
เมื่อวันที่ 9 ก.พ.หลังเลือกตั้งทั่วไปเพียง 1 วัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด 44 สส.ของพรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เพราะเห็นว่าการร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะเห็นว่ามีเจตนาลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
โดย ป.ป.ช.เห็นว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายนั้นทั้ง 44 สส.ของพรรคก้าวไกลผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)
นอกจากนั้น ป.ป.ช.ยังเห็นว่าการกระทำของ สส.ต่ละคนนั้นไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงได้ว่าไม่ได้ร่วมกันดำเนินการ จึงมีเจตนาร่วมกันตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เมื่อ 31 ม.ค.2567 ที่วินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้สำหรับ สส.ก้าวไกล ที่ปัจจุบันยังลงสมัครรับเลือกตั้งกับพรรคประชาชนต่อแล้วได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้งเหลืออยู่ 10 คน ได้แก่
สส.บัญชีรายชื่อ
- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค
- ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค
- รังสิมันต์ โรม
- สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
- ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
- ณัฐวุฒิ บัวประทุม
- วาโย อัศวรุ่งเรือง
- ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
สส. เขต
- ธีรัจชัย พันธุมาศ
- เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
เดิมทีคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาเป็น สส.ของพรรคก้าวไกลรวมทั้งหมด 44 คนจากการไปร่วมลงชื่อเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่จะเข้าไปแก้ไขเนื้อหาในมาตรา 112 มีสาระสำคัญที่พรรคเสนอแก้ไขดังนี้
- ลดโทษของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์มีความสอดคล้องกับหลักสากล โดยให้เหลือเพียง
- จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระมหากษัตริย์)
- จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)
- โทษหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาจะถูกลดลงจากโทษจำคุก 0-2 ปี เหลือแค่โทษปรับ
- ย้ายกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกจากหมวดความมั่นคงให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยกำหนดให้สำนักพระราชวังเป็นผู้มีสิทธิแจ้งความหรือร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงผู้เดียว
- บัญญัติให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธาณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายที่เป็นเพียงการลดโทษและทำให้มีกรณียกเว้นความผิดและโทษ หากเป็นกรวิจารณ์โดยสุจริตนี้ ก่อนหน้านี้ในส่วนของคดีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลถูกร้องว่าล้มล้างการปกครองจากเรื่องเดียวกันนี้ เมื่อ 31 ม.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยยว่าการแก้ไขเช่นนี้ เป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” ตามรัฐธรรมนูญ ม.49
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล การเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 นั้นเป็นความต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบัน ใช้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นวิธีการเพื่อซ่อนเร้น มีพฤติการณ์รณรงค์หาเสียงต่อเนื่อง การใช้เป็นนโยบายพรรคหาเสียงเลือกตั้งและกระทำต่อเนื่องเป็นการนำสถาบันลงมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการเลือกตั้ง
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติเป็นการล้มล้างการปกครองแล้ว “นักร้อง” 2 คนคือ ธีรยุทธ สุวรรณเกสร กับนายสนธิญา สวัสดี นำไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ในเดือน ก.พ. 2567 ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.ก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตาม “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561” ตามมา และเป็นคดีที่ ป.ป.ช.เพิ่งมีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
นอกจากนั้น จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตั้งเรื่องคดียุบพรรคก้าวไกลส่งศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมา 7 ส.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี และห้ามมีส่วนร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้มี สส.ก้าวไกลถูกตัดสิทธิไปแล้ว 8 คน ได้แก่
- พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
- เบญจา แสงจันทร์
- อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
- ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์
- สุเทพ อู่อ้น
- อภิชาติ ศิริสุนทร
- ปดิพัทธ์ สันติภาดา
- สมชาย ฝั่งชลจิตร
ส่วนอดีต สส.อีก 26 คนที่อยู่ในคดีเดียวกัน ได้แก่
- วุฒินันท์ บุญชู
- จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์
- ญาณธิชา บัวเผื่อน
- ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
- องค์การ ชัยบุตร
- มานพ คีรีภูวดล
- วรรณวิภา ไม้สน
- จรัส คุ้มไข่น้ำ
- ศักดินัย นุ่มหนู
- สุรวาท ทองบุ
- พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
- กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี
- สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา
- สมเกียรติ ถนอมสินธุ์
- ทองแดง เบ็ญจะปัก
- พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์
- ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์
- พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ
- ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์
- ทวีศักดิ์ ทักษิณ
- สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล
- วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
- นิติพล ผิวเหมาะ
- คำพอง เทพาคำ
- วรภพ วิริยะโรจน์
- ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์
ปัญหาคดีจริยธรรม
สำหรับโทษสูงสุดของคดีนี้ คือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต, เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ คล้ายกรณีของช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่
ที่มาของโทษประหารทางการเมือง ถูกใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างขึ้นมาในช่วงยุครัฐบาลใน มาตรา 219 ที่กำหนดให้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้ร่วมกันกำหนด มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 และถูกนำมาเป็นมาตรฐานในการใช้กับนักการเมืองในสภาด้วย
ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขเรื่องนี้อยู่บ้างจากทางพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยทางพรรคประชาชนเสนอให้ยกเลิกอำนาจศาลในการตีความเรื่องจริยธรรมทางการเมือง โดยให้เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองและใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือตัดสินตัวนักการเมือง
