Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกแถลงการณ์คัดค้าน กกต.ดำเนินคดีกลุ่มผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง เห็นว่าเป็นการฟ้องปิดปาก ละเมิดสิทธิการมีส่วนร่วมและเสรีภาพแสดงความเห็น ขัดรัฐธรรมนูญและพันธกรณี ICCPR พร้อมเรียกร้องยุติคดี เปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายอย่างโปร่งใส

3 มีนาคม 2569 สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการฟ้องปิดปากและละเมิดสิทธิการมีส่วนร่วมสาธารณะโดย กกต.ในการดำเนินคดีต่อประชาชนผู้สังเกตการณ์และตรวจสอบการเลือกตั้ง ระบุว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวต่อสื่อมวลชนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลเกี่ยวกับการ ถ่ายภาพและวิเคราะห์บัตรเลือกตั้ง (รวมทั้งบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด) ในช่วงการลงคะแนนเลือกตั้งซ่อม เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีการระบุข้อกล่าวหาร้ายแรง หลายประการ ได้แก่ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. พยายามเผยแพร่ข้อมูลเชื่อมโยงข้อมูลลงคะแนนกับตัวตนผู้มีสิทธิ “อั้งยี่” หรือมีส่วนร่วมในองค์กรลับ ยุยงหรือปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์และข้อมูลเท็จเป็นภัยต่อความมั่นคง

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอแสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่ง และขอคัดค้านต่อกรณีดังกล่าว ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation – SLAPP) อันถือเป็นการบั่นทอนและบ่อนทำลาย หลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง หลายประการ ดังนี้

ประการที่แรก การละเมิดสิทธิการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมทางการเมือง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างชัดแจ้ง การสังเกตการณ์การเลือกตั้งโดยภาคประชาชนเป็นกลไกสำคัญ ในการคุ้มครองความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง อันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย

การดำเนินคดีต่อประชาชนเพียงเพราะการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ หรือรายงานข้อบกพร่องในการจัดการเลือกตั้ง จึงเป็นการจำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (principle of proportionality) และขัดต่อหลักนิติรัฐ

ประการที่ 2. ขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน

ประเทศไทยเป็นภาคีของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เมื่อปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) ทำให้กติกาฉบับนี้มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อประเทศไทย ซึ่งรับรองสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น (ข้อ 19) และสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง (ข้อ 25) การใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุกคามหรือปิดกั้นการตรวจสอบการเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ย่อมขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศดังกล่าว อีกทั้งขัดต่อหลักการสากลว่าด้วยการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม (free and fair elections) ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้โดยปราศจากความหวาดกลัว นอกจากนี้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้งและถูกดำเนินคดีฟ้องปิดปากย่อมถือว่าเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) ตามปฏิญญาว่าด้วยสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรของสังคม ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสากล ที่รัฐต้องมีพันธกรณีในการแสวงหามาตรการเพื่อปกป้อง ป้องกันและทำให้สิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่ถูกละเมิด รวมทั้งศาลสามารถใช้ดุลพินิจเพื่อยุติกรณีการฟ้องร้องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งหรือเพื่อทำให้เกิดความยากลำบากกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ประการที่ 3. การฟ้องปิดปาก (SLAPP) เป็นภัยต่อประชาธิปไตย

การดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็น SLAPP ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาระและความหวาดกลัวแก่ผู้ใช้สิทธิพลเมือง มากกว่าจะมุ่งคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของหน่วยงานรัฐ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงละเมิดสิทธิของบุคคลที่ถูกฟ้อง แต่ยังสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในสังคม และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งต้องยึดมั่นในหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต การตอบโต้ด้วยการฟ้องร้องประชาชนย่อมสะท้อนถึงความไม่ยอมรับกลไกตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย

สสส. ขอยืนยันว่า การตรวจสอบการเลือกตั้งโดยประชาชนมิใช่อาชญากรรม หากแต่เป็นหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย การคุ้มครองสิทธิในการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็น คือหลักประกันสำคัญของสังคมเสรี การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน ย่อมไม่อาจสร้างความชอบธรรมให้แก่กระบวนการเลือกตั้งได้ ตรงกันข้าม จะยิ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. ให้ กกต. ยุติการดำเนินคดีต่อประชาชนผู้สังเกตการณ์และผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งโดยทันที

2. ให้เปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอจากภาคประชาชน

3. ให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะสมของการดำเนินคดีดังกล่าว

4. ให้ กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทั้งความชอบด้วยกฎหมายและทางวินัย หากพบว่าการดำเนินการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใดเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใสหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง