Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ทำการวิจัยตีแผ่สังคมเกาหลีเหนือ แม้ในทางการเมือง เกาหลีเหนือจะยังดำรงอุดมการณ์แบบสังคมนิยมที่เน้น "คติรวมหมู่" (Collectivism) แต่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ก็เริ่มมีความเป้นปัจเจกนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น

 

โช จินซู นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเกาหลีเหนือศึกษา มหาวิทยาลัยยอนเซ นำเสนอบทความเรื่องเกี่ยวกับสังคมเกาหลีเหนือ โดยสังเกตเห็นว่า สังคมเกาหลีเหนือมีความเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะของปัจเจกนิยมมากขึ้น ถึงแม้ว่าภาครัฐเกาหลีเหนือจะชูธงอุดมการณ์สังคมนิยมแบบ "คติรวมหมู่" หรือ collectivism ก็ตาม

มีข้อสังเกตจาก คิมยังโฮ รัฐมนตรีกระทรวงการรวมชาติ ที่ได้กล่าวไว้ในงานปีใหม่ของสภาที่ปรึกษาเพื่อการรวมชาติอย่างสันติว่า "ในเกาหลีเหนือ มีลักษณะแนวคิดแบบรวมหมู่ลดน้อยถอยลง มีความเป็นปัจเจกนิยมมากขึ้น มีการใช้โทรศัพท์มือถือกับอุปกรณ์ดิจิทัลอื่นๆ แพร่หลายมากขึ้น"

ทำให้เกิดคำถามว่าอะไรที่ทำให้แนวคิดแบบปัจเจกนิยมเริ่มแพร่หลายในหมู่คนยุคใหม่ของเกาหลีเหนือที่เรียกว่า "คนรุ่นจังมาดัง" (Jangmadang Generation) ที่เติบโตมากับระบบตลาดในยุคหลังเกิดวิกฤตอดอยากครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1990s อีกทั้งยังมีคำถามว่า "ปัจเจกนิยม" ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ในเกาหลีเหนือจะสามารถเทียบได้กับปัจเจกนิยมของตะวันตกได้หรือไม่ โดยที่ปัจเจกนิยมสมัยใหม่ของตะวันตกที่ว่านี้ มีรากฐานจากแนวคิดดั้งเดิมสมัยยุคเรืองปัญญาที่ว่าคนเรานั้นต้อง "กล้าที่จะคิดด้วยตัวเอง"

ระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือมีการวางรากฐานโดยอาศัยระบอบของสหภาพโซเวียตเป็นตัวอย่าง คือมีการปลูกฝังเรื่องคติรวมหมู่อย่างแข็งขัน สถาบันปรัชญาแห่งบัณฑิตสังคมศาสตร์เกาหลีใต้ ระบุว่า คตินิยมรวมหมู่แบบเกาหลีเหนือนั้น วางอยู่บนรากฐานของอุดมการณ์และศีลธรรมแบบคอมมิวนิสต์ คือการให้ปัจเจกบุคคลต้องทุ่มเทอุทิศทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของสังคมและของกลุ่ม อีกทั้งยังมีรากฐานจากแนวคิดสังคมนิยมที่ระบุว่าปัจจัยการผลิตมีสังคมเป็นเจ้าของ

เรื่องคติแบบรวมหมู่ของเกาหลีเหนือยังถูกนำไปหลอมรวมกับความจงรักษ์ภักดีต่อผู้นำประเทศด้วย ดูจากสมัยที่มีการสู้รบต่อต้านญี่ปุ่นในยุคของผู้นำคิมอิลซุง ด้วยแนวคิดต่างๆ เหล่านี้นักวิชาการจึงมองว่า เกาหลีเหนือได้ผูกโยงสังคมนิยมกับคติแบบรวมหมู่ โดยมองว่ามีความยิ่งใหญ่เหนือทุนนิยมและปัจเจกนิยม อีกทั้งยังมีการผูกโยงว่าสังคมนิยมจะประสบความสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถการทำตามหลักคติรวมหมู่ได้มากเพียงใด

การปลูกฝังคติรวมหมู่ผ่านระบอบการศึกษาในเกาหลีเหนือ

เกาหลีเหนือมีระบบการศึกษาที่เน้นปลูกฝังอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ให้กับเด็กๆ โดยมีการฝังหัวเด็กในเรื่องคติแบบรวมหมู่ มีการจัดตั้งองค์กรไม่ว่าจะเป็นสหภาพเด็กและสันนิบาตยุวชนโดยมีการบังคับให้นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมเพื่อปลูกฝังคติรวมหมู่ให้กับเด็กๆ มีการสอนว่าความเข้มแข็งจากการรวมหมู่นั้นสามารถเอาชนะพลังของปัจเจกบุคคลได้ และมีการสอนว่าผลประโยชน์และความสำเร็จแบบรวมหมู่นั้นมีคุณค่ามากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล นอกจากนี้ยังมีการสอนให้ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและของพรรคคอมมิวนิสต์แทนที่จะสู้เพื่อนผลประโยชน์ของตนเอง

ระบบการศึกษาเกาหลีเหนือจะมีการให้เด็กนักเรียนเข้าร่วมสหภาพเด็กตั้งแต่อายุ 8 ปี ไปจนถึงอายุ 13 ปี และต้องเข้าร่วมสันนิบาตยุวชนในช่วงอายุตั้งแต่ 14-30 ปี โดยมีการให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมของสองกลุ่มนี้หลังเลิกเรียนในฐานะหลักสูตรการเรียนการสอนเสริมเพื่อการปลูกฝังค่านิยม โดยเด็กนักเรียนจะต้องร่วมกิจกรรมเหล่านี้ไปจนถึงตอนเย็น

ลักษณะของกิจกรรมมีตั้งแต่เรื่องการปลูกฝังด้านการเมืองและอุดมการณ์ เช่น หลักการจูเช (การพึ่งตนเองแบบเกาหลีเหนือ) ความภักดีต่อผู้นำสูงสุดและต่อพรรค รวมถึงเรื่องคติรวมหมูู่ บางครั้งก็มีกิจกรรมแบบการวิพากษ์ตัวเอง การเก็บขยะในโรงเรียน การไปปลูกผัก เกณฑ์ทำงานในไซต์ก่อสร้างหรือในโรงงาน การเลี้ยงกระต่าย เก็บสมุนไพร ไปจนถึงการเข้าร่วมทีมยุวชนโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ

ความเปลี่ยนแปลงหลังยุคอดอยากครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตามหลังจากที่เกิดภาวะอดอยากครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "Arduous March" ช่วงปลายยุค 1990s ก็ทำให้ระบบการปันส่วนทรัพยากรให้ประชาชนจากภาครัฐ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนล่มสลายลง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อทั้งสังคมและสภาพชีวิตประจำวันในโรงเรียน ถึงแม้ว่าจะยังคงมีระบบที่ส่งเสริมคติรวมหมู่อยู่ แต่ค่านิยมนี้ก็เริ่มเสื่อมลงและทำให้คนหันไปหาแนวทางแบบปัจเจกนิยมมากขึ้น

มีข้อสังเกตว่าหลังจากยุคภาวะอดอยากครั้งใหญ่ กลุ่มเด็กและยุวชนของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือก็เริ่มสูญเสียอำนาจควบคุม จากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการกำกับวินัยอย่างเคร่งครัด

อีกปัจจัยหนึ่งคือหลังจากยุคอดอยากครั้งใหญ่นั้นก็เริ่มมีแนวทางแบบ "จังมาดัง" ที่นับได้ว่าเป็นแนวคิดทุนนิยมยุคตั้งต้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คติรวมหมู่ของเกาหลีเหนืออ่อนแรงลง เพราะหลังจากระบบปันส่วนของรัฐบาลพังทลายก็ทำให้การศึกษาภาครัฐและเงินเดือนครูขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายค่าเล่าเรียนของผู้ปกครอง กลายเป็นการทำให้เกิดช่องว่างความไม่เท่าเทียมระหว่างนักเรียนจากต่างสถานะทางครอบครัว ผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือเคยเล่าว่ามีนักเรียนบางคนที่ให้สินบนในการไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหรือการกำกับลงโทษอื่นๆ จากภาครัฐ

เรื่องนี้ส่งผลให้กิจกรรมของกลุ่มสหภาพเด็กและสันนิบาตยุวชนลดลงอย่างมาก เหลือแค่กิจกรรมที่ให้ประโยชน์กับรัฐบาลเท่านั้น เช่น การบังคับเกณฑ์เด็กไปเป็นแรงงาน การปฏิบัติหน้าที่ของเด็ก และการวิพากษ์ตนเอง นอกนั้นจะเป็นการปล่อยให้เป็นคาบเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเด็กๆ มักจะใช้ไปกับการพูดคุยกันในห้องหรือเล่นกันในห้องซึ่งครูก็ปล่อยให้เด็กทำ การเปลี่ยนแปลงยังส่งผลให้มีแค่ครอบครัวที่มีฐานเศรษฐกิจทีดีเท่านั้นถึงจะสามารถส่งลูกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ คิดเป็น แค่ 5 คนต่อหนึ่งชั้นเรียน 30-40 คน

มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือว่า คนรุ่นจังมาดัง หรือรุ่นที่เริ่มมีระบบแบบตลาดเอกชน จะไม่ค่อยรู้จักคำขวัญส่งเสริมค่านิยมรวมหมู่แบบเก่าของเกาหลีเหนืออีกแล้ว อีกทั้งยังมีความเชื่อแบบปัจเจกมากขึ้นที่มองว่าความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละบุคคลล้วนๆ ไม่ใช่เป็นเพราะกลุ่ม

'จังมาดัง' คืออะไร

นักวิจัยมองว่าหลังจากที่ระบบตลาดแบบจังมาดังเริ่มขยายตัวในเกาหลีเหนือ ผู้คนก็เริ่มมองโลกแบบปัจเจกนิยมมากขึ้นในชีวิตประจำวัน จากการที่ผู้คนเข้าถึงตลาดที่เปรียบเสมือนร้านสะดวกซื้อในเกาหลีใต้ เริ่มมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ในทุกเรื่อง

กีร์ท ฮอฟสตีด นักจิตวิทยาสังคมผู้บุกเบิกทฤษฎีมิติทางวัฒนธรรมระบุว่า สังคมแบบทุนนิยมระบบตลาดทำให้เกิดปัจเจกนิยม ส่วนระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมจะเป็นการปลูกฝังค่านิยมแบบรวมหมู่

ขณะที่ระบบตลาดจังมาดังได้ทำให้สินค้าจากต่างชาติและความคิดของต่างชาติไหลเข้ามาในเกาหลีเหนือได้ผ่านทางตลาดมืด การแลกเปลี่ยนทั้งสินค้า ข้อมูลข่าวสาร และวัฒนธรรมกับต่างชาติ ยิ่งกลายเป็นการเร่งการแสดงออกแบบปัจเจกและผลักดันให้แนวคิดปัจเจกนิยมในเกาหลีเหนือแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ

"จังมาดัง" แปลตรงตัวว่า ลานค้าขาย หรือตลาด เป็นระบบที่สื่อถึงตลาดต่างๆ ในเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในท้องถิ่น ตลาดการเกษตร ตลาดมืด และ บาซาร์ ระบบนี้เกิดขึ้นมาตอนที่เกาหลีเหนือประสบภาวะอดอยากครั้งใหญ่ช่วง 1990s ในฐานะที่เป็นระบบเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ โดยที่รัฐบาลก็เริ่มผ่อนปรนให้มีตลาดเหล่านี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าผู้ค้าจะยังคงถูกกำกับตรวจตราอย่างหนัก แต่ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ก็อาศัยจังมาดังในการประทังชีพ

เรื่องนี้มีปัจจัยจากปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ภาวะอดอยากช่วงยุค 1994-1999 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2-3 ล้านคน ไม่ว่าจะจากความอดอยากหรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะอดอยาก สภาพเช่นนี้มาจากการที่ระบบการปันส่วนของภาครัฐลดปริมาณอาหารลงอย่างมาก บีบให้ประชาชนต้องหาวิธีอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้อง เริ่มมีคนฝ่าฝืนเข้าไปทำการเกษตรในที่ดินที่ทางการห้ามไม่ให้ใช้ทำการเกษตร มีบางครอบครัวปลูกพืชผักสวนครัวไว้ใช้ในครัวเรือนตัวเอง ซึ่งไร่นาในพื้นที่ๆ รัฐบาลห้ามใช้กลับสร้างผลผลิตได้มากกว่าโครงการการเกษตรของภาครัฐ ทำให้เกษตรกรเริ่มหาแหล่งขายผลผลิตส่วนเกินออกไป หรือไม่ก็นำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

ระบบที่คนพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดนี้เองที่กลายเป็นจุดกำเนิดของ จังมาดัง แล้วรัฐบาลเกาหลีเหนือก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยให้เกิดระบบตลาดต่อไปหลังจากที่ระบบการปันส่วนล่มไปแล้ว เพราะระบบตลาดนี้ช่วยให้ผู้คนรอดจากภาวะอดอยากได้

"ปัจเจกนิยม" ที่มีลักษณะเฉพาะของเกาหลีเหนือ

เรื่องนี้นำมาสู่ข้อสังเกตว่า ผู้คนที่เกิดและเติบโตมาในยุคหลัง จังมาดัง จะเริ่มมีความเป็นปัจเจกนิยมมากกว่ายุคก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามปัจเจกนิยมนั้นมีจุดกำเนิดมาจากพัฒนาการทางการเมืองและสังคมที่ต่างกัน ทำให้ปัจเจกนิยมไม่ได้เป็นอุดมการณ์หรือทฤษฎีที่เป็นหนึ่งเดียวกันแบบตายตัว แล้วลักษณะของปัจเจกนิยมในเกาหลีเหนือก็มีความแตกต่างจากปัจเจกนิยมในแบบของตะวันตก

โช จินซู มองว่าสาเหตุที่ปัจเจกนิยมของเกาหลีเหนือแตกต่างจากตะวันตกนั้น เพราะปัจเจกนิยมในสังคมตะวันตกมีรากฐานวางอยู่บนเรื่องของ "ความเป็นผู้มีอิสระในการกำหนดตัวเอง" ที่เน้นเรื่องของความเสมอภาคในระดับบุคคล เสรีภาพ และการเลือกกระทำสิ่งต่างๆ โดยมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ รวมถึงเรื่องการ "คิดด้วยตัวเอง" ในยุคเรืองปัญญา นอกจากนี้สภาพทางสังคมก็ยังมีการแลกเปลี่ยนอย่างเสรีผนวกกับสัญญาประชาคมในเรื่องความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม

แต่ที่มาของปัจเจกนิยมในเกาหลีเหนือถือกำเนิดมาจากการพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดในแบบทุนนิยมที่ย้อนแย้งกับอุดมการณ์รัฐคอมมิวนิสต์ โดยที่ระบบตลาดก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างหนัก ขณะเดียวกันก็ไม่มีโครงสร้างที่กำหนดความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน จึงกลายเป็นทุนนิยมแบบยุคตั้งต้นที่เอื้อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การฝ่าฝืนกฎ และการติดสินบนแพร่หลายไปทั่ว

ทั้งนี้ ยังมีข้อสังเกตในช่วงไม่นานนี้ว่า ชาวเกาหลีเหนือเริ่มหันมาเป็นแรงงานนอกระบบมากขึ้นหลังจากที่ จังมาดัง ถูกควบคุมอย่างหนักจากรัฐบาล ทำให้การค้าของพวกเขายากลำบากกว่าเดิม บวกกับปัญหาเรื่องค่าเงินกับปัญหาราคาที่ไร้เสถียรภาพ ทำให้คนค้าขายรายเล็กๆ ในระบบจังมาดังขาดกำไร หันไปขายแรงงานแทนขายสินค้า

ปรากฏการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเกาหลีเหนือสั่งลดชั่วโมงการอนุญาตค้าขายลงในฤดูปลูกข้าว และบังคับใช้กฎกับคนที่สัญจรอย่างอิสระในที่สาธารณะ เพราะรัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการเน้นเกณฑ์แรงงานไปสู่ภาคการเกษตรมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วผู้คนจำนวนมากกยังคงสามารถหลบเลี่ยงการถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานภาคเกษตรได้ แล้วคนที่ทำงานในไร่นาจริงๆ ก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ถูกเกณฑ์ไป

เนื่องจากตลาดแรงงานนอกระบบนั้นไม่ต้องอาศัยเงินทุนตั้งตัวใดๆ ทำให้มีอุปสรรคในการเข้าถึงน้อย แม้แต่คนสูงอายุก็เข้าไปทำได้โดยไม่ต้องมีทักษะพิเศษเฉพาะทาง อีกทั้งยังมีความต้องการงานแบบนี้มากขึ้นในเกาหลีเหนือ เช่น งานแบกหามในไซต์ก่อสร้าง งานผู้ดูแล งานทำความสะอาดบ้าน และงานทั่วไปอื่นๆ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง