Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ณ พื้นที่แห่งหนึ่งของชุมชนสวนหลวง เสียงระฆังบอกเวลาของโรงเรียนดังกึกก้องกังวาลไปทั่วบริเวณ แต่ก็มิอาจกลบเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กนักเรียนที่ต่างวิ่งวุ่นเล่นไล่จับกันอยู่รอบ ๆ ต้นโพธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ของโรงเรียนไปได้

แล้วใครเล่าจะรู้ว่าอีกสิบเจ็ดปีถัดมา เสียงแห่งความสุขของเด็กนักเรียนเหล่านั้น กลับกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าของความทรงจำที่มีเพียงคนในชุมชน และผู้คนละแวกใกล้เคียงเท่านั้นที่รู้ ส่วนคนนอกอย่างเราก็มิอาจรู้ได้เลยว่า “โรงเรียนสวนหลวง เขตปทุมวัน” เคยตั้งอยู่บนพื้นที่แห่งนี้ แม้กระทั่งช่วงเวลาแห่งการจากลาก็ยังไม่มีใครให้พื้นที่สื่อกับพวกเขาเลย

ภาพ: แผนที่กรุงเทพ สำรวจในปี พ.ศ.2468

กลิ่นชุมชน

“สามย่าน, สวนหลวง, สะพานเหลือง”

สามชุมชนอันเป็นส่วนหนึ่งของจุฬาฯ มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ พ.ศ.2468 อ้างอิงจากแผนที่กรุงเทพที่แสดงให้เห็นถึงสภาพแผนผังของชุมชน ภายหลังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินพระราชทานตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เดิมทีเนื้อที่ส่วนใหญ่ที่อยู่นอกเหนือจากเขตการศึกษาของจุฬาฯ ล้วนเป็นสวนผัก และสวนมะลิ มีชุมชนเล็ก ๆ อย่างชุมชนสามย่าน และชุมชนสะพานเหลืองอาศัยอยู่ ต่อมาก็ได้มีผู้อพยพทั้งคนจีน และคนต่างจังหวัดได้เข้ามาอาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งสถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง และศูนย์สาธารณสุข ที่เข้ามาเช่าที่ดินเป็นจำนวนมาก ในส่วนของพื้นที่พาณิชย์ทางจุฬาฯ ได้ทำการปลูกตึกแถวจำนวน 251 ห้อง ให้คนในชุมชนได้เช่าเพื่อให้บริเวณดังกล่าวเกิดเป็นทำเลค้าขาย

จนกระทั่ง “ธุรกิจเซียงกง” ได้เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดน้อย และสัมพันธวงศ์ที่ซึ่งเป็นแหล่งเซียงกงแห่งแรกไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการเติบโตของธุรกิจ ทางเลือกใหม่จึงขยับขยายเข้ามาบนเนื้อที่ของจุฬา จึงทำให้ช่วง 18 ปีที่ผ่านมา บริเวณบรรทัดทองมีผู้ค้าอะไหล่เก่าอยู่ถึง 200 กว่าราย ธุรกิจกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ ซึ่งนับว่าเป็นช่วงที่ธุรกิจเซียงกงของชุมชนแถบถนนบรรทัดทองมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารผุดขึ้นมามากมาย รวมไปถึงตลาดสด ที่ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนในชุมชนมารวมตัวกัน โดยมีทั้ง ตลาดสามย่าน (อดีตตั้งอยู่ที่สามย่านมิตรทาวน์ และย้ายมาอยู่ตรงข้ามกับสนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ตลาดสะพานเหลือง (ปัจจุบันถูกยุบไปแล้ว และถูกทำเป็นลานจอดรถแทน) และตลาดสวนหลวง (อดีตตั้งอยู่บริเวณถนนด้านหน้า Dragon Town ปัจจุบันถูกยุบไปแล้ว)

 

ภาพ: ย่าน Dragon Town

ภาพจำที่สัมผัสไม่ได้

เมื่อเริ่มมีความเป็นชุมชนมากขึ้น จำนวนประชากรใหม่ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในปี พ.ศ. 2476 หลังจากที่ คณะราษฎรได้มีการจัดตั้งเทศบาลตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบเทศบาล จนใช้เวลาประมาณ 6 ปี ก็ได้มีเทศบาลเกิดขึ้นถึง 111 แห่ง ทำให้เวลาต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาด้วยเงินรายได้ของเทศบาลนั้น ๆ โดยที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ สมุด เครื่องเขียน อาหาร หรือแม้กระทั่งชุดนักเรียน

‘โรงเรียนสวนหลวง’ หรือ ‘โรงเรียนเทศบาลสวนหลวง’ จึงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2476 บนพื้นที่ใกล้กับมาบุญครองในปัจจุบัน พ่อค้าตลาดสะพานเหลืองผู้ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนสวนหลวง (เก่า) เล่าให้ฟังว่าสมัยนั้นโรงเรียนเป็นอาคารไม้ทั้งหมด แต่ตอนนี้น่าจะกลายเป็นลานจอดรถไปแล้ว เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า สถานที่ตั้งของโรงเรียนในอดีต ค่อนข้างขนาดเล็ก อีกทั้งยังมีนักเรียนน้อย จึงจำเป็นที่จะต้องย้ายที่ไปใกล้ ๆ กับตลาดสวนหลวง

ภาพ: พี่มุ่ย พรเทพ สันกลาง วินมอเตอร์ไซค์ ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนหลวง รุ่น 45

เมื่อมีการสร้างโรงเรียนสวนหลวงใหม่ จึงมีอาคารเรียนสูงทั้งหมด 4 ชั้น พี่มุ่ย พรเทพ สันกลาง ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนหลวง รุ่น 45 ได้เล่าถึงสภาพอาคารของโรงเรียนให้ฟังว่า ชั้นแรกจะมีโรงอาหาร ห้องปกครอง ห้องพละ และห้องน้ำ พี่มุ่ยย้ำว่า ห้องปกครองเขาจำตำแหน่งที่อยู่ของห้องได้ดี เพราะสมัยก่อนมีวีรกรรมเยอะ ว่าแล้วก็หัวเราะออกมา ก่อนจะเล่าต่อว่า ส่วนชั้น 2 จนถึงชั้น 4 จะเป็นห้องเรียนทั้งหมด โดยแต่ละชั้นปีจะมีห้องละ 1 ห้อง เปิดสอนตั้งแต่ระดับ อ.1 จนถึง ป.6 ซึ่งในสมัยนั้นยังมีห้องคอมพิวเตอร์ให้ใช้บริเวณชั้น 4 อีกด้วย

ในอดีตโรงเรียนสวนหลวงจะอยู่ติดกับตลาดสวนหลวง จึงทำให้บรรยายกาศของสภาพแวดล้อมโดยรอบของโรงเรียนจึงค่อนข้างครึกครื้น ด้วยความที่เป็นแหล่งพื้นที่ของคนในชุมชน บริเวณโดยรอบของโรงเรียนจึงดูมีความอบอุ่นเป็นพิเศษ


ภาพ: หอพักเรือนวิรัชมิตร (CU I-House) อดีตเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสวนหลวง

หลังจากที่คุยกันไปกันมาถึงเรื่องสถานที่ตั้งของโรงเรียนสวนหลวง ด้วยความที่พี่มุ่ยประกอบอาชีพวินมอเตอร์ไซค์ เขาจึงพาเราซ้อนมอเตอร์ไซต์ขับวนรอบหอพักเรือนวิรัชมิตร (CU I-House) ที่ซึ่งอดีตเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสวนหลวง ขณะนั้นเองพี่มุ่ยก็เล่าให้ฟังว่า ทางเข้า ทางออก อยู่ทางไหน และภายในโรงเรียนมีอะไรบ้าง วนได้อยู่สักพัก จึงกลับมานั่งคุยกันที่เดิม ก่อนจะช่วยกันนั่งวาดแผนที่ของโรงเรียนสวนหลวง


ภาพ: นักเรียนโรงเรียนสวนหลวง

แม้ว่าโรงเรียนจะถูกยุบไปแล้ว ความผูกพันและความทรงจำดี ๆ ก็ยังคงมีอยู่ ใน Facebook มีผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนหลวง เขตปทุมวัน ยุบไปแล้ว’ ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นพื้นที่ไว้ให้ศิษย์เก่าได้เข้ามาร่วมพูดคุย รำลึกถึงความหลังที่เคยมีร่วมกันมา

พี่มุ่ยยังเล่าต่ออีกว่า ที่โรงเรียนมีต้นโพธิ์ต้นหนึ่งอายุเก่าแก่มาก และมีขนาดลำต้นที่ค่อนข้างใหญ่ สมัยเรียนมีความเชื่ออยู่ว่า ถ้าเรากระโดดจับใบของต้นโพธิ์ได้ แล้วเอาใบมาใส่ในหนังสือของตัวเองจะทำให้เรียนเก่ง เขาเว้นจังหวะพูดสักพักแล้วเล่าต่อว่า “แต่ทุกวันนี้ยังโง่อยู่เลย ก็ยังจะเชื่อ” ก่อนเราทั้งคู่จะหัวเราะออกมาพร้อมกัน


ภาพ: นักเรียนโรงเรียนสวนหลวง

บริเวณโดยรอบของต้นโพธิ์ ถือว่าเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจมุมหนึ่งของเหล่านักเรียน บ้างก็มีนักเรียนมาเตะบอล เตะตะกร้ออยู่แถวนั้น บ้างก็มานอนเล่น พี่มุ่ยยังเล่าวีรกรรมสมัยเรียนให้ฟังอีกว่า เขาและเพื่อนเผลอทำกระถางที่วางอยู่แถวต้นโพธิ์แตก จนต้องเข้าห้องปกครอง และโดนตีตาม ๆ กันไป

พี่ปุ๊กลุก ศิษย์เก่าของโรงเรียนสวนหลวง เล่าให้ฟังว่า “โรงเรียนสวนหลวงเป็นโรงเรียนที่อยู่แล้วมีความสุขมาก มีต้นโพธิ์ใหญ่ให้ร่มเงา ตอนนั้นเด็ก ๆ เพื่อน ๆ มานั่งอ่านหนังสือกลางแจ้ง อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ช่วงหน้าหนาวก็อากาศเย็น มานั่งตากแดดอ่านหนังสือกัน เมื่อก่อนมีเข้าค่ายที่โรงเรียนด้วยนะ เพื่อนนิสัยดีกันทุกคนเลย เด็กเกเรมีน้อย ครูคำแหงค่อนข้างดุ แต่ตลก และใจดี”

“เราจบ ป. 6 ปี 2540 เเต่ละห้องมีนักเรียนจำนวนไม่มาก คุณครูดูเเลเอาใจใส่นักเรียนค่อนข้างดี มีกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น กีฬา ดนตรี นาฏศิลป์ การประดิษฐ์ อาจารย์สมพร โต๊ะประดู่ อาจารย์ประจำชั้นมีการเรียนการสอนเเบบ child center บรรยากาศในโรงเรียนอบอุ่นมาก ๆ เเละยังคงอยู่ในความทรงจำ ถ้าไม่มีโรงเรียนสวนหลวงก็ไม่มีเราในวันนี้ค่ะ”คุณไซน์ ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนหลวงกล่าวถึงความประทับใจที่มีให้กับโรงเรียน

พี่หนึ่ง ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนหลวง โทรมาเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนสมัยที่เรียนอยู่ โรงเรียนสวนหลวงมีนักเรียนเกือบพันคน ครูมียี่สิบกว่าคน ซึ่งตอนนั้นถือว่าโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน 9 โรงเรียน


ภาพ: ศูนย์บริการสาธารณสุข 5 จุฬาลงกรณ์ อดีตเป็นที่ตั้งของโรงเรียนปทุมวัน

ในละแวกนี้ มีโรงเรียนอยู่ทั้งหมด 9 โรงเรียน คือ โรงเรียนสวนหลวง โรงเรียนปทุมวัน โรงเรียนวัดสระบัว โรงเรียนวัดดวงแข โรงเรียนวัดไชยมงคล โรงเรียนปลูกจิต โรงเรียนวัดปทุมวนาราม โรงเรียนสวนลุมพินี และโรงเรียนกิ่งเพชร เมื่อมีงานกิจกรรมของโรงเรียนที่จะจัดขึ้น ทั้ง 9 โรงเรียนก็มักจะมาร่วมกิจกรรมกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คงจะเป็นงานกีฬา

นอกจากจะมีโรงเรียนรัฐบาลแล้ว ในชุมชนละแวกนี้ยังมีโรงเรียนเอกชนปะปนอยู่ด้วย คุณป้าร้านข้าวมันไก่สามย่านเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีโรงเรียนศึกษาวัฒนา และโรงเรียนสิงฟ้า ที่จะเน้นสอนไปทางภาษาจีน เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในละแวกนี้มักมีแต่คนจีน แต่ในปัจจุบัน โรงเรียนศึกษาวัฒนา ก็ปิดไปแล้วเมื่อพ.ศ. 2550 ส่วนโรงเรียนสิงฟ้าก็ย้ายไปที่อื่นเพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการเช่าที่

นอกจากความผูกพันที่มาจากนักเรียนด้วยกันเองแล้ว ยังมีความผูกพันที่มาจากผู้คนในชุมชนอีกด้วย ในขณะที่กำลังเดินสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนสวนหลวง เราก็ได้เข้าไปพูดคุยกับคนในชุมชนสวนหลวง และสะพานเหลือง หลายคนก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เมื่อก่อนที่นี่มันครึกครื้นกว่านี้”


ภาพ: ตรอกแคบของร้านขายก๋วยเตี๋ยวในชุมชนสวนหลวง

จนกระทั่งมาถึงวันที่ทราบข่าวจากบุคลากรของจุฬาฯ ว่า โรงเรียนสวนหลวงจะต้องปิดตัวลงเพราะทางจุฬาฯ ต้องการที่จะนำพื้นที่ไปปรับปรุงและพัฒนาเป็นที่พักอาศัยสำหรับนิสิตและบุคลากร หลายคนเมื่อทราบข่าวดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะย้ายบุตรหลานของตนเองไปเรียนที่โรงเรียนอื่น ยิ่งไปกว่านั้นคือพวกเขาเลือกที่จะย้ายที่พักอาศัยตามไปด้วย เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่วนคนอื่น ๆ ที่พึ่งทราบข่าวทีหลัง ก็จำเป็นที่จะต้องรีบหาโรงเรียนอื่นในช่วงที่โรงเรียนกำลังจะปิดตัวลง โดยที่ไม่ทันได้วางแผนอะไรไว้ก่อน

อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ย้าย

คนในชุมชนเห็นพ้องต้องกันว่า สิ่งที่จุฬาฯ ทำไม่ได้ถือว่าเป็นการไล่ตรง ๆ แต่มันถือว่าเป็นการไล่ทางอ้อม เพราะก่อนที่จะมีการยุบโรงเรียน จุฬาฯ เลือกที่จะไม่ต่อสัญญาให้กับโรงเรียน จนสัญญาเช่าที่ว่านั้นได้หมดลง ประกอบกับการที่เด็กนักเรียนทยอยย้ายไปเรียนที่อื่นเพราะทราบข่าวก่อน ทำให้จำนวนนักเรียนนั้นมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนต้องถูกยุบลงในที่สุด

ทว่าไม่ได้มีเพียงแค่โรงเรียนสวนหลวงที่ถูกยุบ เช่นเดียวกันกับโรงเรียนปทุมวันที่ถูกยุบด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ไม่ได้ถูกรื้อถอนอาคารออกไปเหมือนโรงเรียนสวนหลวง เนื่องจากถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นศูนย์บริการสาธารณสุข 5 จุฬาลงกรณ์ โดยที่สภาพโรงเรียนก็ยังคงเดิม

พอหลังจากที่โรงเรียนสวนหลวงได้ยุบลง ตลาดสวนหลวงก็ถูกยุบลงเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันจากทางฝั่งของจุฬาฯ ที่ต้องการปรับปรุง และพัฒนาพื้นที่ให้เป็นระเบียบมากขึ้น กลับกันด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้คนในชุมชนต้องหวั่นกลัวว่าไม่ช้าไม่เร็วพวกเขาเองก็จะต้องถูกบีบให้ย้ายออกอยู่ดี คนในชุมชนสวนหลวงได้เล่าให้ฟังว่า จุฬาฯ ขึ้นค่าเช่าทุกปี ตอนนี้ขึ้นมาเป็นหลักหมื่น สมัยก่อนเป็นแค่หลักพัน เหมือนเขาอยากให้เราย้ายออก เหมือนเป็นการไล่ทางอ้อม ถ้าคุณอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ย้าย

ซึ่งการที่ถูกกดดันให้ย้ายออกด้วยวิธีการนั้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในชุมชนเป็นจำนวนมาก เมื่อหลาย ๆ คนตัดสินใจที่จะออก เพราะรับมือไม่ไหวกับค่าเช่าที่แพงหูฉี่ ชุมชนที่เคยครึกครื้น ก็กลับกลายเป็นชุมชนที่เริ่มอ้างว้าง คนเก่า ๆ ที่เคยอยู่ก็เริ่มหายไป ย้ายไปอยู่ที่อื่น บรรยากาศก็เริ่มเงียบเหงาลง

เมื่อตึกแถวนั้นร้าง ไม่นานก็จะถูกทุบสร้างใหม่ หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดที่สุดก็คงจะเป็นโซนสามย่าน ที่มีร้านใหม่ ๆ ผุดขึ้นมา ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจใหม่ ๆ รวมไปถึงกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาลงทุนเปิดร้านอาหารในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าค่าเช่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่สภาพความเป็นจริงในบางพื้นที่กลับไม่ได้คุ้มค่ากับที่ลงทุนเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะ Dragon Town สถานที่ที่จุฬาฯ ตั้งใจจะให้เป็นแลนด์มาร์คของย่านบรรทัดทอง แต่บรรยากาศกลับไม่คึกคักอย่างที่ควรเป็น คนในชุมชนเล่าให้ฟังว่า จุฬาฯ ถูกสาปแช่งเพราะมาไล่พวกเขาออกจากบ้านที่เคยอยู่ สภาพของ Dragon Town จึงอยู่ในสภาพที่ไร้คนเช่นนี้

การที่สถานที่ต่าง ๆ ถูกยุบ ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของชุมชน และโดยเฉพาะคนในชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า ที่ซึ่งเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ตลาด สถานที่ที่เป็นจุดรวมตัวของคนในชุมชน หรือแม้กระทั่งโรงเรียนสวนหลวงที่ไม่มีแม้แต่พื้นที่สื่อให้ใครได้รับรู้เลยว่าครั้งหนึ่ง ก็เคยมีโรงเรียนนี้อยู่ในประวัติศาสตร์ของจุฬาฯ

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง