Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (NPC) เปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับ 5 ปีข้างหน้า (2026-2030) เน้นยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวนแตกเป็นหลายขั้ว โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งตนเองและการเปิดเศรษฐกิจสู่โลก รวมถึงเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจจีน เช่น AI กับเทคโนโลยีสีเขียว ส่งอิทธิผลต่อโลกในแง่ เทคโนโลยี การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน แต่ก็น่าจับตาว่าอิทธิพลการส่งออกของจีนกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างไร

 

9 เม.ย. 2569 หลังจากที่การประชุม "สองสภา" ของจีนสิ้นสุดลงเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วยสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) และสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน (CPPCC) ก็มีการเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ซึ่งจะเป็นแบบร่างของการกำหนดทิศทางของประเทศ การขับเคลื่อนทรัพยากร และส่งสัญญาณต่อแนวทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศได้รับทราบ

มีข้อสังเกตว่าแผนพัฒนาฯ 5 ปีของจีนในครั้งนี้มีแก่นแกนหลักๆ คล้ายแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องการเสริมสร้างด้านอุตสาหกรรมและการเน้นด้านนวัตกรรมกับเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต่างกันออกไปกับแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้านี้คือการเน้นย้ำเรื่องการพึ่งพาตนเองมากขึ้นโดยอาศัยการพัฒนานวัตกรรมในประเทศ ในขณะเดียวกันก็เน้นการพัฒนา "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" ที่หมายถึงวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันจีนก็มีแผนการจะ "เปิดไปสู่โลกมากขึ้นในระดับสูง" สำหรับเรื่องปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับโลกและกำหนดเงื่อนไขทางการค้าและการลงทุน ไปพร้อมๆ กับการสร้างสมดุลในการให้จีนพึ่งพาตนเองได้ ทำให้เศรษฐกิจจีนมีความทนทานสามารถรองรับปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

Yu Jie นักวิจัยอาวุโสเรื่องจีน จากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Chatham House วิเคราะห์ว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการที่กลุ่มผู้นำจีนได้ส่งสัญญาณในเรื่องการทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นปรับตัวรับสถานการณ์ได้ มีการพึ่งพาตนเองในเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น และไม่ใช่แค่การโต้ตอบต่อสถานการณ์แบบชั่วคราว แต่เป็นยุทธศาสตร์ในระยะยาว

แผนการพัฒนาฯ ฉบับใหม่นี้เน้นย้ำอย่างชัดเจนเรื่องความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องระบบการค้าแบบสองฝ่ายโดยเน้นให้องค์การการค้าโลก หรือ WTO เป็นศูนย์กลาง มีการระบุถึงนวัตกรรมดิจิทัลที่จะนำมาปรับใช้อย่างเช่นอีคอมเมิร์ซข้ามชาติหรือเครื่องมือทางการเงินเพื่อการส่งออก นอกจากนี้ยังระบุถึงการต่อต้านแนวทางแบบสร้างกำแพงกีดกันทางการค้า และต่อต้านการตั้งกำแพงภาษีแบบไม่เลือกเป้าหมายด้วย

ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคจากนานาชาติในปี 2025 แต่จีนก็ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ จากตัวเลขการเติบโต 5.5% และมีการค้าเกินดุลถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่ามากเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ สหรัฐฯ ที่มีการส่งออกลดลง 20% ปีต่อปี แต่สหรัฐฯ ก็มีการส่งออกเพิ่มขึ้นไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่อิทธิพลการส่งออกก็ก่อปญหาสินค้าจีนล้นตลาดในประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การค้าข้ามชาติของจีนก็ได้ก่อปัญหาในเรื่องความตึงเครียดกับประเทศคู่ค้า สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งเป็นกลุ่มประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดกับจีน กำลังเผชิญปัญหา "สินค้าจีนราคาถูกทะลักล้นตลาด" ในประเทศของพวกเขา ส่วนประเทศบราซิลก็เพิ่งจะออกมาตรการโต้ตอบการทุ่มตลาดของจีนเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพราะสินค้าจีนเข้าไปครอบงำตลาดของบราซิล

ยีน หม่า ประธานฝ่ายวิจัยจีนของสถาบันการเงินนานาชาติ มองว่ากรณีของอียูซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ลำดับสองชองจีนนั้นมีปัญหากับการค้าของจีนเช่นกัน ไม่เพียงแค่เพราะจีนส่งออกมากกว่าที่นำเข้าจากอียูเท่านั้น แต่ยังถึงขั้น "ส่งออกมากกว่าที่ยุโรปผลิตได้" อีกด้วย

แน่นอนว่าปัจจัยภายนอกอย่างสงคราม ความวุ่นวาย และความติดขัดในการค้าโลกปัจจุบัน มีส่วนในการพิจารณาแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีน ในขณะเดียวกัน World Economic Forum ก็มองว่าแผนการของจีนที่เพิ่มการเติบโตด้านการส่งออกก็จะกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็อาจจะออกนโยบายโต้ตอบจีนโดยเฉพาะได้

เล็งเห็นความเสี่ยงต่อการพึ่งพาภายนอกมากเกินไป

แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ยังออกมาในช่วงเดียวกับที่โลกกำลังเกิดสงครามและการขาดเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อปัญหาตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งยังเป็นช่วงที่จีนกับสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันอย่างสูงในเรื่องเทคโนโลยี เหมืองแร่ และการค้า ด้วย

Yu Jie มองว่าสาเหตุที่จีนเริ่มปรับยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ นั้น เป็นเพราะกลุ่มผู้นำจีนในช่วงที่ผ่านมาเล็งเห็นว่าการพึ่งพาเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลกมีความเปราะบาง ทั้งจากที่เคยเผชิญปัญหา การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ตามมาด้วยอุปสรรคจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจำกัดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีมากขึ้น และในช่วงที่ผ่านมาก็มีสงครามความวุ่นวายในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อน้ำมันโลก ก็ยิ่งทำให้จีนเล็งเห็นว่าการพึ่งพาการนำเข้าและเทคโนโลยีจากชาติอื่น จะทำให้การพัฒนาประเทศหยุดชะงักได้

ประเทศจีนในปัจจุบัน (ต้นปี 2026) ยังคงเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานจากต่างชาติมากที่สุดในโลก และเป็นศูนย์กลางเครือข่ายการผลิตและแปรรูปของโลก สงครามที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนให้เห็นความเสี่ยงของการพึ่งพามากเกินไปต่อสภาพการณ์ภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เรื่องนี้ทำให้ผู้นำจีนเริ่มเน้นเศรษฐกิจแบบรองรับปรับตัวต่อสถานการณ์มากขึ้น

วิธีการที่จีนมีแผนจะนำมาใช้คือการเน้นนโยบายเพิ่มความเข้มแข็งด้านห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ส่งเสริมการแปรรูปขั้นสูง และลงทุนอย่างมากในด้านเทคโนโลยียุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบชิพอุปกรณ์ไอที และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 6G รวมถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ด้วย ซึ่งพวกเขามองว่าไม่ใช่แค่โครงการทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญระดับเสาหลักในเรื่องความมั่นคงของชาติ

มีข้อสังเกตอีกว่าในแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีน ระบุจะให้มีการเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาขึ้นอีก 7% เทียบกับช่วงปี 2021-2025 นอกจากนี้ยังเสนอให้อุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลกลายเป็นภาคส่วนที่สร้างจีดีพี 12.5% ของประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี แต่เสี่ยงปัญหาการจ้างงาน

ในแง่เทคโนโลยี รัฐบาลจีนกำลังเริ่มเน้นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอนาคต อย่างเรื่องการใช้สมองเชื่อมต่อเพื่อป้อนข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ได้โดยตรงแบบที่เรียกว่า Brain-Computer Interface (BCI) เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสะอาด การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โครงการทีเรียกว่า 'AI Plus' ซึ่งจะมีการนำ AI มาร่วมใช้งานในภาคการแปรรูป การขนส่ง บริการสุขภาพ และ การขยายตัวของเมือง

มีข้อสังเกตจาก World Economic Forum เช่นเดียวกันว่า เมื่อเทียบกับแผนพัฒนาฯ สองฉบับก่อนหน้านี้ของจีนแล้ว แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 นั้นมีการใช้คำที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมาก เช่น คำว่า "ปัญญาประดิษฐ์" มีเพิ่มขึ้นจากฉบับที่ 14 จาก 6 คำ เป็น 30 คำ มีการใข้คำว่า "เทคโนโลยี" มากถึง 121 ครั้งในแผนปี 2026-2030 เทียบกับสองครั้งที่แล้วที่ใช้ไม่ถึง 90 ครั้ง เป็นสัญญาณว่าการเน้นพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ของจีนจะส่งผลต่อทั้งเทคโนโลยีโลกและเศรษฐกิจโลกได้ในอีกหลายปีหลังจากนี้

Yu Jie มองว่า ในขณะที่จีนพยายามเพิ่มมูลค่าห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริมการผลิตและการเติบโตโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่อาจจะกลายเป็นอุปสรรคคือเศรษฐกิจแบบรองรับปรับตัว ที่อาจจะทำให้จีนไม่สามารถขยายเศรษฐกิจได้รวดเร็วมากเท่าเดิมเทียบกับหลายสิบปีที่ผ่านมา และในแผนพัฒนาฯ ล่าสุดก็ดูเหมือนจะเล็งเห็นอุปสรรคนี้เช่นกัน โดยมีการตั้งเป้าการเติบโตอยู่ที่ 4.5% ถึง 5% ถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1990s แต่ตัวเลขนี้ก็จะยังคงทำให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายประเทศอิจฉาอยู่ดี

ในมุมของการปรับโครงสร้าง Yu Jie มองว่ามันได้ส่งผลต่อภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์และงบประมาณบริหารท้องถิ่นของจีน ถึงแม้ว่าจีนจะหันมาเน้นการเติบโตอย่างช้าๆ แบบไม่ต้องสร้างหนี้ไปมากกว่าเดิมเทียบกับในอดีต แต่การทำเช่นนี้ภาคส่วนธุรกิจและผู้บริโภคในจีนก็จะยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว

Yu Jie ยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่จีนมีอยู่ในตอนนี้ คือ ปัญหาการว่างงานในหมู่คนรุ่นใหม่ที่กระทบประชากรจำนวนมาก อันเป็นผลมาจาก COVID-19 และภาคส่วนการบริการที่หดตัวลง มีคนเรียนจบใหม่หลายล้านคนที่ประสบความยากลำบากในการหางานทำในแบบที่เหมาะสมกับทักษะและความคาดหวังของพวกเขา

Yu Jie มองว่าแผนพัฒนาฯ ใหม่จะสร้างความตีงเครียดมากขึ้นต่อปัญหาการจ้างงานได้ เพราะในแง่หนึ่งถึงแม้ว่าการเน้นเทคโนโลยีระดับสูงจะเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน แต่ภาคส่วนเหล่านี้ก็เน้นการใช้ทุนอย่างมากและไม่สามารถรับนักศึกษาจบใหม่เข้าไปเป็นแรงงานได้ทีละจำนวนมากทุกปี ในขณะเดียวกัน ภาคส่วนที่มักจะมีการจ้างงานสูงในจีนอย่าง ภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และการผลิตแปรรูปแบบต้นทุนต่ำ ก็ไม่ได้เติบโตในระดับเดิม ทำให้อาจจะมีการจ้างงานลดลงด้วย

ถึงจะเน้นพึ่งตนเอง แต่ก็ส่งสัญญาณบวกให้ผู้ลงทุนและส่งออกไปจีน

World Economic Forum ตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้จีนจะเน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่ในแผนพัฒนาฯ ก็ยังคงส่งสัญญาณบวกต่อธุรกิจที่ส่งออกไปจีนและลงทุนในจีน โดยเรียกร้องให้มีการเปิดบ้านให้กับธุรกิจที่จะส่งเสริมการเติบโตในจีน เช่น โทรคมนาคม การศึกษา และสุขภาวะ

นอกจากนี้จีนยังมีแผนการที่จะปรับภาษีศุลกากรและให้สิ่งจูงใจเพื่อให้มีการนำเข้าเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาที่จีนมากขึ้น อีกทั้งยังจะเปิดรับสินค้าเกษตรคุณภาพสูง และบริการการผลิต ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นในหลายด้าน อย่างด้านการแปรรูประดับสูง เทคโนโลยีระดับสูง และภาคส่วนอุตสาหกรรมสีเขียว

ทั้งนี้ จีนยังระบุแผนการสร้างสภาพที่เอื้อต่อการลงทุนและการค้าขายจากต่างชาติด้วย เช่น แผนการเสริมความเข้มแข็งให้กับการเชื่อมต่อตลาดการเงินนานาชาติ การส่งเสริมให้สกุลเงินหยวนของจีนกลายเป็นสากล มีมาตรการผ่อนปรนข้อจำกัดในการจ่ายเงินแบบข้ามพรมแดน และ สร้างมาตรการเอกสารการค้าระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็จะสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการให้บรรษัทข้ามชาติต่างๆ เข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในจีนได้ รวมถึงมีการเสริมการลงทุนในประเทศที่มีอยู่แล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่จีนส่งเสริม คือการต่อยอดจากพื้นฐานความเข้มแข็งด้านการส่งออกที่มีอยู่แล้ว นั่นคือการส่งเสริมให้บริษัทจีนขยายการลงทุนออกไปที่ต่างประเทศและขยายความเป็นหุ้นส่วนกับต่างประเทศ แผนการของจีนเสนอให้มีการสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้มากเป็นพิเศษ คือ แพลตฟอร์มทางอินเทอร์เน็ต การค้าออนไลน์ข้ามชาติ บริษัท AI รวมถึง บริการวิชาชีพ เช่น ทนายความ นักบัญชี และนักตรวจสอบบัญชี

แผนการลงทุนต่างประเทศของจีนนั้นมีการผูกโยงกับโครงการ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" หรือ "Belt and Road Initiative" ด้วย โดยมีการระบุถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล AI อุตสาหกรรมสีเขียว เกษตรกรรม การท่องเที่ยว อวกาศ และภาคส่วนสุขภาพ

มาร์คัส เฮอร์มานน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ไชนามาโครกรุ๊ป ระบุว่า จีนจะนำเรื่องรายได้มวลรวมประชาชาติ หรือ GNI เข้ามาพิจารณาในเป้าหมายนโยบายทางเศรษฐกิจของตัวเองด้วย เช่นเรื่องการมีรายได้จากการลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในตัวเลขจีดีพี

 

เรียบเรียงจาก

What does China’s new 5-Year Plan mean for global trade and investment?, World Economic Forum, 30-03-2026

https://www.weforum.org/stories/2026/03/what-china-new-5-year-plan-mean-global-trade-and-investment/

China’s Five Year Plan commits to economic resilience – as the Iran war exposes the fragility of global supply, Yu Jie, Chatham House, 13-03-2026

https://www.chathamhouse.org/2026/03/chinas-five-year-plan-commits-economic-resilience-iran-war-exposes-fragility-global-supply

จีนเปิดประชุม “สองสภา” วางทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า, CGTN, 05-03-2026

https://thai.cri.cn/2026/03/05/ARTI1772708884782493

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง