Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประชาไท สรุปตั้งแต่ต้นกรณี ‘เฮียตี๋’ สเต็กกระทะร้อน สมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน ทำร้ายร่างกายหนุ่มกะเหรี่ยง อายุ 27 ปี ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี แม้เจ้าตัวอ้างว่าต้องการ “สั่งสอน” และ “ปกป้องศักดิ์ศรี” คนไทย แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ทั้งการใช้ความรุนแรง และตัดสินปัญหาด้วยตัวเองแบบ ‘ศาลเตี้ย’ ขณะที่บางส่วนมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจสร้างอคติที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 บัญญัติคำนิยาม "ศาลเตี้ย" คือ "การที่คนหรือกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายจับกุมคนมาชำระตัดสินความโดยพลการ"

ไม่นานมานี้ โลกออนไลน์ไทยเพิ่งมีประเด็นดรามา 'ศาลเตี้ย' จากคลิปที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ของ 'ตี๋' ไอยวัฒน์ ฐิติวัฒนกนก อายุ 43 ปี หนึ่งในสมาชิก "กลุ่มไทยไม่ทน" ได้เข้าไปตรวจสอบเหตุร้องเรียนที่เกิดขึ้น ณ สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ก่อนก่อเหตุทำร้ายร่างกาย 'เดช' (ยังไม่มีนามสกุล) ชาวกะเหรี่ยง อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาอยู่จังหวัดกาญจนบุรี จนโซเชียลมีเดียรุมวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการตัดสินความผิดโดยพลการ และแก้ไขปัญหาโดยการใช้ความรุนแรง

ไม่พอใจโดนถากถาง

อ้างอิงจากรายการโหนกระแส ประจำวันที่ 11 มี.ค. 2569 ซึ่งได้เชิญคู่กรณีทั้งสองฝั่งคือเดช ผู้เสียหาย และกลุ่มของตี๋ ไทยไม่ทน ที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย มานั่งพูดคุยกันถึงที่ไปที่มาของจุดเริ่มต้นข้อพิพาท 

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทครั้งนี้มาจากปัญหาส่วนตัวขณะเล่นเกมดื่มเหล้าระหว่าง เดช หนุ่มชาวกะเหรี่ยง กับ 'ปาล์ม' ปราโมทย์ โคตรคำ อายุ 33 ปี เพื่อนร่วมงานที่บาร์โฮสต์ ซึ่งภายหลัง 'ปาล์ม' ตัดสินใจร้องเรียนไอยวัฒน์ สมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน ให้ช่วยเข้ามาเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนกลายเป็นการก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ซึ่งปรากฏในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก "เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน" เมื่อ 2 มี.ค. 2569 

สำหรับเดช และปาล์ม เป็นเพื่อนกัน และมักจะไปดื่มเหล้าด้วยกันที่ห้องบ่อยครั้ง ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มมีปัญหา และเมื่อ 28 ก.พ. 2569 ที่บาร์โฮสต์ ลูกค้ารายหนึ่งได้เรียกทั้งเดช และปาล์ม มาร่วมนั่งคุยที่โต๊ะ และได้มีการเล่นเกม 'เป่า ยิ้ง ฉุบ' ซึ่งมีกฎพิเศษว่า "ใครแพ้ต้องดื่มเหล้าหมดแก้ว" ขณะที่เล่นกันไป-มา ปาล์มเป่า ยิ้ง ฉุบแพ้ แต่ช่วงที่ปาล์ม กำลังจะดื่มเหล้า เดช หนุ่มกะเหรี่ยง บอกกับปาล์มว่า 'พี่ไม่ต้องดื่ม' แต่ขอตบหน้า 1 ที ซึ่งมีการแสดงให้ดูในรายการโหนกระแส แต่ไม่ได้เป็นการตบที่รุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้ปาล์ม ไม่พอใจ คือการที่เขาถูกเดช พูดถากถางทำนองว่า "มึงอยู่ใต้ตีนกู" และอื่นๆ ทำให้เขาไม่ชอบใจ และตัดสินใจร้องเรียนไปยัง 'ตี๋' ไอยวัฒน์ สมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน ว่าถูกกะเหรี่ยงตบหน้า 

เมื่อตี๋ ไทยไม่ทน ได้รับทราบเรื่องราว ก็ให้คนรู้จัก ซึ่งเป็นผู้ที่กว้างขวางในพื้นที่ ช่วยจัดการข้อพิพาทให้ และได้ทราบว่ามีเคลียร์กันจบเรียบร้อยไปแล้ว จึงไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อ 

เรื่องราวยังไม่จบ เพราะเมื่อ 1 มี.ค. 2569 ปาล์มได้ติดต่อมาหาไอยวัฒน์อีกครั้ง แต่รอบนี้มีการส่งคลิปวิดีโอที่เดช มีเรื่องทะเลาะกับแคชเชียร์หญิงในบาร์โฮสต์ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของทั้งคู่มาให้ด้วย พร้อมกับระบุทำนองว่า เขาทนพฤติกรรมของหนุ่มกะเหรี่ยงคนนี้ไม่ไหว มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับแคชเชียร์หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ และมีท่าทีคุกคามทำร้ายร่างกาย 

ประเด็นนี้ เดช อธิบายว่า ที่เขาทะเลาะกับแคชเชียร์วันนั้น เพราะเพื่อนเขามาทานเหล้าที่ร้าน และอยากเปิดบิลค่าเหล้าใหม่ ซึ่งปกติเวลาเปิดบิลค่าเหล้า ต้องได้ของแถมเป็นผลไม้ และขนม แต่วันนั้นเพื่อนเขาได้ของแถมไม่ครบ เขาเลยบุกเข้าไปในห้องแคชเชียร์ และทวงถามว่าทำไมถึงได้แถมของไม่ครบ ซึ่งตัวเขาเองยืนยันว่าไม่ได้ใช้ความรุนแรง เพียงแต่อาจจะใช้คำพูดว่า "อย่ามาเหลี่ยมๆ" เลยอาจทำให้คนในบาร์ไม่พอใจ

สำหรับทางฝั่ง ‘ตี๋ ไทยไม่ทน’ ที่ไม่ได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด เข้าใจไปเองว่าหนุ่มกะเหรี่ยงคนนี้เป็นคนต่างด้าวที่มาทำตัวก้าวร้าว และมีเรื่องร้ายร่างกายคนไทย ทำให้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตัวของไอยวัฒน์ ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียน ซึ่งก็มีคนเข้ามาให้ข้อมูล ระบุตรงกันว่าหนุ่มกะเหรี่ยงมีพฤติกรรมอย่างไร ก็ทำให้ตัวไอยวัฒน์ โมโหและมั่นใจว่าหนุ่มกะเหรี่ยงมีท่าทีก้าวร้าวจริง และต้องการเข้าไปสั่งสอน เพื่อตักเตือนไม่ให้ก่อเรื่องอีก จากนั้นจึงเป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ

คลิปเหตุการณ์มีทั้งหมด 5 ตอนสั้นๆ เผยแพร่ผ่านช่องทางเพจเฟซบุ๊ก "เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน" ของไอยวัฒน์ เมื่อ 2 มี.ค. 2569 แต่ตอนที่เป็นประเด็นทำร้ายร่างกายอยู่ในตอนที่ 4 

ในคลิปดังกล่าว สมาชิกไทยไม่ทน ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบเหตุการณ์ และขอเคลียร์ปมปัญหาข้อพิพาทระหว่างเดช และเพื่อนร่วมงาน ระหว่างการคุย ไอยวัฒน์ ได้เรียกขอดูบัตรประชาชนของเดช ซึ่งหนุ่มชาวกะเหรี่ยงได้แสดงบัตรสีชมพูให้ดู พร้อมกับชี้แจงว่าที่ตนเองใช้บัตรสีชมพู เพราะอยู่ระหว่างการขอสัญชาติ ส่วนน้องของเขาได้รับสัญชาติไทยแล้ว 

เมื่อสมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน เข้าใจว่าไม่มีบัตรประชาชนคนไทย ไม่นานคลิปวิดีโอถูกคาดสีดำ ทำให้คนดูไม่เห็นภาพเหตุการณ์ แต่ยังคงได้เสียงทำร้ายร่างกาย

"ทำไมมึงสดเหรอๆ สดมากเหรอ"

"อยู่ไทยมึงอย่าเก่งดิ มึงเก่งเหรอ" เสียงพูดในคลิป 

พอแถบดำหายไปในคลิปวิดีโอหายไป ได้ปรากฏภาพใบหน้าของหนุ่มกะเหรี่ยง ได้รับบาดเจ็บเลือดกลบปาก และตัวของสมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน ได้บังคับหนุ่มชาวกะเหรี่ยงขอโทษ และสัญญาว่าจะไม่มีเรื่องกับคนไทยในร้านอีก

(ซ้าย) เดช และ (ขวา) ไอยวัฒน์ ฐิติวัฒนกนก สมาชิกไทยไม่ทน (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “วิทยุชุมชน แกไม่รอดแน่ the series” ซึ่งจากการตรวจสอบเมื่อ 10 มี.ค. 2569 ไม่พบวิดีโอดังกล่าวแล้ว)

ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ หรือเมื่อ 9 มี.ค. 2569 ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เข้ามาโพสต์ข้อความในกลุ่ม "คนเมืองกาญจน์ 2 (สำรองคนเมืองกาญจน์2รีเทิร์น)" ขอความเป็นธรรมให้กับเดช โดยยืนยันว่าน้องเป็นคนไทยเชื้อสายกะเกรี่ยง อาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีจริง แต่ตัวของเขาไม่ได้มีพฤติกรรมนักเลง แต่ว่าเป็นคนพูดตรงๆ จึงอาจทำให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ และเรียกกลุ่มไทยไม่ทน มาทำร้ายร่างกาย 

เรวัฒ เหลืองแดง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 บ้านห้วยน้ำขาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดช อาศัยอยู่ ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยรัฐ ยืนยันว่า เดช เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจริง แค่อยู่ในระหว่างดำเนินการทำบัตรประชาชนคนไทย ซึ่งเดช เกิดและโตในไทย มีพยานรับรองทุกขั้นตอน เหมือนน้องชายที่ทำเรื่องผ่านไปก่อนแล้ว ทั้งนี้ บัตรของเดช ที่ใช้อยู่จะเป็นบัตรสีชมพู กลุ่มบุคคลพื้นที่สูง เลข 13 หลักจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 

ภาพแคปมาจากเพจเฟซบุ๊กกลุ่ม คนเมืองกาญจน์ 2 (สำรองคนเมืองกาญจน์2รีเทิร์น) เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569

ทัวร์ลง 'เฮียตี๋ ไทยไม่ทน'

เรื่องราวกลับตาลปัตร จากเดิมที่เฮียตี๋ ไทยไม่ทน เข้าใจว่าตัวเองใช้ความรุนแรง สั่งสอนคนต่างด้าวไม่ให้กล้ากระทำผิดในไทย กลายเป็นหนุ่มกะเหรี่ยงคนนี้เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อีกทั้งเจอกระแสทัวร์ลงถาโถมเข้ามา ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงแบบศาลเตี้ยในการแก้ไขปัญหา บางคนไต่ถามว่ามีสิทธิอะไรไปเรียกดูบัตรประชาชนคนอื่น ขณะที่บางส่วนมองว่าการกระทำแบบนี้ถือว่าสะท้อนอคติในแรงงานข้ามชาติด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นคนไทย เรื่องแบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นแต่แรก 

ไอยวัฒน์ ชี้แจงว่า เขาขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์ในไทยและเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นคนต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เขายอมรับว่าตัวเองทำร้ายร่างกายจริงทั้งตบที่ใบหน้า 2 ครั้ง และเตะ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำไปเพราะมีเจตนาที่ไม่ดี แต่ต้องการ ‘สั่งสอน’ และ ‘ปกป้องศักดิ์ศรีของคนไทย’ เพราะได้ยินเรื่องพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมา ภายหลังมีพนักงานบาร์โฮสต์ และคนอื่นๆ ที่ไม่พอใจหนุ่มกะเหรี่ยง เข้ามาผสมโรงจนขยายกลายเป็นการรุมทำร้ายร่างกาย 

แม้ว่าจะมีการแถลงาจากตี๋ ไทยไม่ทน แต่หลายคนก็ยังไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงแบบศาลเตี้ย ในวันที่ 10 มี.ค. 2569 ‘เดช’ หนุ่มกะเหรี่ยง ก็เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา กับคนที่ทำร้ายร่างกายเขา มีประมาณ 4 คน โดยเป็นคนจากกลุ่มของตี๋ ไทยไม่ทน และพนักงานบาร์โฮสต์ ที่เป็นเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง จำนวน 4 ข้อหา ได้แก่ 

  1. นำความเท็จเข้าสู่ระบบฯ
  2. ทำร้ายร่างกาย
  3. กักขังหน่วงเหนี่ยว
  4. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

หลังจากคู่กรณีเข้าแจ้งความ ไอยวัฒน์ ซึ่งเดินทางมารายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ให้สัมภาษณ์สื่อทำนองว่า ถ้าเขาทราบว่าเป็นคนไทย คงไม่เข้าไปยุ่งตั้งแต่แรก ขอยอมรับผิดและขอโทษต่อผู้เสียหายและสังคม รวมถึงยินดีเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ส่วนเรื่องที่หนุ่มกะเหรี่ยงไปแจ้งความ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย 

นอกจากนี้ เจ้าตัวได้กล่าวในรายการโหนกระแสด้วยว่า หลังจากนี้เขาคงจะออกจากโลกยุทธจักร และกลับไปดูแลครอบครัว

เครือข่ายชาติพันธุ์ ไม่เห็นด้วย ใช้ 'ศาลเตี้ย' แก้ไขปัญหา 

หลังเกิดเหตุการณ์ทำร้ายบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เครือข่ายชาติพันธุ์ได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงคนชาติพันธุ์ และจะติดตามเรื่องคดีความอย่างใกล้ชิด 

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม นำโดย สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ประธานเครือข่ายฯ และนักวิชาการชาวกะเหรี่ยง ได้ร่วมออกแถลงการณ์ มองเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่กำลังเป็นคำถามถึงสังคมด้วยว่า เราจะยอมปล่อยให้ความเกลียดชัง และศาลเตี้ย กลายเป็นเครื่องมือของสังคมด้วยหรือไม่ 

แถลงการณ์ของเครือข่ายกะเหรี่ยง แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย กับการที่กลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่าไทยไม่ทน สร้างวาทกรรม "ปกป้อง" หรือ "กู้คืนศักดิ์ศรี" ของคนไทย เป็นใบเบิกทางสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นที่มีวัฒนธรรมต่างกัน และการทำแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยที่เป็นพหุวัฒนธรรม เพราะว่าประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากการถูกกดขี่ หรือความเกลียดชัง แต่ถูกหล่อหลอมจากหลายวัฒนธรรม

พร้อมกันนี้ แถลงการณ์ยังไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ หรือศาลเตี้ย เพื่อมาใช้แก้ไขปัญหาทางสังคม ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นใคร หรือไม่ว่าข้อกล่าวหาจะเป็นอย่างไร การใช้ความรุนแรง หรือประจานผ่านสื่อ ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมในรัฐที่ยึดหลักนิติธรรม ไม่มีใครมีสิทธิตั้งตนเป็นผู้พิพากษาเหนือกฎหมาย และขอต่อต้านการสร้างอคติแบบเหมารวมไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นคนไทย คนกะเหรี่ยง หรือคนชาติใดก็ตาม เพราะว่าทุกคนต่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม

เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ ได้มีข้อเสนอถึงภาครัฐ ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และยืนยันว่าจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด จนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะเสร็จสิ้น 

นอกจากเครือข่ายกะเหรี่ยงฯ แล้ว ทางเครือข่ายชาวเล อันดามัน ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับหนุ่มกะเหรี่ยง และขอให้หยุดพฤติกรรม "อันธพาลทางเชื้อชาติ" เพราะการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยมีรากฐานจากอคติทางชาติพันธุ์ ไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกาย แต่เป็น "อาชญากรรมจากความเกลียดชัง" ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นภัยต่อสังคม และหวังว่าสังคมไทยจะไม่ปล่อยการคุกคามเช่นนี้เป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

ขณะที่ อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ได้แสดงข้อกังวลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มไทยไม่ทน เข้าข่ายข่มขู่คุกคามแรงงานข้ามชาติในลักษณะการทำตัวเป็น "อันธพาล" และเสี่ยงจะก่อให้เกิดอคติทางเชื้อชาติในระยะยาว ซึ่งเขามองว่าภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้ปัญหาอคติทางเชื้อชาติระหว่างคนไทยและแรงงานข้ามชาติบานปลาย และลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศได้

นอกจากความเห็นพฤติการณ์การใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวีกานต์ อ่างทอง ทนายความ และผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่เข้าร่วมรายการโหนกระแส ได้แสดงความเป็นห่วงต่อวิธีการของไทยไม่ทน ที่โพสต์คลิปความรุนแรงลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน 

"ไทยไม่ทน" คือใคร 

สำหรับกลุ่มไทยไม่ทนที่ไอยวัฒน์ สังกัด ก่อตั้งโดย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือหลายคนเรียกชื่อเล่นว่า ‘เต้ อาชีวะ’ ซึ่งแต่เดิม 'เต้ อาชีวะ' เป็นที่รู้จักจากการเคลื่อนไหวปกป้องและสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา 

หลังปี 2566 กระแสการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ซบเซาลง ประกอบกับ การไหลเข้ามาของคนพม่าจำนวนมาก ซึ่งสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหารของพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหาร ทำให้พม่าเข้าสู่วิกฤตทางการเมือง และสงครามกลางเมืองอีกครั้ง กลุ่มของ 'เต้ อาชีวะ' จึงได้ขยับขยายมาทำงานประเด็นปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาติ และประเด็นชาตินิยม โดยวิธีทำงานของกลุ่มไทยไม่ทนคือ พวกเขาจะรับเรื่องราวร้องทุกข์จากคนไทยที่ได้รับปัญหาคุกคามต่างๆ จากแรงงานข้ามชาติ จากนั้นก็ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหา และคุยกับแรงงานข้ามชาติเพื่อเคลียร์ปัญหา และข้อพิพาท ในเวลาเดียวกัน ระหว่างลงพื้นที่จะมีการถ่ายทอดสดออนไลน์พร้อมๆ กัน 

เต้ อาชีวะ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า จุดประสงค์ของกลุ่มไทยไม่ทน เนื่องจากไม่ต้องการนิ่งเฉยต่อปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่ลักลอบเดินทางเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลุ่มที่ข่มขู่คุกคามทำร้ายคนไทย และกลุ่มที่เข้ามาแย่งอาชีพสงวนคนไทย ในปัจจุบัน สมาชิกภายในกลุ่มมีประมาณ 50 คน และมีตัวแทนในแต่ละจังหวัด

อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะมีกรณีของไอยวัฒน์ และเดช หนุ่มชาวกะเหรี่ยง ธนเดช ตุลยลักษณะ สมาชิกไทยไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มอนุรักษนิยม เคยก่อเหตุพยายามทำร้ายร่างกาย สุรัช กีรี หรือวีระ แสงทอง ชาวไทยเชื้อสายพม่า และเป็นแกนนำกลุ่ม Bright Future ที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก เมื่อ 5 เม.ย. 2568 เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่วีระ ในฐานะคนพม่าจะมาใช้ประเทศไทยเป็นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ประท้วง พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหารเมียนมา ซึ่งขณะนั้นเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ต่อประเด็นข้อครหาในการทำตัวเป็นศาลเตี้ยจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติ ไอยวัฒน์ ได้กล่าวในรายการโหนกระแส เมื่อ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองทำผิดกฎหมายจริง แต่เจตนาของเขาคือการป้องปรามไม่ให้กลุ่มแรงงานต่างด้าวทำผิดกฎหมาย และคุกคามคนไทย ไม่ให้คนที่ทำผิดกฎหมายอยู่ในประเทศไทยได้ 

เต้ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน เผยในสื่อเฟซบุ๊ก "The Frame" ด้วยว่า ตอนนี้เขากำลังล่ารายชื่อเพื่อคัดค้านประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการให้สิทธิเรียนฟรีคนต่างชาติ โดยตอนนี้ได้รายชื่อจำนวนมากกว่า 86,519  รายชื่อแล้ว และเขามีแผนจะยื่นหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลา 11.00 น. 

ภาคผนวก : บัตรสีชมพู ใครถือบ้าง 

อีกประเด็นที่ดูจะเป็นปัญหาจากกรณีความรุนแรงต่อบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคือ ความไม่เข้าใจเรื่องบัตรสีชมพูในสังคมไทย หลายคนยังเข้าใจว่าบัตรสีชมพู คนที่ถือครองจะเป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเท่านั้น

คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา อธิบายว่า จริงๆ คนที่ถือบัตรสีชมพู ไม่ได้มีแค่แรงงานข้ามชาติ แต่มีทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ 

  1. คนต่างด้าว "เทียม" คือเป็นชาวชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ แต่ในความเป็นจริง เขาอาศัยในประเทศไทยมานานแล้ว ซึ่งกฎหมายและนโยบายของไทยยอมรับและให้สิทธิเขาถือสัญชาติไทยได้ อย่างไรก็ดี หลายคนยังคงอยู่ในกระบวนการการพิสูจน์สัญชาติ และรับบัตรประชาชน บางคนสืบสายโลหิตไทย แต่อยู่ระหว่างการรอตรวจ DNA บางคนเดินในเขตแดนไทย แต่รอการรับรองสัญชาติโดยการเกิด และบางคนรอการแปลงเป็นสัญชาติไทย 

    โดยวิธีการสังเกต สามารถดูได้ 2 จุดสำคัญ คือ a. ชื่อกลุ่มในบัตรใต้เลขประจำตัว 13 หลัก เช่น บุคคลพื้นที่สูง กลุ่มชาติพันธุ์ และอื่นๆ 

    b. เลขประจำตัว 13 ตัว ซึ่งเลขหน้าสุดจะขึ้นต้นด้วยเลข 6, 7 และ 8 และมีเลขกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในหลักที่ 6 และ 7 นอกจากนี้ อาจจะมีเลข 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 3, 4 หลงเหลืออยู่บ้างสำหรับกลุ่มคนจีนโพ้นทะเล แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทยกันเรียบร้อยแล้ว

กรณีของ ‘เดช’ หนุ่มชาวกะเหรี่ยง จะถูกจัดอยู่กลุ่มนี้นั่นเอง  

  1. กลุ่มคนต่างด้าว "แท้" ที่เป็นแรงงาน 4 สัญชาติ จาก พม่า ลาว และกัมพูชา หากพวกเขาจะถือสัญชาติไทยจะต้องแปลงสัญชาติเป็นไทย ส่วนกลุ่มบุตรที่เกิดในประเทศไทย จะถือสัญชาติไทยได้เมื่อจบปริญญาตรี

    วิธีสังเกตุดูได้จาก 2 จุด คือ 

    a. ชื่อกลุ่มในบัตรใต้เลขประจำตัว 13 หลัก ชื่อของผู้ถือบัตรเป็นภาษา เมียนมา ลาว และอื่นๆ 

    b. เลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งจะมีการกำหนดเลขข้างหน้าขึ้นต้นด้วยเลข 00

  2. กลุ่มคนต่างด้าว "แท้" ที่เป็นคนต่างด้าวสัญชาติอื่นที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งกฎหมายและนโยบายของไทย ยอมรับการเข้ามาในประเทศไทยด้วย 15 เหตุตามกฎหมายคนเข้าเมือง หากพวกเขาจะถือสัญชาติไทยจะต้องแปลงสัญชาติเป็นไทย ส่วนกลุ่มบุตรที่เกิดในประเทศไทย หากถือสัญชาติอื่นแล้ว ลูกจะต้องแปลงสัญชาติเป็นไทยเช่นกัน

    วิธีสังเกตุดูได้จาก 2 จุด คือ 

    a. ชื่อกลุ่มในบัตรใต้เลขประจำตัว 13 หลัก ชื่อคนต่างด้าวเข้าเมือง 

    b. เลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งจะมีการกำหนดเลขข้างหน้าขึ้นต้นด้วยเลข 6, 7, และ 8 

  3. กลุ่มคนต่างด้าว "เทียม" ซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยในต่างประเทศ และมีเหตุจำเป็นให้ต้องสละสัญชาติไทยไปถือสัญชาติอื่น เนื่องจากบางประเทศห้ามถือ 2 สัญชาติ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายนโยบายของไทยยอมรับการกลับคืนสัญชาติไทยได้ 

    รูปแบบบัตรของคนกลุ่มนี้จะมีหน้าตาเหมือนคนกลุ่ม 3 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง