กกต.แถลงความคืบหน้า เผยรับคำร้องนับคะแนนใหม่หลายพื้นที่ ยอดพุ่ง 113 เรื่อง สั่งไต่สวนแล้ว 39 คดี ระบุตัวเลขบนเว็บไซต์เป็นผลไม่เป็นทางการ อาจมีความคลาดเคลื่อนจากการคีย์ข้อมูล และเป็นผล 95% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ตัวเลขจะชัดเจนเมื่อประกาศผลทางการ หลังผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต
11 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยนางสุทธดา คงเดชา ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 1 ร่วมแถลงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ โดยระบุว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องขอให้นับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร เปิดเผยว่า สำนักงาน กกต. ได้รับคำร้องจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องที่ขอให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่แล้ว โดยจะรวบรวมข้อร้องเรียนทั้งหมดเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายนอกจากนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมชี้แจงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ กรณีมีข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน พร้อมเปิดช่องทางให้ยื่นคำร้องตามกระบวนการอย่างเป็นทางการ
ในส่วนของการประกาศผลคะแนน ขณะนี้สำนักงาน กกต.จังหวัดได้ทยอยจัดทำและเผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วยผ่านเว็บไซต์ของแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีข้อร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่สอบสวนข้อเท็จจริงและพบผู้ร้องเรียนแล้ว คาดว่าจะสรุปผลเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาภายในวันพรุ่งนี้
ทั้งนี้ กกต. ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกเรื่องร้องเรียนอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ
ด้านนางสุทธดา ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าการรับคำร้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองว่า ผู้มีสิทธิสามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตั้งแต่ขณะนี้ไปจนถึง 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 99 เรื่อง และเป็นกรณี “ความปรากฏ” ที่สำนักงานตรวจพบเพิ่มเติมอีก 14 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 113 เรื่อง โดยในจำนวนนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้สั่งรับคำร้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนแล้ว 39 เรื่อง
ทั้งนี้ การยื่นคำร้องต้องจัดทำเป็นหนังสือและยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ไม่สามารถแจ้งทางโทรศัพท์หรือส่งไปรษณีย์ได้ โดยต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งวันเวลา สถานะผู้ร้อง–ผู้ถูกร้อง และพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น การซื้อเสียง การให้ทรัพย์สิน การหาเสียงหลอกลวง หรือเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง
ในขั้นตอนการพิจารณา เจ้าหน้าที่จะตรวจความครบถ้วนของคำร้องภายใน 3 วัน หากเอกสารไม่สมบูรณ์จะให้แก้ไข ส่วนคำร้องที่ถูกต้องจะมีคำสั่งรับเรื่องและส่งให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดำเนินการ ซึ่งใช้ระยะเวลาไต่สวน 90 วัน ก่อนส่งความเห็นตามลำดับชั้นถึงส่วนกลาง และเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยต่อไป โดยภาพรวมกระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลาหลายช่วง รวมกว่า 6–8 เดือนตามขั้นตอนกฎหมาย
สำหรับลักษณะข้อกล่าวหาที่พบมากที่สุด นางสุทธดา ระบุว่า เป็นความผิดตามมาตรา 73 เกี่ยวกับการซื้อเสียงหรือให้ประโยชน์เพื่อจูงใจ มี 31 เรื่อง และข้อหาการหาเสียงโดยหลอกลวงหรือทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมตามมาตรา 73 (5) มากที่สุด 68 เรื่อง
ส่วนกรณีคำร้องเกี่ยวกับการนับคะแนนหรือรวมคะแนน ผู้ร้องต้องยื่นในระหว่างที่การนับคะแนนยังไม่แล้วเสร็จ หรือก่อนประกาศผลในหน่วยเลือกตั้ง หากยื่นภายหลังอาจเกินกำหนด แต่หากมีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอ สำนักงานยังสามารถรับไว้พิจารณาในลักษณะ “ความปรากฏ” ได้เป็นรายกรณี ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคำร้องจะนำไปสู่การสั่งนับคะแนนใหม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
นางสุทธดา ยังเตือนว่า การยื่นคำร้องต้องเป็นข้อเท็จจริง หากพบว่าเป็นการร้องเท็จหรือกลั่นแกล้งเพื่อให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเสียหาย หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องอาจมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นกัน พร้อมขอให้ประชาชนใช้สิทธิด้วยความสุจริต และส่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างเป็นธรรม
ภายหลังการแถลงความคืบหน้าการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนในหลายประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ
โดยว่าที่ ร.ต.ภาสกร ได้ชี้แจงกรณีที่มีกลุ่มผู้เรียกร้องตั้งข้อสังเกตว่า หลักฐานที่นำมายื่นต่อ กกต. บางส่วนถูกตีตก เนื่องจากเป็นข้อมูลจากสื่อมวลชน ไม่ใช่พยานบุคคลโดยตรงนั้น ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประมวลข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยการรับฟังพยานหลักฐานจะพิจารณาตามน้ำหนักและความน่าเชื่อถือเป็นรายกรณี ไม่ได้ตัดสินจากแหล่งที่มาเพียงอย่างเดียว
ส่วนกรณีมีบุคคลเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้ง รองเลขาธิการ กกต. อธิบายว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต หากมีการบุกรุก ล่วงละเมิด หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย สามารถแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที
สำหรับกรณีจังหวัดชลบุรี ที่มีข้อสงสัยเรื่องการขนย้ายหีบบัตรในช่วงค่ำคืน ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ชี้แจงว่า เป็นขั้นตอนปกติ หลังเสร็จสิ้นการรวบรวมเอกสารและหีบบัตรจากหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งใช้เวลาถึงช่วงเย็นก่อนเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เก็บรักษาของสำนักงาน กกต.จังหวัด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ทำให้ถึงปลายทางในช่วงค่ำ ถือเป็นไปตามกระบวนการรักษาความปลอดภัย
ขณะที่ข้อกังวลกรณีมีเจ้าหน้าที่เข้า–ออกสถานที่เก็บหีบบัตรในช่วงเช้ามืดนั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ยืนยันว่า ทุกสถานที่เก็บรักษามีระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด หากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และไม่มีบุคคลใดสามารถเปิดหรือยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรโดยพลการ
นอกจากนี้ กรณีการจำหน่ายหีบบัตรผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รองเลขาธิการ กกต. ระบุว่า หีบบัตรดังกล่าวไม่ใช่อุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้ง สส. ของ กกต. โดยอาจเป็นอุปกรณ์ที่บริษัทผลิตเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในอดีต อย่างไรก็ตาม สำนักงานกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการจำหน่ายดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดหรือเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของทางราชการหรือไม่ ทั้งนี้ กกต. ย้ำว่าทุกขั้นตอนการจัดเก็บ ขนย้าย และรักษาหีบบัตร มีมาตรการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนต่อความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง
กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าพบการจำหน่ายหีบบัตรเลือกตั้งผ่านช่องทางออนไลน์ และประชาชนทั่วไปสามารถสั่งซื้อได้ อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ชี้แจงว่า หีบบัตรที่จำหน่ายทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้ในกระบวนการเลือกตั้งได้ เนื่องจากของ กกต. มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเฉพาะ เช่น สายรัดหีบบัตรที่มีรหัสควบคุม และระบบปิดผนึกช่องใส่บัตร พร้อมลายมือชื่อคณะกรรมการประจำหน่วย จึงไม่สามารถนำหีบจากภายนอกมาใช้แทนได้
ส่วนกรณีการนับคะแนนใหม่ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ที่มีรายงานว่าบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ กกต. เข้าร่วมขานและนับคะแนนนั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร บอกว่า ขณะนี้สำนักงานอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบขั้นตอนทั้งหมด ว่ามีการปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาภายในสัปดาห์นี้
สำหรับข้อสงสัยเรื่องแบบขีดคะแนนที่บางเขตพิมพ์ชื่อและหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้า ขณะที่บางพื้นที่ใช้การเขียนด้วยปากกา ว่าที่ ร.ต.ภาสกร อธิบายว่า ทั้งสองรูปแบบสามารถใช้ได้เหมือนกัน โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต บางพื้นที่เลือกพิมพ์ เพื่อความสะดวกและลดความผิดพลาด โดยเฉพาะเขตที่มีผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจำนวนมาก
ขณะที่ประเด็นตัวเลขผู้มาใช้สิทธิระหว่างระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่แตกต่างกัน ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ระบุว่า ตัวเลขบนเว็บไซต์เป็นเพียงการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนจากการคีย์ข้อมูล และเป็นผลเพียงประมาณ 95% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ตัวเลขจะชัดเจนเมื่อมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ หลังผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต
นอกจากนี้ยังถูกถามถึงแรงกดดันจากกลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมบริเวณหน้า กกต. ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติ ขอให้ระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งหน่วยเลือกตั้งและพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ตรงจุด พร้อมแนะนำให้สอบถามสำนักงาน กกต.จังหวัด หรือกรุงเทพมหานคร เพื่อรับคำชี้แจงเบื้องต้นก่อนเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ
ผอ.กกต. สุพรรณฯ รับ จนท. 2 หน่วยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ อีกหน่วยถูกสวมสิทธ แอบอ้างลงคะแนนแทน ผิดอาญา
TODAY รายงานว่า วันนี้ (11 ก.พ.) นายคมกริช ทิพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ชี้แจง กรณีพบเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เมื่อวันที่
“พบกรณีหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบที่ กกต. กำหนด”
ผอ. กกต. จังหวัดสุพรรณบุรี ยืนยัน ไม่ได้ละเลย ได้ดำเนินการจนรู้ว่าหน่วยที่ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบมีดังนี้
เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.สองพี่น้อง จำนวน 2 หน่วยเลือกตั้งนั้น นับคะแนนไม่ถูกต้องและไม่ได้มีการโชว์บัตรที่ได้มีการทำเครื่องหมายไว้อย่างชัดเจน
ขณะที่ กรณีที่มีผู้ร้องเรียนผ่านผู้สมัครในพื้นที่ ว่ามีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิแทนนั้น กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีอาญา
.
ทั้งนี้ หากกรรมการประจำหน่วยได้ปฏิบัติตามระเบียบ ก็จะเสนอให้พิจารณาให้มีการดำเนินการเลือกตั้งใหม่ และเมื่อตรวจสอบแล้วพบพบว่า มีเจตนาจงใจเพื่อให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็จะมีการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่กระทำผิดต่อไป
นายคมกริช กล่าวว่า การเลือกตั้งในจังหวัดสุพรรณบุรี มีหน่วยเลือกตั้ง 1,267 หน่วย และมีไม่กี่หน่วยเท่านั้นที่ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบ ขอความเป็นธรรมให้กรรมการประจำหน่วยอื่นๆ ที่ตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ถูกต้อง
“ขอโทษพี่น้องชาวสุพรรณบุรี ที่ทำให้มีการดำเนินการไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น…. การที่กรรมการประจำหน่วยบางหน่วย ทำให้ชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรีเสียหาย ขอความเป็นธรรมให้พี่น้องชาวจังหวัดสุพรรณบุรีด้วย ว่าไม่ใช่จังหวัดที่ทุจริต จากการปฎิบัติไม่ถูกต้องของคนไม่กี่คน เราไม่ปล่อยผ่านแน่นอนครับ”
ช่วงท้ายผู้สื่อข่าวสอบถามว่า กรรมการที่กระทำผิดถูกแรงกดทับจากนักการเมืองในท้องถิ่น หรือเข้าใจผิดเอง
“เราเรียกมาสอบแล้วครับ ตอนนี้ข้อมูลทั้งหมดของการให้ปากคำอยู่ในสำนวนแล้วครับ”
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมี 27 คน โดยประมาณที่ดูแล 3 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งกำลังไล่เรียงสอบสวน
นอกจากนี้ ผอ.กกต. สุพรรณบุรี ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีมีผู้เข้าไปหาครอบครัวของผู้ที่ถูกสอบเสร็จการเลือกตั้งว่า สิ่งนี้ ฃเกิดขึ้นระหว่างบุคคลนั้นกับคนที่บ้าน คนนอกบ้านไม่มีใครรู้ จึงไม่ได้มีการแก้เหตุ เหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง
“ส่วนของหน่วยนั้นในกรณีนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ เพราะตอนนี้ เราไล่มาในเขตครั้งที่ 2 ไป 3 และ ก็ 4”
