ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น "คุ้มครองชั่วคราว" รายงาน EIA เหมืองแร่อมก๋อยไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หลังพบข้อเท็จจริงหลายจุดไม่ตรงกับข้อมูลในพื้นที่ ทนายความระบุ ศาลปกครองสูงสุดให้ความสำคัญกับหลักป้องกันไว้ก่อน ไม่ปล่อยให้มีการทำเหมืองแร่เกิดขึ้นทั้งที่ EIA ยังมีข้อสงสัย ทำให้ชาวอมก๋อยที่อาจได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ยากจะแก้ไขเยียวยาในภายหลังได้รับการคุ้มครอง
14 ก.พ. 2569 เมื่อวานนี้ (13 ก.พ. 2569) ชาวชุมชนกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เกือบ 100 คน เดินมายังศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อฟังคำตัดสินของศาลปกครองสุดสูงในการขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีเหมืองแร่อมก๋อย
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR) ทนายความในคดีฝ่ายชาวชุมชนกะเบอะดิน ระบุว่า ศาลปกครองเชียงใหม่นัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด “กรณีหน่วยงานผู้ถูกฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้น” ในคดีที่ตัวแทนชุมชนบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ 50 คน และผู้สนับสนุนการฟ้องคดีรวม 615 คน ยื่นฟ้อง คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก. - ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ. - ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เมื่อปี 2565 ขอให้พิพากษาเพิกถอนมติเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 หรือ “โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย” เนื่องจากพบข้อบกพร่องหลายประการ




ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มี ‘คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว’ ตามคำร้องของผู้ฟ้องคดี ให้ทุเลาการบังคับตามมติเห็นชอบรายงาน EIA ไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น เป็นผลให้หน่วยงานรัฐยังไม่สามารถพิจารณาอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยได้จนถึงปัจจุบัน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุด
หลังจากผ่านไปเกือบ 4 ปี ในวันนี้ “ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองเชียงใหม่ ส่งผลให้หน่วยงานรัฐยังไม่สามารถนำรายงาน EIA ที่ผ่านความเห็นชอบจาก คชก. ไปใช้ประกอบการพิจารณาออกประทานบัตรอนุญาตให้โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยได้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น”

สุมิตรชัย หัตถสาร , วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความในคดี
วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความประจำมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ให้ความเห็นว่า ในวันนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่า มติเห็นชอบรายงาน EIA น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีข้อมูลว่าการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ครบถ้วนรอบด้าน และตามรายงานการตรวจสอบของกรรมการสิทธิฯ ชี้ว่ามีการใช้ข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นที่เป็นเท็จ
ศาลปกครองสูงสุดยังได้ให้ความสำคัญต่อ #หลักการป้องกันไว้ก่อน ว่าหากปล่อยให้มีการอนุญาตให้ทำเหมืองไปก่อน อาจทำให้ชุมชนกะเบอะดิน รวมถึงชุมชนตามแนวเส้นทางขนส่งแร่และชาวอมก๋อย ได้รับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่มักส่งผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องยาวนานและยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้จึงเป็นการวางบรรทัดฐานที่สำคัญต่อการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสุขภาพวิถีชีวิตของประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากจากการทำเหมืองแร่ เป็นการยืนยันรับรองถึง #สิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและได้สร้างความดีใจและความภาคภูมิใจให้กับกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ รวมถึงพี่น้องชาวอมก๋อยที่ได้ร่วมกันลุกขึ้นมาใช้สิทธิอย่างเข้มแข็งในการคัดค้านโครงการเหมืองแร่ เพื่อพิทักษ์รักษาทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง และเพื่อแสดงจุดยืนว่าการตัดสินใจใด ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อคนในพื้นที่ ต้องเคารพและรับฟังเสียงของพวกเขาด้วย”


หลังฟังคำสั่งศาล พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนกะเบอะดิน กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากกับคำสั่งศาลที่ออกมา เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 6 ปีที่ต่อสู้มา คำสั่งศาลในวันนี้ทำให้เห็นว่าศาลปกครองเห็นความสำคัญของชุมชนและสิ่งแวดล้อม หากเกิดเหมือนแร่ในชุมชน ส่วนประเด็นที่ทางบริษัทเหมืองแร่อาจจะจัดทำ EIA ฉบับใหม่ขึ้นมาต่อสู้กับชุมชนอีกครั้ง พรชิตาระบุว่า คนในพื้นที่กะเบอะดินยืนยันชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มีเหมืองแร่เกิดขึ้นในพื้นที่ เนื่องจากจะเกิดผลกระทบในชุมชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว อย่างที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่เหมืองแร่ไปตั้งในชุมชน ปัญหาแม่น้ำกกก็เกิดจากเหมืองแร่ในพม่า เราเห็นได้จริงว่าโครงการทำเหมืองแร่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ไม่อาจจะหลีกได้ว่าทำโครงการดีแค่ไหน หรือทำ EIA ใหม่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ในประเทศไทยเรายังไม่เห็นเหมืองแร่ที่มีเทคโนโลยีที่ดีปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยกับชุมชน
“ถ้าถามว่าอมก๋อยสำคัญกับเราแค่ไหน ทุกคนก็รักบ้านเกิดของตัวเอง การที่เหมืองแร่จะเข้าไปเป็นปัญหาใหญ่ของคนในพื้นที่อมก๋อย และชุมชนทางผ่าน กะเบอะดินเองก็จะเป็นพื้นที่ที่มีเหมืองตั้งอยู่ พี่น้องก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พี่น้องทำการเกษตรหล่อเลี้ยงชีวิตตัวเองได้ แล้วถ้ามีวันหนึ่งมีรถหกล้อ รถสิบล้อขนถ่ายหินวิ่งผ่านไปทุกวัน มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติสุขของคนในพื้นที่”

