เมื่อวานนี้( 3 ก.พ.2569) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข้อเสนอแนะพร้อมข้อสังเกตต่อนโยบายที่ต้องใช้เงินของพรรคการเมืองที่ใช้โฆษณาเลือกตั้งครั้งนี้ทั้ง 51 พรรคการเมือง
จากข้อเสนอแนะมีทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับการทำเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ทั้งปัญหาที่บางพรรคมีการระบุชื่อนโยบายที่แจ้งกับ กกต.ไม่ตรงกับที่ใช้โฆษณาหาเสียงจริง หรือปัญหาที่ไมไ่ด้ระบุถึงแหล่งเงินที่ใช้ทำนโยบายให้ชัดเจนเช่น จะใช้งบประมาณของปีใด หรือเงินจากกองทุน หรือเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เป็นต้น
ทั้งนี้ในเอกสารของ กกต.มีการกล่าวถึงภาพรวมนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นลักษณะวิจารณ์นโยบายของพรรคการเมืองที่ เช่นความคุ้มค่าและประโยชน์ที่อาจจะเป็นการสร้างประโยชน์ระยะสั้น แต่สร้างผลเสียระยะยาวได้ ในกลุ่มนโยบายพักหนี้หรือปลดหนี้ที่อาจลดทอนการรักษาวินัยทางการเงิน หรือกล่าวถึงว่านโยบายส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายงบประมาณในลักษณะรายจ่ายประจำมากกว่ารายจ่ายลงทุน ในขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกือบ 70% อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งปัจจุบันรายจ่ายประจำยังมีสัดส่วนอยู่ที่ 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้วเช่นกัน
ทาง กกต.ระบุว่าการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองควรต้องตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายให้ชัดเจนและพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้สามารถตั้งงบประมาณได้
TDRI วิเคราะห์นโยบาย 5 พรรคใหญ่
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกรายงานวิเคราะห์นโยบายที่ต้องใช้เงินของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ ด้วยเช่นกัน ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ที่นอกจากเปรียบเทียบปริมาณงบประมาณที่ต้องใช้ทำนโยบายแล้วยังมีการแบ่งว่าแต่ละพรรคมีนโยบายใดบ้างที่ควรไปต่อหรือนโยบายใดที่อาจสร้างปัญหาและควรทบทวน โดยอ้างอิงมาจากเอกสารที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคส่งให้ กกต.
รายงานระบุว่าพรรคที่ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดคือพรรคประชาชน คือ 741,835 ล้านบาท ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ 531,050 ล้านบาท พรรคกล้าธรรม 440,558 ล้านบาท พรรคเพื่อไทย 243,300 ล้านบาท และสุดท้ายพรรคภูมิใจไทย 148,326 ล้านบาท
ในส่วนข้อวิเคราะห์ของทีดีอาร์ไอ มองว่าพรรคประชาชนมีนโยบายที่อาจเรียกได้ว่ามุ่งสร้างรัฐสวัสดิการ โดยจัดสรรงบลงไปที่สวัสดิการด้านต่างๆ ซึ่งทางทีดีอาร์ไอมองว่ามีนโยบายที่เหมาะสมเช่น นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และ เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก ซึ่งเหมาะกับสภาพสังคมที่สู่ภาวะสังคมสูงวัย หรือนโยบายสร้างแต้ต่อให้ SMEs เพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อและหวยใบเสร็จ แต่ก็มีนโยบายที่อาจสร้างปัญหาเช่น การจัดการน้ำที่เป็นเรื่องให้หน่วยงานระดับกรมที่อำนาจอาจไม่พอสั่งกระทรวงอื่น หรือเพิ่มเบี้ยคนพิการที่ข้อมูลจำนวนคนพิการที่อาจไม่ตรงตามกับที่พรรคประมาณการไว้
ส่วนนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทีดีอาร์ไอระบุถึงนโยบายที่ควรดำเนินการให้เกิดผลเช่น สถาบันค้ำประกันสินเชื่อที่จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำได้ หรือยกเครื่องศูนย์การบิน ส่วนนโยบายที่อาจสร้างปัญหาและควรทบทวน เช่นเศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน ที่ไม่ปรากฏในเอกสารที่ยื่นต่อ กกต.อีกทั้งมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่สามารถยกระดับรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน หรือนโยบายคนไทยไร้จนที่ทีดีอาร์ไอมองว่าใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปีแต่ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร อีกทั้งถ้าเป็นการแจกเงินทุกปีก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
ด้านพรรคภูมิใจไทย ทีดีอาร์ไอเห็นว่านโยบายที่เหมาะสม เช่นพยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัยจะทำให้เกิดการจ้างงานและตอบโจทย์สังคมสูงวัย หรือ รมต.มืออาชีพที่ไม่ใช้งบประมาณแต่ประกาศตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชน รวมถึงการไม่สานต่อแลนด์บริดจ์เพราะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่จะมีนโยบายที่สร้างปัญหาเช่นจ้างทหารอาสา 1 แสนคน เพราะแม้ว่าจะเปลี่ยนการเกณฑ์เป็นการอาสาแต่จำนวนดังกล่าวก็มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือ 85,000 นายอีกทั้งยังมีคนสมัครอยู่แล้วถึงครึ่งหนึ่ง จึงมีผลเป็นการดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน หรือนโยบายคนละครึ่งพลัสที่แก้ปัญหาระยะสั้นไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างอีกทั้งที่อ้างว่าเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าก็ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน
