์เซลล์ (Mounting System) ทำหน้าที่ยึดแผงและรองรับน้ำหนักของแผงโซลาร์เซลล์

4. แบตเตอรี่ ทำหน้าที่เก็บพลังงานที่ได้รับจากแสงอาทิตย์และแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ประเภทที่ได้รับความนิยม ทนทานและปลอดภัยที่สุดคือ แบตเตอรี่ลิเธียม

5. สายไฟโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟให้ไหลผ่านไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า มี 2 รูปแบบ

  • สายไฟกระแสตรง สายไฟฟ้าสำหรับกระแสตรง เชื่อมต่อกับแผงโซลาร์เซลล์ให้เข้ากับอินเวอร์เตอร์
  • สายไฟกระแสสลับ สายไฟฟ้าสำหรับกระแสสลับ ใช้เชื่อมกับอินเวอร์เตอร์ให้เข้ากับเบรกเกอร์ AC และเชื่อมไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

6. เบรกเกอร์ช่วยตัดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ไฟรั่ว ไฟกระชาก เป็นต้น จำเป็นสำหรับระบบ Off-Grid และ On-Grid

7. มิเตอร์ (Meters) เป็นอุปกรณ์อ่านค่าพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยส่งสัญญาณเตือนไปยังอินเวอร์เตอร์เพื่อลดกำลังการผลิตก่อนที่ค่ากระแสไฟจะคงที่

8. Zero Export อุปกรณ์ป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าส่วนเกินไหลกลับไปยังมิเตอร์ของการไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้รูปแบบ On-Grid และ Hybrid ที่ไม่ได้ขายไฟให้กับการไฟฟ้า

9. อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ท่อร้อยสาย, เบรกเกอร์กันไฟย้อน, ระบบ EV Charger (ถ้ามีรถไฟฟ้า), ตัวควบคุมการชาร์จ (Charge Controller)

ขนาดและประเภทของแผงโซลาร์เซลล์ อ้างอิงจาก Greenergy พบว่า แผงโซลาร์เซลล์มี 3 ประเภท

1. แผงโซลาร์เซลล์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Panels) เป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่มีความบริสุทธิ์สูงสังเกตได้ง่ายจากลักษณะภายนอกสีดำสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่จำกัด เช่นหลังคาที่มีพื้นที่น้อย หรือพื้นที่ที่มีสภาพอากาศร้อนจัด เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่สูงและการทนต่อความร้อนที่ดี

ข้อดีคือ มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุด มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าแม้ในสภาวะแสงน้อย ใช้พื้นที่น้อยกว่าในการผลิตไฟฟ้าเท่ากัน เหมาะกับพื้นที่จำกัด แต่ข้อเสียคือราคาแพงกว่าประเภทอื่น ในกระบวนการผลิตมีการตัดมุมเซลล์ทำให้มีการสูญเสียวัสดุซิลิคอนบางส่วน

2. แผงโซลาร์เซลล์ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Silicon Solar Panels) เป็นแผงที่ผลิตจากการหลอมซิลิคอนหลายผลึกเข้าด้วยกัน สังเกตได้จากสีน้ำเงินอมฟ้าที่มีลวดลายคล้ายกับแผ่นน้ำแข็งแตก เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ที่มีแสงแดดสม่ำเสมอและมีพื้นที่เพียงพอ เช่น หลังคาบ้านในชนบท ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์

ข้อดีคือ ราคาถูกกว่าประเภทแรก ไม่มีการตัดมุมเซลล์ ทนทานความร้อนได้ดี ส่วนข้อเสียคือ ประสิทธิภาพต่ำกว่าแบบแรกประมาณ 15-17% ประสิทธิภาพลดลงในสภาวะแสงน้อย ต้องใช้พื้นที่มากกว่าในการผลิตไฟฟ้าปริมาณเท่ากัน 

3.แผงโซลาร์เซลล์ชนิดฟิล์มบางอะมอร์ฟัสซิลิกอน (Amorphous Silicon Solar Panels) เป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิดบาง โดยใช้การเคลือบชั้นบางๆ ของวัสดุกึ่งตัวนำลงบนวัสดุรองรับ เช่น แก้ว พลาสติก หรือโลหะ มีลักษณะเป็นแผ่นบางสีเข้มสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับอาคารที่มีรูปทรงพิเศษ หรือมีข้อจำกัดด้านน้ำหนัก หรือพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ 

ข้อดีคือ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปใช้กับพื้นที่โค้งงอได้ น้ำหนักเบา ทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อย ข้อเสียคือ ประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศร้อนจัดและอายุการใช้งานต่ำที่สุดในสามประเภทนี้

ประหยัดได้แค่ไหน คืนทุนเมื่อไหร่ 

อ้างอิงข้อมูลราคาจากบริษัทขายโซลาร์เซลล์ปี 2569 หลายแห่ง พบว่า

  • ขนาด 3 kW ราคาประมาณ 95,000 - 150,000 บาท (เหมาะสำหรับบ้านขนาดเล็ก ค่าไฟประมาณ 2,500 – 4,000 บาท) คืนทุนประมาณ 7-10 ปี ประหยัดไฟได้ประมาณ 1,500 บาท/เดือน
  • ขนาด 5 kW ราคาประมาณ 125,000 - 255,000 บาท (เหมาะสำหรับบ้านทั่วไป 3–4 ห้องนอน ค่าไฟ 4,000–6,000 บาท/เดือน) คืนทุนประมาณ 5-7 ปี ประหยัดไฟได้ประมาณ 2,500 บาท/เดือน
  • ขนาด 10 kW ราคาประมาณ 210,000 - 500,000 บาท (เหมาะสำหรับบ้านขนาดใหญ่ ค่าไฟ 8,000–12,000 บาท/เดือน) คืนทุนประมาณ 5-6 ปี ประหยัดไฟได้ประมาณ 5,000 บาท/เดือน

ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับผู้จำหน่าย ขนาดอุปกรณ์ และพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า

จะติดต้องขอใคร?

สำหรับผู้ที่เลือกระบบ On-Grid และ Hybrid จำเป็นต้องยื่นเอกสารขอติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากระบบไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์มีการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานหลักเพื่อความปลอดภัย โดยมี 5 ขั้นตอนหลัก

ขั้นตอนที่ 1 ขออนุญาตดัดแปลงอาคาร (อ.1) กับหน่วยงานท้องถิ่น (สำนักงานเขต, เทศบาล หรืออบต.ในพื้นที่) สำหรับพื้นที่ที่ติดตั้งขนาดเกิน 160 ตร.ม. และ/หรือน้ำหนักรวมเกิน 20 กก./ตรม.

 

ขั้นตอนที่ 2 แจ้งขอยกเว้นการรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าต่อ กกพ. สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน หรือร้านค้าขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 1,000 กิโลวัตต์สูงสุด สามารถตรวจสอบผลการแจ้งยกเว้นได้ที่ https://www.erc.or.th/th

ขั้นตอนที่ 3 ขออนุญาตเชื่อมขนานกับการไฟฟ้า โดยยื่นเรื่องผ่านกฟน. สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดยื่นที่ กฟภ.

ขั้นตอนที่ 4 การไฟฟ้าตรวจสอบหน้างานจริงและเปลี่ยนมิเตอร์ เมื่อเอกสารผ่านเสร็จสิ้นและได้ติดตั้ง การไฟฟ้าจะเข้ามาตรวจสอบการติดตั้งจริงตามที่ยื่นขอและตรวจสอบระบบป้องกัน

ขั้นตอนที่ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้า สามารถยื่นแบบคำขอที่ PPIM ประกาศผลภายใน 45 วันนับจากวันที่ยื่นคำขอฯ 

จะติดต้องทำอะไรบ้าง

  • ตรวจสอบว่าสถานที่เหมาะกับการติดตั้งหรือไม่ โดยสังเกตจากพฤติกรรมว่าใช้ไฟเยอะหรือไม่ ลองคำนวณดูจากค่าไฟที่จ่ายในแต่ละเดือน และตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบบ้านมีต้นไม้บังแสงแดดหรือไม่
  • เรียกวิศวกรที่มีความรู้เข้ามาตรวจสอบโครงบ้านก่อนว่าสามารถรองรับน้ำหนักของโซลาร์เซลล์ได้หรือไม่ อาจต้องมีการเสริมโครงเหล็กก่อนติดตั้งเพื่อความปลอดภัย
  • เลือกประเภทของโซลาร์เซลล์ที่ต้องการติดตั้ง
  • ยื่นเอกสารขออนุญาตตามขั้นตอนในหัวข้อการขออนุญาตติดตั้งข้างต้น
  • ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เมื่อได้ขนาดที่ต้องการ เอกสารพร้อม ก็ทำการติดตั้ง ถ้ามีความรู้มากพอสามารถติดตั้งเองได้ แต่หากไม่มั่นใจแนะนำให้จ้างช่างที่มีความรู้ชำนาญ หรือใช้บริการผู้รับเหมาที่มีพร้อมทุกอย่าง การติดตั้งใช้เวลาประมาณ 1-4 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ
  • เชื่อมระบบเข้ากับไฟบ้าน หลังจากติดตั้งแผงแล้ว จะทำการเชื่อมระบบโซลาร์เซลล์เข้ากับระบบไฟฟ้าในบ้านโดยใช้ตัวแปลงไฟฟ้า เพื่อให้ไฟสามารถใช้งานได้
  • การไฟฟ้าเข้ามาติดมิเตอร์ หลังจากติดตั้งเสร็จสิ้น การไฟฟ้าจะเข้ามาตรวจสอบการติดตั้งจริงตามที่ยื่นขอและตรวจสอบระบบป้องกัน
  • ควรมีพื้นที่ติด Inverter ให้ห่างไกลจากพื้นที่การใช้ชีวิต เนื่องจากเสียงดังประมาณหนึ่ง ร้อนเท่าคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง และต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้ง

ความช่วยเหลือจากรัฐ

รัฐบาลไทยสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ผ่าน 2 นโยบายคือ ‘การลดหย่อนภาษีและการขายไฟฟ้าคืนรัฐ’

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 รัฐบาลไทยประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านที่อยู่อาศัย สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถลดหย่อนค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท เงื่อนไขคือ ใช้สิทธิได้ 1 ครั้ง และจำนวนไม่เกิน 1 ระบบ ตลอดเวลาของมาตรการโดยให้ใช้สิทธิในปีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ โดยต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา ดาดฟ้า หรือตัวอาคารที่อยู่อาศัย และเชื่อมต่อแบบ On-Grid ต่อกับระบบกฟน.หรือกฟภ. และต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูปแบบ (e-Tax Invoice)

การซื้อขายไฟฟ้าสามารถทำได้เฉพาะรูปแบบของ On-Grid และ Hybrid เนื่องจากมีการเชื่อมขนานไฟกับการไฟฟ้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2580  ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 และตามนโยบายของรัฐ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายร่วมกันบริหารจัดการรับซื้อไฟฟ้าในช่วงปีพ.ศ. 2564 – 2573 จำนวนไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ (MWp) กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้า 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี แต่ปัจจุบันโควตารับซื้อเต็มแล้ว

สำหรับการเชื่อมต่อแบบ 1 เฟส (220 V) กำลังผลิตจากแผงโซลาร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kWp) ต่อราย และการเชื่อมต่อแบบ 3 เฟส (220/380 V) กำลังผลิตจากแผงโซลาร์ไม่เกิน 10 kWp ต่อราย

หากถามว่าเวลานี้เหมาะสมหรือไม่หากต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ คงต้องบอกว่า ‘เหมาะสม’ เนื่องจากนี่เป็นโค้งสุดท้ายที่ราคาโซลาร์เซลล์จะอยู่ในราคานี้ เพราะเข้าเดือนเมษายน ราคาคงจะดีดขึ้นไปประมาณ 10% จากขึ้นภาษีของจีน หรือหากมองในฤดูกาล นี่ถือว่าเป็นเดือนที่เหมาะสำหรับการเตรียมร้อนรับเทศกาลค่าไฟมากที่สุด เพราะช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป อากาศจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ 

แม้สิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาทใช้ได้ครั้งเดียว และโควตาขายไฟคืนรัฐปิดแล้ว ‘แต่ถ้าติดเพื่อช่วยลดค่าไฟ ถือว่ายังคุ้มอยู่’ เพราะไทยเป็นประเทศที่ร้อนเกือบทั้งปี บ้านไหนที่ใช้ไฟหนัก โดยเฉพาะช่วงกลางวัน จึงควรติดอย่างยิ่ง ซึ่งอาจประหยัดได้ครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า

สุดท้ายแล้ว โซลาร์เซลล์อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกบ้าน แต่สำหรับบ้านที่ใช้ไฟหนัก โดยเฉพาะตอนกลางวัน มันอาจเป็นการลงทุนไม่กี่อย่างที่ ‘ช่วยลดรายจ่ายไปได้อีกหลายปี’

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง