Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

บทวิเคราะห์จาก Mike Haynes สะท้อนให้เห็นปัญหาใหญ่ที่เห็นได้ชัดเจนจากฝ่ายซ้ายแต่ก็ยังมีคนมองข้าม คือปัญหาเรื่องการใช้วาทะเกี่ยวกับการเรียกร้องปฏิวัติโดยอ้างว่าทุนนิยมจะทำลายตัวมันเองแบบที่ "หายนะจะมาถึง" แต่จากการรับรู้ของผู้คนนั้น ยังคงเห็นว่าทุนนิยมได้สร้างมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้พวกเขา Haynes จึงแนะนำให้ฝ่ายซ้ายใช้ชุดคำอธิบายใหม่ ทำให้เข้าใจว่าที่ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ เพราะการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายที่คู่ขนานไปกับภาวะทุนนิยมปัจจุบัน

Mike Haynes พูดถึงปัญหาแบบ "ช้างในห้อง" ซึ่งเป็นสำนวนหมายถึง "ปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจนแต่ทำเป็นไม่เห็น ไม่พูดถึง ไม่แก้ไข" ซึ่งในที่นี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับฝ่ายซ้าย โดยเน้นเรื่องวาทะกับชุดคำอธิบายของฝ่ายซ้ายในยุุคปัจจุบันที่ดูจะจูงใจผู้คนได้ยาก อย่างการบอกว่าทุนนิยมจะทำลายตัวมันเองแบบที่ "หายนะจะมาถึง"

Haynes พูดถึงแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ และ ฟรีดริช เองเกล สองนักคิดมาร์กซิสต์คนสำคัญที่มองว่าสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานนั้นเป็นพื้นฐานที่แท้จริงและเป็นวัตถุประสงค์เริ่มต้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมทุกรูปแบบในตอนนี้ และได้บอกอีกว่าพื้นฐานของหลักการทฤษฎีสังคมนิยมทั้งหลายควรตั้งอยู่โดยคำนึงถึงสภาพชีวิตของชนชั้นแรงงาน

ข้ามมาถึงยุคปัจจุบัน Haynes ชี้ให้เห็นว่ามีการหารือกันเกี่ยวกับประเด็นแรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญญาจ้างที่ไม่มั่นคง, เศรษฐกิจการจ้างงานแบบเป็นครั้งคราวที่เรียกว่า Gig Economy, การจ้างแบบ "สัญญา 0 ชั่วโมง" คือ การจ้างแบบไม่กำหนดเวลาขั้นต่ำในการทำงานต่อสัปดาห์, การเพิ่มความกดดันเข้มข้นขึ้นในการทำงาน, ปัญหาค่าจ้างต่ำ และประเด็นอื่นๆ

แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ ที่ฝ่ายซ้ายมักจะมองข้าม คือเรื่องที่ว่าสุดท้ายแล้วทุนนิยมก็มีส่วนในการทำให้มาตรฐานสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น อย่างน้อยก็ในประเทศที่พัฒนาแล้ว

Haynes มองว่าแนวคิดของมาร์กซ์กับเองเกลจากยุคศตววรษที่ 19 อาจจะจินตนาการภาพไม่ออกว่า ในปัจจุบันแม้แต่คนจนในประเทศร่ำรวย อย่าง สหราชอาณาจักร, สหรัฐฯ หรือหลายประเทศในยุโรป ก็ยังคงมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอยู่พอสมควร ไม่ได้อัตคัดแร้นแค้นแบบที่นักคิดทั้งสองคนจินตนาการไว้

Haynes ได้ยกตัวอย่างกรณีในสหราชอาณาจักรว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ 90%-80% มีคอมพิวเตอร์, มีรถใช้, มีโทรทัศน์สี มีหนังสือเดินทางและคนส่วนมากจากอังกฤษก็เคยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ การจะใช้วาทะแบบเดิมของยุคมาร์กซ์กับเองเกลมาอธิบายสภาพอดอยากยากแค้นแบบเดิมคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทำให้ไม่เห็นความซับซ้อนมากพอ

แน่นอนว่าปัญหาหลายอย่างยังคงมีอยู่ แต่ Haynes ก็สงสัยว่าทำไมฝ่ายซ้ายที่เขียนเกี่ยวกับทุนนิยมถึงไม่ได้มองตรงจุดที่ว่าผู้คนยังคงได้รับประโยชน์จากระบบทุนนิยมอยู่ ถึงแม้ว่าผู้คนจำนวนมากจะมีปัญหาจากทุนนิยม เช่น รู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาไม่เติมเต็ม กับปัญหาความกังวลต่อความไม่มั่นคงในอนาคต

เรื่องนี้ทำให้ Haynes มองว่าวิธีการแบบเดิมๆ ของลัทธิมาร์กซ์ที่พูดในเชิงคำทำนายโลกแตกว่าทุนนิยมจะล่มสลาย ระบบที่ทำให้คนมีรายได้และใช้ชีวิตสะดวกสบายจากรายได้เหล่านี้จะล่มสลาย เป็นวาทะที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป Haynes จึงเสนอว่าควรมองเห็นระดับของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ทุนนิยมในยุคของมาร์กซ์กับเองเกล เรื่อยมาจนถึงทุนนิยมยุคปัจจุบัน

สภาพชีวิตจากยุคของมาร์กซ์และเองเกล

ย้อนไปถึงยุคศตวรรษที่ 19 (ปี ค.ศ. 1800-1900) ในยุคนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมแบบทุนนิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งมาร์กซ์และเองเกลมองเห็น พวกเขาได้เห็นความยากจนในระดับที่ยากจะจินตนาการในทุกวันนี้ นอกจากนี้พวกเขายังได้เห็นแรงงานที่ได้รับการคุ้มครองน้อยมาก มีอำนาจต่อรองน้อย และกลัวว่าจะไม่มีงานทำ สภาพที่เองเกลบรรยายเกี่ยวกับแรงงานในยุคนั้นจึงสะท้อนภาวะยากแค้น ความเสี่ยงที่จะอดมื้อกินมื้อ อยู่ในสภาพถูกลดทอนความเป็นมนุษย์

ขณะเดียวกันช่วงบั้นปลายชีวิตของเองเกล เขาก็เริ่มเล็งเห็นว่า สภาพชีวิตของแรงงานก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง โดยในขณะที่มาร์กซ์มองว่าการพยายามแสวงหากำไรของนายทุนทำให้มีการกดค่าจ้าง กดดันแรงงานด้วยชั่วโมงทำงานที่มาก และสภาพการจ้างงานที่เลวร้ายเพื่อรักษาผลกำไรของตัวเอง แต่ก็ยังมีแรงต้านจากหลายส่วนและส่วนที่สำคัญที่สุดคือมาจากการต่อสู้ทางชนชั้น แล้วหลังจากนั้นก็เกิดความก้าวหน้าในการพัฒนาชีวิตแรงงานบ้าง แต่ก็มีวิกฤตเกิดขึ้นแแทรกเป็นบางครั้ง ทำให้ความก้าวหน้าในเรื่องนี้อาจจะมีสะดุดไปบ้างในบางช่วง

แต่ปัญหาก็คือนักสังคมนิยมในยุคต่อๆ มายังคงทำผิดพลาดโดยอาศัยภาพจำยุคเก่าเกี่ยวกับความยากจนของชนชั้นแรงงานอยู่ ทั้งๆ ที่สถิติในยุคสมัยที่ผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบันแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นของแรงงาน พวกเขามีอายุยืนขึ้น และค่าแรงก็เพิ่มขึ้นจากยุคก่อน 7 เท่าตัว มีเรื่องการกำหนดอายุเกษียณ และการจำกัดชั่วโมงการทำงานให้ลดลง 1 ใน 3 จากยุคสมัยมาร์กซ์และเองเกล

อาจจะมีข้อถกเถียงเรื่องสิ่งของขึ้นราคาจากยุคสมัยก่อนด้วยเช่นกัน แต่ Haynes ก็โต้แย้งว่าในสหราชอาณาจักรนั้น ราคาสินค้าไม่ได้ขึ้นในอัตราส่วนที่มากเท่าการขึ้นค่าแรง และในบางช่วงเช่นปลายยุคศตวรรษที่ 19 ราคาสิ่งของลดลงด้วยซ้ำ ทำให้สรุปได้ว่าเมื่อดูในระยะยาวแล้วความเหลื่อมล้ำได้ลดลงจริง

Haynes ระบุถึงสถิติอีกว่าในปี 1913 หลายปีหลังจากยุคสมัยของมาร์กซ์กับเองเกล ค่าแรงจริงโดยเฉลี่ยในอังกฤษเพิ่มขึ้น 25-33% เทียบกับยุค 1870s ซึ่งอาจจะดูไม่มากเทียบกับยุคนี้ แต่ในยุคสมัยนั้นถือว่ามากพอ ในปี 1938 ค่าแรงในอังกฤษก็สูงขึ้นมากกว่าปี 1913 ถึง 35% และสูงกว่าเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 1873

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ดัชนีค่าแรงจริงของอังกฤษ โดยมีการเปรียบเทียบช่วงยุค 1873 คือยุคสมัยของมาร์กซ์กับเองเกล มีดัชนีค่าแรงอยู่ที่ 67 ส่วนอีก 100 ปีถัดมาคือปี 1973 ดัชนีค่าแรงนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 343 และต่อมาในปี 2001 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 483 ในช่วง 2000s-2010s เริ่มมีความแตกต่างกันไปบ้างระหว่างอังกฤษกับประเทศอื่นๆ แต่โดยรวมๆ แล้วค่าแรงจริงก็เพิ่มขึ้นถึงแม้ว่าจะช้ามาก มีอยู่บางช่วงเหมือนกันที่อัตราการเติบโตของค่าแรงต่ำลงกว่าอัตราเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ผู้หญิงได้เข้าทำงานในแบบที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีช่องว่างรายได้ระหว่างชายกับหญิงอยู่ อย่างไรก็ตาม Haynes มองว่าเรื่องที่ผู้หญิงทำงานแบบได้ค่าจ้างนั้นกลายเป็นการช่วยอุดค่าใช้จ่ายในเรื่องการศึกษาของลูกไปด้วย

อีกทั้ง ประเด็นคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ก็ดีขึ้น รวมถึงสวัสดิการที่พึงได้สำหรับคนว่างงาน ผู้บาดเจ็บ และคนพิการ ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เสถียรภาพในงานส่วนมากก็ดีขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว ต่างจากที่ฝ่ายซ้ายจินตนาการไว้ สำหรับโครงข่ายความปลอดภัยในสังคม ซึ่งหมายถึงการมีสวัสดิการในระดับที่คนจนพออยู่ได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีขึ้นในอังกฤษและประเทศอื่นๆ ที่มีรัฐสวัสดิการ ถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบันระบบนี้จะให้ไม่มากเท่าไหร่ และมีความซับซ้อนของระบบที่เสี่ยงจะทำให้คนขาดแคลนได้ แต่โดยรวมก็ดีขึ้นกว่ายุคก่อนๆ มาก

สวัสดิการอีกเรื่องหนึ่งที่ดีขึ้นคือเรื่องวันหยุด จากตัวอย่างในอังกฤษมีโครงการรัฐหลายรูปแบบที่เอื้อต่อการให้แรงงานมีวันหยุดโดยยังได้รับค่าจ้าง เรื่องนี้ทำให้แรงงานในอังกฤษมีเงินเหลือเฟื้อในการใช้จ่ายไปกับการพักร้อน

Haynes เสนอแนะว่าถ้าจะการพิจารณาเรื่องค่าแรงและสวัสดิการของแรงงานเหล่านี้ในประเทศอื่นๆ ให้ลองนำวิธีการของ นักประวัติศาสตร์ โรเบิร์ต อัลเลน มาใช้ คือการพิจารณาเรื่องค่าแรงของแรงงานก่อสร้างว่าจะสามารถซื้อของใช้จำเป็นใส่ตะกร้าได้มากเท่าใด เท่าที่ข้อมูลที่ Haynes หามาได้ เขาบอกว่าในหลายประเทศก็เริ่มเห็นมาตรฐานคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานแล้ว ในทวีปแแอฟริกาอาจจะยังคงติดขัดอยู่แต่ก็มีข้อมูลระบุว่าเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้นตั้งแต่ยุค 1990s

สภาพความจริง หรือวิเคราะห์แบบมองโลกในแง่ดีเกินจริงอย่างสุดขั้ว?

Haynes ระบุว่าเขาไม่ได้ละเลยแล้วบอกว่าทุนนิยมไม่มีปัญหาอะไรเสียทีเดียว แต่แค่อยากให้เห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นในระยะยาว เทียบกับการถดถอยในระยะสั้นช่วงหลัง COVID-19 เป็นต้นมา ซึ่งเริ่มมีการวิจารณ์เรื่อง "วิกฤตค่าครองชีพ" มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วชวนพิจารณาว่า เราจะนำการวิเคราะห์ทุนนิยมตามแนวคิดมาร์กซ์มาใช้อธิบายพัฒนาการในระยะยาวที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร

มาร์กซิสต์บางส่วนอาจจะเน้นวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการปฏิวัติ เช่น โทนี คลิฟ นักคิดมาร์กซิสต์ในยุค 1950s เคยอ้างว่าพัฒนาการที่เกิดในระยะยาวตลอดหนึ่งร้อยกว่าปีที่ผ่านมานั้นมาจากลัทธิจักรวรรดิ์นิยม แต่ทว่า Haynes ก็มองว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปอย่างใหญ่โตกว่าจะอธิบายได้ด้วยแค่จักรวรรดิ์นิยม

Haynes วิจารณ์ข้อคิดของ คลิฟ ที่มองว่าพัฒนาการในระยะยาวอาจจะเริ่มหายไปไม่กี่ปีหลังจากยุค 1950s ซึ่งจะทำให้เกิดการขัดกันเองระหว่างระหว่างผลประโยชน์ในระยะยาวของประชาชนในการก้าวข้ามทุนนิยมกับผลประโยชน์ในระยะสั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป และจะทำให้รากฐานทางเศรษฐศาสตร์แบบปฏิรูปหายไปด้วย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นเช่นนั้น Haynes มองว่าผลพวงที่ตามมาคือมันทำให้เราได้เข้าใจโลกที่ว่า แรงงานได้เห็นอะไรในระบบที่ให้สิ่งตอบแทนพวกเขาได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักสังคมนิยมต้องมองให้ชัดและทำความเข้าใจกับมัน

 

เรียบเรียงจาก

The Elephant in the Room – the Rising Historical Standard of Living of the Working Class, Mike Haynes, Historical Materialism,

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง