Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • 'กรณ์' รับหารือ พรรคประชาชนแล้ว รายชื่อมากพอยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ รวดเดียว 4 แสนล้านบาท ขัดกับมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ หรือไม่ คาดช้าสุดไม่เกิน 12 พ.ค. 69 
  • เจ้าตัวมอง รัฐบาลสามารถกู้เงินได้ แต่ต้องพิจารณาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจว่า มีความจำเป็น และมีวิกฤตที่กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ และยังมีมาตรการลดภาระประชาชนอื่นๆ ที่รัฐบาลทำได้เลย ไม่ต้องรอกู้ เช่น การลดภาษีสรรพสามิต หรือการปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน 
  • พร้อมตั้งคำถาม 'ภราดร' ชี้แจงในสภาฯ งบประมาณแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน วางแผนจะใช้ในปีหน้า (2570) จึงมีข้อสงสัยว่า ทำไมต้อง พ.ร.ก.ในปีนี้ และเอาแผนไปใส่ในงบประมาณปี'70 แทน สุ่มเสี่ยงขัดต่อวัตถุประสงค์การออก พ.ร.ก. 
  • กรณ์ เชื่อว่าประธานสภาฯ จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ทันก่อนเสนอต่อสภาฯ 14 พ.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลให้การนำเสนอต่อสภาฯ จะต้องเลื่อนออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งตามกฎหมาย ต้องวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน หาก พ.ร.ก.ถูกตีตก ไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลต้องลาออก แต่หวังเป็นบรรทัดฐานวินัยทางการคลัง 

 

8 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก "The Reporters" รายงานวันนี้ (8 พ.ค.) ระบุว่า กรณ์ จาติกวานิช สส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าถึงกรณีที่พรรคประชาชนจะร่วมลงชื่อกับพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ จำนวน 4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลออกนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

หารือ ปชน. เตรียมยื่นประธานรัฐสภาไม่เกิน 12 พ.ค. นี้

กรณ์ ระบุว่า ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพรรคประชาชนแล้ว และก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการร่างคำร้องไว้แล้ว และร่างดังกล่าวก็อยู่ในมือของพรรคประชาชนแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1-2 วันในการปรึกษารายละเอียดคำร้อง ซึ่งขณะนี้มีการลงชื่อร่วมกันไว้แล้วว่า จะยื่นให้ถึงมือประธานรัฐสภา ภายในวันที่ 11 พ.ค.นี้ และช้าสุดไม่เกินวันที่ 12 พ.ค. 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าจะเป็นการเสนอร่างเพียงร่างเดียว โดยในมุมมองหลักนั้น เห็นตรงกันว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ดังกล่าว ไม่ตรงกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 พร้อมระบุว่า ทุกรัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะกู้เงินมาใช้ในการดูแลประชาชน และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยที่สถานะการคลังของประเทศอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมั่นคง หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศ และอีกหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สถานะการคลังของประเทศค่อนข้างดีคือ ทุกรัฐบาลมีเงื่อนไขข้อจำกัดว่าจะสามารถกู้เงินมาใช้ได้ปีละเท่าใด และทุกรัฐบาลสามารถมีงบขาดดุลได้ เช่นเดียวกันกับรัฐบาลปัจจุบัน ที่จะมีการเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ขาดดุลอยู่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งเต็มเพดานการกู้ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะว่า ในแต่ละปีรัฐบาลสามารถขาดดุลได้เท่าใด ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลบริหารตามกรอบนี้ แต่กฎหมายก็เปิดช่องความยืดหยุ่นให้กับทุกรัฐบาล แม้จะขาดดุลเต็มเพดาน แต่หากเกิดวิกฤตหรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะในช่วงการจัดเตรียมงบประมาณ จึงถือเป็นสิทธิที่รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ตามมาตรา 172 ซึ่งเป็นการเปิดช่องไว้ในช่องพิเศษ ที่รัฐบาลจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องขอเงินกู้ซึ่งคำว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ออก พ.ร.ก.เงินกู้ ได้ แต่ต้องประเมินวิกฤตกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขนาดไหน 

กรณ์ ย้ำว่า คำว่าวิกฤตหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น รัฐบาลอ้างว่าวิกฤตนี้เกิดจากราคาน้ำมันที่สูง แต่พรรคประชาธิปัตย์บอกกับรัฐบาลมาโดยตลอดว่าราคาน้ำมันไม่จำเป็นต้องสูงขนาดนี้ โดยสามารถปรับวิธีการคำนวณราคาน้ำมัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ของรัฐบาลนี้ก็ได้ยอมรับว่าสูตรการคำนวณราคาน้ำมันอ้างอิงจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อประชาชน และมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการศึกษา ถึงวิธีในการคำนวณราคาน้ำมันที่เป็นธรรมมากกว่านี้หรือไม่ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ข้อสรุปว่าเป็นอย่างไร ยังคงใช้สูตรเดิมอยู่ แต่ทั้งนี้ สิ่งที่สามารถทำได้เลยก็คือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเรื่องนี้พรรคพูดมาเป็นเดือนแล้ว และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยทำมาแล้ว แต่รัฐบาลนี้เลือกที่จะไม่ทำ ไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

กรณ์ กล่าวต่อว่า การจะออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ได้ ก็ต่อเมื่อ มีภัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมบอกขอให้ย้อนกลับไปดูในอดีตว่าการจะออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ นั้น มีสถานการณ์แบบใด ยกตัวอย่างในปี พ.ศ. 2541 ก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง GDP ติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน และในปี 2552 ซึ่งเขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐบาลนี้ก็อ้างมาหลายครั้งว่า ในสมัยที่เขาเป็นรัฐบาลก็ออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เหมือนกัน ซึ่งขอให้นำสถานการณ์มาเปรียบเทียบกัน เพราะในปี 2552 คือ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ซึ่งขณะนั้นอยู่ท่ามกลางวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดย GDP ติดลบ 7% กว่า และทั้งปีติดลบ 2% กว่า จึงชัดเจนว่าหากไม่มีการกู้ เพื่อนำเงินมาเติมเงินคงคลัง จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ 

นอกจากนี้ ยังมีวิกฤตโควิด-19 ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งขณะนี้ GDP ติดลบ 6% ประชาชนออกไปทำมาหากินไม่ได้ โดยทั้ง 3 ครั้งที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าระดับวิกฤตของเศรษฐกิจ GDP ติดลบขนาดไหน แต่ว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อนก็จริง ซึ่งเขาเองไม่ปฏิเสธ และสาเหตุที่รัฐบาลจะใช้ในการออก พ.ร.ก. คือ ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มาจากราคาน้ำมัน ที่เกิดจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่โดยรวมรัฐบาลก็คาดว่า GDP ปีนี้ยังโตขึ้น อยู่ประมาณ 1.5% ถึงแม้ว่าจะโตช้า แต่ก็ยังไม่ติดลบ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ล่าสุด รัฐบาลประชาสัมพันธ์เรื่องสถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติงระดับโลกของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ว่าความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจของไทยอยู่ในอันดับที่มั่นคง ไม่ได้มีปัญหาความเสี่ยง ประกอบล่าสุดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุถึงการจัดเก็บภาษี ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้ จึงไม่ได้มีวิกฤติในระดับที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเช่นในอดีต

‘กรณ์’ มองยังไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. มีเงินแหล่งอื่นให้ใช้

เมื่อถามว่าการยื่นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะกระทบต่อไทม์ไลน์โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะเริ่มลงทะเบียนสิ้นเดือนนี้ (พ.ค.) หรือไม่ กรณ์ ระบุว่า เป็นเรื่องการบริหารของรัฐบาล แต่เขาอยากบอกว่ามีวิธีอื่นที่จะเข้าถึงแหล่งเงิน ซึ่งรัฐบาลพูดไว้เป็นเดือนว่า จะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งเป็นผู้ใช้มาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งรู้ดีว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน รายการใดสามารถตัดออกได้ และสามารถโอนงบมาใช้ในการเยียวยาประชาชน ซึ่ง ‘เอกนิติ’ ได้กำหนดตัวเลขไว้ตั้งแต่เดิมประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ไปๆ มาๆ วันนี้กลับไม่คืบหน้า และตัวเลขที่ได้ยินมาก็ลดลงเหลือ 20,000 ล้านบาท จึงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยจริงจังและจริงใจ ในการบริหารแหล่งเงินเพื่อให้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรืออาจมองว่าไม่เป็นไร แผนเดิมก็ใช้ๆ ไป แล้วค่อยไปออก พ.ร.ก.เอา แม้แต่งบประมาณปี 2570 ที่พิจารณาในสภาฯ ว่าแก้ไขไม่ได้ ทั้งที่งบฯ 70 ยังไม่ได้เข้าสู่สภาฯ ทำให้เห็นว่า พ.ร.ก.นี้หลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่ตอนแรก และมีแหล่งเงินอื่น ที่จะทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนทุกโครงการ โดยไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง

เมื่อถามว่าการรวบรวมรายชื่อของพรรคฝ่ายค้าน มีรายชื่อ สส.พรรคกล้าธรรม หรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเองได้พูดคุยกับพรรคกล้าธรรมแล้ว ซึ่งต้องรอมติพรรคกล้าธรรม ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ครบ 21 คน พรรคประชาชน คิดว่าน่าจะครบ 100 คนแล้ว โดยรวมถือว่า เกินเกณฑ์ที่ต้องใช้แล้ว แต่ขณะนี้ยังมีเวลา

กรณ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของโครงการต่างๆ ของรัฐบาลทำเรื่องที่อยากทำไม่ได้ เพราะฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องทำ อย่าลืมว่าโครงการคนละครึ่ง ที่พรรคภูมิใจไทย เคยหาเสียงไว้ เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ระบุไว้ในนโยบายที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากไปเปิดดูจะเห็นว่าอยู่ที่ข้อ 8 โดยระบุว่าจะใช้วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท และเงินทุกบาท ทุกสตางค์ มาจากงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่าวันนี้งบประมาณหายไปไหนอย่างน้อย 4.4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลต้องทำได้แล้ว โดยไม่ต้องมี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ส่วนจะต้องรอศาล รธน. ก่อนไหม จึงพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ หรือไม่ เนื่องจากจะนำเสนอเข้าสู่การประชุมสภาฯ ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญระบุว่าต้องมีการยื่นก่อนที่จะมีการพิจารณา และเมื่อมีการยื่นแล้ว เขาต้องรอให้ศาลฯ พิจารณาแล้วเสร็จไม่เกิน 60 วัน ทั้งนี้ มั่นใจว่าประธานสภาฯ จะยื่นศาล รธน. ด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ว่าประธานสภาฯ จะยื่นภายในกี่วัน ตราบใดที่เรายื่นก่อนวันที่จะมีการพิจารณาถือว่าทันท่วงทีแล้ว และเข้าใจว่า ประธานสภาฯ มีเวลาไม่เกิน 2-3 วัน ที่จะส่งไปยังศาล รธน. ซึ่งทุกอย่างเข้าเงื่อนไข เชื่อว่าไม่มีปัญหาแน่นอน และเชื่อว่าประธานสภาฯ พร้อมทำหน้าที่ อย่างน้อยถ้าฝั่งรัฐบาลมั่นใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้ไม่มีการตรวจสอบ หรือการวินิจฉัย โดยศาล รธน. พร้อมย้ำว่า เนื้อหาที่ส่งให้ศาล รธน. เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแน่นอนว่า กรณีใดจึงจะเข้าเกณฑ์ที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ได้ ซึ่งวันนี้เขายังเชื่อว่า ถ้าไม่ออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ก็ไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล่มสลาย

ส่วนโครงการช่วงที่ 2 ที่จะมีการกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเมื่อวานนี้ (7 พ.ค.) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พูดในสภาฯ ว่าจะกู้ในปีหน้า (ปี 2570) ยิ่งเกิดเป็นคำถามว่าทำไมต้องกู้เป็น พ.ร.ก. ถ้าจะกู้ในปีหน้า (2570) สามารถใช้งบประมาณในปี 2570 ได้ ชัดเจนว่าไม่ได้เข้าเกณฑ์ในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้ที่จะต้องใช้เงิน จึงต้องออกเป็น พ.ร.ก. ดังนั้น ตนเองบอกว่า จะสนับสนุนโครงการโซล่าเซลล์ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ตนจึงพร้อมสนับสนุนในหลักการที่ให้ประชาชน มีสิทธิ์ติดตั้งใช้ไฟโซล่าเซลล์ของตัวเอง และมีสิทธิ์ขายไฟในราคาที่เป็นธรรมคืนให้กับรัฐบาล เป็นสิ่งที่เราสนับสนุน แต่เรากำลังพูดถึงที่มาของเงินที่จะใช้ว่าเหมาะสมถูกต้อง และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนการที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 200,000 ล้านบาท ในปีหน้านั้น (ปี 2570) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ หรือเป็นการกู้เงินมากองไว้ หรือไม่อย่างไร กรณ์ กล่าวว่า ขอบอกในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า ใช้ พ.ร.ก. ในการกู้เงินมากองไว้ไม่ได้ เพราะหัวใจของ พ.ร.ก. คือ ความจำเป็นต้องใช้เงิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา แต่การบอกว่า จะกู้มากอง หรือปีหน้าค่อยกู้สะท้อนให้เห็นว่า มันไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน ในระดับที่จะออก พ.ร.ก. ได้

มองหาก พ.ร.ก.ถูกตีตก อาจไม่ต้องรับผิดชอบถึงขั้นลาออก แต่หวังเป็นบรรทัดฐานทางวินัยการคลัง

เมื่อถามว่าภายหลังยื่นศาลฯ ไปแล้ว หากศาลฯ มีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน และสภาฯ อย่างไร กรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามรัฐบาล เพราะไม่มีบทลงโทษ แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง ตามความเหมาะสม และคงต้องคิดหนักว่า จะรับผิดชอบอย่างไร

เมื่อถามย้ำ หาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ถูกตีตก รัฐบาลจะถึงขั้นต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ กรณ์ กล่าวว่ายังไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น เพียงแค่อยากป้องกันไม่อยากให้รัฐบาลข้ามเส้นหลักวินัยทางการคลัง ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และประชาชนในอนาคต พร้อมย้ำว่าเขาไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่สามารถตอบได้ว่ารัฐบาลต้องลาออกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม การออก พ.ร.ก.เป็นเรื่องใหญ่ และที่ตัวเองกังวลตั้งแต่แรกคือที่มาของ พ.ร.ก.นี้ ตั้งแต่มีการตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากจำได้เรารู้เรื่องนี้หรือเจตนาของรัฐบาลครั้งแรก จากปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และสื่อมวลชนได้มีการไปถามปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งได้คำตอบว่าไม่ทราบเรื่องนี้เลย และยังไม่เห็นความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. ซึ่งเป็นคำตอบเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน จึงเกิดเป็นคำถามว่าระหว่างวันนั้นจนถึงวันนี้ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง ทำไมถึงเร่งรีบในการออก พ.ร.ก.และเป็นไปได้อย่างไรที่การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเขาเชื่อว่าปกรณ์ก็ไม่ได้คิดเอง เพราะฉะนั้นคำถามคือ ใครเป็นคนสั่งการให้นายปกรณ์เตรียมการเรื่องนี้ โดยไม่ได้ถามกระทรวงการคลัง สะท้อนให้เห็นนัยยะ และความต้องการทางการเมืองที่จะกู้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบประมาณที่มีอยู่

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวย้ำว่า ทุกรัฐบาลจะมีปัญหาว่ามีเงินไม่เพียงพอในการทำโครงการที่ต้องการ ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องมีกฎหมายกำกับว่า ในแต่ทุกรัฐบาลใช้เงินได้เท่าไหร่ มิฉะนั้นจะไม่มีข้อจำกัด สุดท้ายแล้วหากทุกรัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ สถานะทางการคลังของประเทศคงไม่เป็นแบบนี้ และในอนาคตมีโอกาสล่มสลายได้จริง 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง