Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.พลังงานชี้หลังวิกฤตต้องรื้อกลไกกองทุนน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิตขอเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะรัฐต้องใช้เงินช่วยประชาชน ตอนนี้ขอจัดการลดค่าการกลั่นก่อนและทุกโรงกลั่นก็ให้ความร่วมมือ อนาคตเตรียมใช้พลังงานทดแทน

10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อธิบายชี้แจงในประเด็นการจัดการพลังงาน ว่าต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการครองชีพของประชาชน แต่เมื่อเข้ามารับตำแหน่งก็ต้องมารับสภาวะวิกฤตน้ำมันจากการปะทะกันในตะวันออกกลาง ซึ่งอยู่นอกเหนือการจัดการขอบเขตอำนาจของรัฐบาลไทย แต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศ 

เอกนัฏชี้แจงว่านับตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งก็ได้รับรายงานจาก คตร. และได้เรียกกลุ่มผู้ประกอบการมาพูดคุยรวมถึงประชุมกับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ซึ่งรัฐบาลไทยมีเครื่องมือมีอาวุธและกำลังในการจัดการปัญหาเรื่องนี้น้อยมากผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งน้ำมันที่ราคาที่แพงขึ้นและหายากขึ้นทำให้มีผลกระทบหนัก สิ่งที่รัฐบาลไทยมีคือกองทุนน้ำมัน ซึ่งก็มีคำถามเข้ามาหลากหลาย แต่เขาก็ใช้ความระวังมากในการบริหารกองทุนในฐานะประธานกองทุนน้ำมัน

เขาเห็นว่าในสถานการณ์ปกติสิ่งแรกที่จะทำคือการผ่าตัดกองทุนน้ำมันเพราะมีอำนาจมาก การตัดสินใจของกองทุนน้ำมันสามารถนำเม็ดเงินมหาศาลมาอุดหนุนน้ำมันเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วตามเจตนาของกองทุนน้ำมันมีเงินในกระเป๋าแค่ 20,000 ล้านบาทสำหรับการบริหารสถานการณ์แบบที่เป็นอยู่นี้ แต่วันนี้ก็เห็นแล้วว่าที่ตอนนี้ติดลบ 60,000 ล้านบาท แต่เคยติดลบถึง 100,000 ล้านบาทแล้วก็มี และวันนี้ด้วยอำนาจของกองทุนน้ำมันจะเอาเงินกองทุนมาลดราคาน้ำมันอีกก็ยังได้ 

“ในความคิดเห็นของผมไม่ควรมีองค์กร ไม่ควรมีกองทุนไหนมีอำนาจมากมายขนาดนี้ หลังจัดการสถานการณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว ก็ตั้งใจปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน ถ้าเจตนาของกองทุนมีเงินเพียง 20,000 ล้านใช้สำหรับชะลอผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีน้ำมันราคาขึ้้น แล้วก็ใช้ชะลอผลกระทบไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศมากเกินไปก็ควรจะมีลิมิตในการทำงานมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าวันนึงอยากจะอุดหนุนเงินเป็นพันล้าน สองพันล้าน สามพันล้านก็สามารถทำได้ เกณฑ์เหล่านี้ต้องเปลี่ยนไปการคำนวนอัตราต่างๆ ก็ต้องทำให้โปร่งใสมากขึ้น”

เอกนัฏยกตัวอย่างการปรับค่าการตลาดที่ต้องทบทวนปรับกลไกคำนวนใหม่ไม่ให้บางวันก็พุ่งสูงถึง 10-20 บาท บางวันก็ติดลบ 5-10 บาทก็มี แม้ว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2 บาทตามการศึกษาแต่ว่าเวลาพุ่งขึ้นพุ่งลงก็ทำให้เสียเสถียรภาพในการบริหารจัดการ เมื่อกลไกให้อำนาจกองทุนน้ำมันแบบนี้ก็ต้องพยายามบริหารจัดการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ จึงได้มีการพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญตลอด 

แต่เมื่อต้องตัดสินใจก็ทำหน้าที่ของตนก็ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานสามารถกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นได้ การใช้เงินกองทุนน้ำมันก็ไม่ได้ต่างกับเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยทำให้สามารถใช้น้ำมันราคาถูกลงในปัจจุบัน เขาเห็นว่าในภาวะวิกฤติแบบนี้กลไกตลาดที่เคยทำงานไม่ได้ทำงานอย่างปกติ กลไกราคาที่ประเทศไทยอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์มาก็ผิดปกติ ราคาน้ำมันสำเร็จเทียบกับราคาน้ำมันดิบถูกถ่างออกไปให้สูงขึ้นปกติมากทำให้ค่าการกลั่นดูแล้วบ่งชี้ว่าโรงกลั่นก็น่าจะมีกำไรเกินไปมาก

ในยามวิกฤตแบบนี้โชคดีที่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นที่สามารถกลั่นน้ำมันดิบได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่กลไกเดิมเราทำเสมือนว่าเราไม่มีโรงกลั่นอยู่เลย เราเอาราคาที่สิงคโปร์มาบวกกับค่าพรีเมี่ยมตั้งราคาที่หน้าโรงกลั่น ผมเห็นว่าแทนที่จะให้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเงินของผู้ใช้น้ำมันไปแบกรับภาระไว้ทั้งหมด แต่ในเวลาแบบนี้เป็นความรับผิดชอบของโรงกลั่นที่ประกอบกิจการในประเทศไทยต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ก็ควรจะแบ่งเบาภาระแบกภาระในเวลานี้ ไม่ใช่มาหากำไรมากจนเกินควร” 

เอกนัฏกล่าวว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่นำราคาในตลาดสิงคโปร์มาตั้งเป็นราคาหน้าโรงกลั่น แต่มีส่วนลดจากการคำนวนว่าค่าการกลั่นซึ่งสะท้อนกำไรจากการแปลงสภาพน้ำมันดิบหรือวัตถุดิบมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำมันสำเร็จรูปมากผิดปกติ ก็ได้ดูตัวเลขจริงในเดือนมีนาคมแล้วก็นำมาเป็นส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นในช่วงเดือนเมษายน และเมื่อค่าการกลั่นช่วงเดือนเมษายนที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกก็จะเอาข้อมูลจริงในช่วงต้นเดือนเมษายนไปพิจารณาแล้วกำหนดส่วนลดใหม่ เพื่อให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมัน และ ณ เวลานี้ทุกโรงกลั่นก็ให้ความร่วมมือดี

รมว.พลังงานย้ำว่าที่ผ่านมาทำงานไม่เคยเกรงใจใคร ทำงานตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้และเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมและของประชาชนก็จะทำ แต่ที่เห็นว่าส่วนไหนกฎหมายให้อำนาจไว้มากเกินไปเช่นในส่วนของกองทุนน้ำมันก็เห็นว่าจะต้องถือโอกาสนี้หลังเกิดวิกฤตนี้จะต้องผ่าตัดปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน ให้ชัดเจนและโปร่งใส ถูกถ่วงดุลได้ ไม่ให้ทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครรู้

ประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต เอกนัฏเห็นว่าการลดภาษีส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องยากเพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็ม แต่ไม่ได้มาฟรีจึงขอไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายทเพราะต้องเอารายได้ส่วนนี้ไปช่วยเหลือมุ่งเป้าให้ประชาชนที่เดือดร้อนที่ต้องการเงินช่วยเหลือจริงๆ การลดภาษีสรรพสามิตอาจจะทำให้คนสบายใจราคาลดลง แต่ประเทศเงินหายในเวลาที่ต้องการเงินมาเยียวยามาช่วยเหลือประชาชน 

เอกนัฏกล่าวว่าตอนนี้จึงขอใช้กลไกบริหารจัดการกลไกของกองทุนที่วันนี้ก็ดีขึ้นมากจากเดิมที่เคยขาดทุนมากที่สุด 2,500 ล้านบาท วันนี้เหลือวันละหลักร้อยล้านบาทสถานภาพคงที่และขอใช้กลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่นซึ่งเป็นการลดราคาที่ไม่ส่งผลต่อสถานะของกองทุนเลย ไม่ต้องเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาแบกชดเชยให้น้ำมันราคาถูกลงในปัจจุบัน 

ในประเด็นภาวะขาดแคลนน้ำมัน เอกนัฏกล่าวว่าได้ตรวจสอบการน้ำเข้าน้ำมันแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ ณ วันนี้ยังไม่มีความแน่นอนเพราะวันหนึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ประกาศว่าจะทำลายให้เป็นจุณเลย วันหนึ่งก็ประกาศหยุดยิง แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะหยุดจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้วความแน่นอนก็อยู่บนความไม่แน่นอน ก็ใช้ความระมัดระวัง เตรียมใจเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

เอกนัฏได้ตอบประเด็นที่มีการกักตุนน้ำมันว่า วันนี้ตนได้ส่งทีมไปตรวจเช็กคลังน้ำมันทั่วประเทศ ในเวลานี้ที่เรากำลังคุยกันอยู่ชุดสุดซอยทำงานตั้งแต่วันแรกที่ตนเข้ากระทรวงจนมาถึงวันนี้ เพราะตนก็เลือกที่จะไว้ใจและฟังเสียงของประชาชน ฟังข้อมูลจากพวกท่านว่าน้ำมันไปอยู่ที่ไหน และตนยืนยันว่าถ้าพบความผิดปกติ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันเท่านั้น แต่ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรอบเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ได้เรียกทุกข้อมูลมาเปิดดูแล้ว ถ้าพบความผิดปกติ ตนเอาจริงและเอาตายแน่นอน คนที่มาหากำไรจากประชาชนในช่วงเวลานี้ ถึงมีเงินก็ต้องเตรียมเอาไปใช้ในคุก

เอกนัฏกล่าวว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดเป็นการแค่ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤต แต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือว่าวันนี้เราต้องพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% เพราะฉะนั้นวันนี้เองเราก็ต้องคิดว่าถึงวิกฤตนี้จบ วิกฤตในอนาคตข้างหน้าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ในโลกที่ผันผวนแปรปรวน เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร เลยเป็นที่มาว่าทำไมวันนี้การทำงานของกองทุนน้ำมัน เราก็ส่งเสริมในเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ ถ้ากองทุนน้ำมันไปอุดหนุนน้ำมันดีเซลที่ไม่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือไบโอดีเซลน้อย ก็ได้รับการอุดหนุนน้อย แต่ในส่วนที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเยอะ เช่น B20 (ดีเซลผสมไบโอดีเซล 20%), E20 (เบนซินผสมเอทานอล 20%) เอทานอลและไบโอดีเซล เราก็ส่งเสริมอุดหนุนเยอะ 

เอกนัฏให้เหตุผลว่า เพราะทุกหยดที่สามารถผลิตได้ เชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถเอามาผลิตและทดแทนได้ โดยคนไทย เกษตรกรไทย ก็จะนำมาทดแทนการนำเข้าของน้ำมันดิบที่นำเข้ามาใช้ในประเทศ ถึงจะใช้แพงแต่เงินทุกบาทที่เราซื้อแพงก็จะถูกส่งต่อเป็นรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรชาวไทย นี่คือความยั่งยืนและความมั่นคงด้านพลังงานที่เราต้องคิดทำ รวมไปถึงการสำรองน้ำมันของประเทศก็ต้องคิด วันนี้รัฐบาลก็จ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ค้าเป็นผู้สำรอง แต่ถ้าต้องตัดสินใจรับมือกับวิกฤตในอนาคต ก็ต้องมาช่วยกันคิดว่าในวันนี้ประเทศไทยจะต้องมีคลังน้ำมันที่เป็นของไทยสักทีหนึ่งได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่

เอกนัฏกล่าวว่าวันนี้สำหรับทั่วโลกและประเทศไทย เพื่อที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง เราก็เดินหน้าเข้าสู่ไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าที่เราผลิตจากแก๊สเป็นจำนวนมาก ประมาณ 60% ซึ่งในจำนวนนี้ฟังดูน่าจะเป็นข่าวดีมากกว่าเรื่องน้ำมัน คือเราผลิตเองได้มากกว่า 50%  แล้วก็นำเข้าแก๊สในราคาที่ไม่แพงจากพม่าอีกประมาณ 10%  แต่ถึงอย่างนั้น เราก็นำเข้าแก๊สเหลว (LNG) ในปริมาณ 40% พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ LNG แพงขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟ

เอกนัฏกล่าวว่าวันนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ล่าสุดก็ประกาศค่าไฟเพิ่มจาก 3.88 บาทต่อหน่วย ไปถึง 3.95 บาทต่อหน่วย ถามว่าสามารถลดค่าไฟกลับที่เดิมได้หรือไม่ ทำได้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ท่านเสนอ หมายความว่าเราต้องไปดึงเอารายได้ของการไฟฟ้ามาชดเชยส่วนต่าง ซึ่งไม่ใช่อะไรใหม่ ไม่ได้ยากอะไร แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตนว่าเราต้องช่วยกันคิดนอกกรอบ 

นอกจากนั้นเขาได้เตรียมพร้อมที่จะให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาโครงสร้างไฟใหม่ ซึ่ง 3.88 หรือ 3.95 อันนี้คือค่าเฉลี่ยของการใช้ไฟ แต่จริงๆ เวลาจ่ายค่าไฟจริงมันก็เป็นไปตามอัตรา ซึ่งผูกกับปริมาณการใช้ไฟ ขึ้นเป็นขั้นบันไดเหมือนการจ่ายภาษี ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ผู้ที่ใช้ไฟน้อย มีรายได้น้อย ก็ควรต้องจ่ายค่าไฟถูกลง ยิ่งใช้มากก็จ่ายในอัตราที่แพง หมายความว่า คนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วยแรก จะกดค่าไฟไม่เกิน 3 บาท ยืนยันว่าสามารถทำได้ โดยที่ไม่ส่งผลต่อค่าไฟโดยเฉลี่ย จะเดินหน้าทำแน่นอน

เอกนัฏกล่าวว่าการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (การผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์) ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้สูงสุดในภูมิภาค ในที่สุดตนยืนยันว่าทุกขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนในการติดตั้งแผงโซลาร์ จะต้องลดอุปสรรเหล่านั้นไปให้หมด ตั้งแต่การไปขอใบอนุญาต อ.1 (ดัดแปลงอาคาร) แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  (กกพ.) ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ขออนุญาตแล้วก็มาตรวจ ทุกขั้นตอนจะต้องลดความยุ่งยากลง ทำให้สะดวกที่สุด 

แต่การติดโซลาร์เซลล์ผลิตไฟไว้ใช้เองก็จะมีมาตรการในการส่งเสริม ลดหย่อนภาษี มีเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มแรงจูงใจคนติดไฟใช้เอง นอกจากนี้ ถ้าผลิตไฟมากกว่าที่จะใช้ สามารถขายไฟคืนระบบได้ในอัตราที่เอามาลดหย่อนค่าไฟรอบบิล ตนเชื่อว่าถ้าทำทุกอย่างที่กล่าวมานี้ทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นการปรับในระดับโครงสร้าง ประชาชนจะได้ใช้ไฟในราคาที่ถูกลง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง