Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'เครือข่ายจัดเก็บสารพันธุกรรม' (ดีเอ็นเอ) รุกพิสูจน์สถานะประชาชนมีปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร ต่อยอดให้ได้ใช้สิทธิ “บัตรทอง” พร้อมรุก จับมือ “รพ.สต.-อสม.” ค้นหาผู้มีปัญหาสถานะในระดับชุมชน ด้าน “รองเลขาฯ สปสช.” เผยกระบวนการตรวจ DNA เชิงรุก ช่วยคนไทยเข้าถึงสิทธิบัตรทองแล้วกว่า 1,000 คน ขณะที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตั้งเป้าปี 2569 พิสูจน์สิทธิคนไทยให้ได้ 5,000 คน

สปสช. แจ้งข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ในการประชุมเชิงปฏิบัติการและเปิด “เครือข่ายจัดเก็บสารพันธุกรรม” (ดีเอ็นเอ) โรงพยาบาลเลย” เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ของกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสิทธิสถานะ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ พญ.ระพีพรรณ จันทร์อ้วน รองนายแพทย์ สสจ.เลย ในฐานะประธานคณะทำงานกลไกคุ้มครองสิทธิ จ.เลย นพ.นพดล พิษณุวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย นพ.วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และน.ส.วรรณา แก้วชาติ ตัวแทนภาคประชาชนจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย พร้อมด้วย นส.ดวงนภา พิเชษฐ์กุล รองเลขาธิการ สปสช. และ นพ.นพรัตน์ พันธุเศรษฐ์ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 8 อุดรธานี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

พญ.ระพีพรรณ กล่าวว่า จ.เลย มีประชาชนที่มีปัญหาด้านสถานะทางทะเบียนราษฎรทั้งหมด 60 คน ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิสูจน์สิทธิสถานะ และมี 7 คน ที่อยู่ในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม โดยประชาชนทั้ง 60 คนนั้นเป็นประชาชนที่มีอาการเจ็บป่วย จึงมาเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล ทำให้ได้ทราบข้อมูลว่าเป็นบุคคลไร้สถานะ ไม่สามารถเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ได้ จึงนำส่งเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สถานะ กระบวนการภายใต้ความรับผิดชอบของกรมการปกครอง เพื่อพิสูจน์ทราบสถานะสัญชาติและยืนยันสถานะ เพื่อที่จะได้รับสิทธิสวัสดิการต่างๆ โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพในระบบบัตรทอง  

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคนที่ได้เข้าสู่กระบวนการการพิสูจน์สถานะจะมีเพียงคนที่มาเข้ารับบริการในโรงพยาบาล เราจึงจะทราบว่าสถานะมีปัญหา แต่ตอนนี้ก็ทำงานเชิงรุก โดยสร้างการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ ทั้งโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการสำรวจประชาชนที่ยังมีปัญหาด้านสถานะทางทะเบียนราษฎร และประชาสัมพันธ์ให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิสถานะเพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบ และได้ใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาพยาบาลให้มากขึ้น ซึ่งต้องดำเนินการวางแผน และขับเคลื่อนร่วมกัน

โฆษณา - Advertising

ทั้งนี้ สาเหตุของปัญหาสถานะมีหลายปัจจัย เช่น การตกหล่นทางทะเบียนราษฎรจากการไม่ได้แจ้งเกิด การไม่มีข้อมูลบิดามารดา หรือไม่ทราบถิ่นกำเนิด รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สถานะ เช่น ขาดความเข้าใจในขั้นตอน หรือไม่สามารถหาเครือญาติหรือพยานบุคคลมายืนยันตัวตนได้ ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานของรัฐได้อย่างเต็มที่

ด้าน นพ.นพดล กล่าวว่า โรงพยาบาลเลย มีความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายจัดเก็บสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และได้รับการอบรมด้านการเก็บสิ่งส่งตรวจสาร DNA จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์มาแล้ว ดังนั้น ผู้เข้ารับบริการสามารถมั่นใจได้ว่ากระบวนการจะเป็นไปอย่างมีคุณภาพ มาตรฐาน นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การเป็นหน่วยบริการในครั้งนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการได้ใกล้บ้าน ลดขั้นตอน และเพิ่มโอกาสในการพิสูจน์สัญชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“โรงพยาบาลสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่ อย่าง รพ.สต. ทั้ง 127 แห่ง และอสม. ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อช่วยกันหาเครือข่ายของญาติที่คาดว่ามีการเกี่ยวพันทางสายเลือดกับคนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร ทำให้กระบวนการพิสูจน์ตัวตนสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและสำเร็จ” นพ.นพดล กล่าว

ขณะที่ นายวีระกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีประชาชนหลายคนที่ประสบปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร ส่งผลให้ไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิบัตรทอง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้เห็นความสำคัญของปัญหาและได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมแก่ประชาชนไร้สถานะ และประสบปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร เพื่อพิสูจน์สถานะ ซึ่งจะได้รับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถนำหลักฐานการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม ไปยื่นให้สำนักงานทะเบียนในท้องถิ่นเพื่ออนุมัติสัญชาติ และทำบัตรประชาชนได้

“เราได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลต่างๆ ในการเป็นเครือข่ายจัดเก็บสารพันธุกรรม โดยมีโรงพยาบาลเลย จ.เลย เป็นโรงพยาบาลล่าสุดที่เข้าร่วมเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายในการให้บริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายในพื้นที่ใกล้บ้าน” ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าว

นายวีระกิตติ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีคนไทยที่ยังไร้สัญชาติและบุคคลอ้างอิงอยู่ในกระบวนการพิสูจน์แล้วราว 1,500 คน และในปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าหมายจะพิสูจน์ DNAให้ได้ 5,000 คน โดยวางแผนจะขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอีกอย่างน้อย 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เพื่อกระจายหน่วยบริการเครือข่ายให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น

น.ส.ดวงนภา กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ของ 9 หน่วยงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิสุขภาพ โดยที่ผ่านมาได้ค้นหาประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สถานะแล้วกว่า 2,700 คน และสามารถคืนสิทธิได้แล้ว 1,045 คน ทั้งนี้ สปสช. มีนโยบายในการมุ่งขยายโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพอย่างเท่าเทียม ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับและแลกเปลี่ยนในวันนี้ สปสช. จะนำมาจัดทำข้อเสนอ เพื่อพัฒนากระบวนการให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพให้กับประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างพิสูจน์สถานะ หากหน่วยบริการพิจารณาแล้วมีข้อมูลเชื่อได้ว่าเป็นคนไทย เบื้องต้นสามารถให้การรักษาไปก่อนได้ และภายหลังกระบวนการพิสูจน์สถานะแล้วเสร็จ ก็สามารถนำหลักฐานการให้บริการมาเบิกค่าใช้จ่ายกับ สปสช. ได้ภายหลังในปีงบประมาณเดียวกัน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising