การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 อยู่ที่ 30-34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมาย จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง - สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ประเมินผลกระทบตะวันออกกลาง คาดสายการบินปรับเที่ยวบินหลังสงกรานต์ตามต้นทุนเชื้อเพลิงและดีมานด์

แฟ้มภาพสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 Thai PBS รายงานว่า น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม เนื่องจากมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง
สำหรับข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 ม.ค. – 1 มี.ค.2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน รัสเซีย 7.26 แสนคน อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน
ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน
อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มี ความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ในช่วง ปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
ทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่า แนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว
CAAT คาดสายการบินปรับเที่ยวบินหลังสงกรานต์
สำนักข่าวไทย รายงานว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันสายการบินในภูมิภาคดังกล่าวทยอยกลับมาให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณเที่ยวบินในภาวะปกติ ขณะที่สายการบินจากบางประเทศ เช่น บาห์เรนและคูเวต อยู่ระหว่างเตรียมกลับมาทำการบินโดยใช้ท่าอากาศยานในประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นฐานปฏิบัติการชั่วคราว ส่งผลให้ยังคงเหลือเพียงบางประเทศคู่ขัดแย้งที่ยังไม่สามารถกลับมาทำการบินได้
สำหรับสถานการณ์เที่ยวบินภายในประเทศ ยังคงให้บริการได้ตามปกติ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ยังสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการบริหารจัดการราคาบัตรโดยสารในรูปแบบ Dynamic Pricing และความร่วมมือของหน่วยงานด้านการบินทั้งระบบ ทำให้ยังคงมีบัตรโดยสารในระดับราคาที่เหมาะสมจำหน่ายในตลาด โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารที่วางแผนการเดินทางและสำรองบัตรโดยสารล่วงหน้า ทั้งนี้ CAAT แนะนำให้ผู้โดยสารเลือกซื้อบัตรโดยสารผ่านสายการบินโดยตรง เพื่อความมั่นใจในราคาและเงื่อนไขที่เป็นไปมาตรการกำกับดูแล
ในระยะต่อไป หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ CAAT ประเมินว่าสายการบินจะทยอยปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น รองรับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน และแนวโน้มความต้องการเดินทางที่เข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล โดยเริ่มมีสัญญาณจากสายการบินต่างประเทศที่ปรับลดจำนวนเที่ยวบิน ขณะที่ CAAT ได้ประสานสายการบินของไทยเพื่อทบทวนแนวทางการให้บริการอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการปรับลดหรือควบรวมเที่ยวบินในบางเส้นทาง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ CAAT ได้กำชับให้สายการบินดูแลผู้โดยสารตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้โดยสารอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารจะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตามสิทธิที่พึงมี พร้อมแนะนำให้ผู้โดยสารติดตามข้อมูลข่าวสารและติดต่อสายการบินอย่างใกล้ชิดในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน และหากไม่ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ CAAT ได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://complaint.caat.or.th
