เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนสตรีสากล ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากทั่วโลกได้ออกมาส่งเสียงและเรียกร้องให้ตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทของผู้หญิงทั้งในบ้านและนอกบ้าน สิทธิสตรีในด้านต่างๆ ที่ยังไม่เท่าเทียม และความเสมอภาคทางเพศภาวะ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงก็เป็นอีกข้อเรียกร้องหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงในห้วงเวลาดังกล่าว ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะชวนมาทำความเข้าใจประเด็นความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในชุมชนชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย เพราะยังเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงน้อยมากในสื่อกระแสหลักของสังคมไทย
Gwendolyn Beetham (2013) มองว่าความรุนแรงบนฐานเพศภาวะเป็นทั้งการแสดงออกและประสบการณ์ที่ขึ้นอยู่กับเพศสรีระ เชื้อชาติ ชนชั้น ศาสนา ความสามารถ และปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆ ผู้หญิงจึงมีประสบการณ์ความรุนแรงที่แตกต่างกันด้วยปัจจัยเหล่านี้ เช่น ชนชั้น เชื้อชาติ และความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความรุนแรงต่อผู้หญิงในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จึงสามารถถูกให้ความหมายที่ต่างกัน ดังนั้น การทำความเข้าใจความหมายและประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงของผู้หญิงจะต้องพิจารณาด้วยแนวคิดอำนาจและอัตลักษณ์ทับซ้อน (intersectionality) สอดคล้องกับที่ Kimberlé Crenshaw (1991) นักสตรีนิยมผิวดำ เสนอว่าในบริบทความรุนแรงต่อผู้หญิง การละเลยความแตกต่างของผู้หญิงเป็นปัญหา เพราะความรุนแรงที่ผู้หญิงมีประสบการณ์ถูกก่อรูปขึ้นจากมิติอื่นๆ ของอัตลักษณ์ เช่น เชื้อชาติ/สีผิว ชนชั้น และรสนิยมทางเพศ (sexual orientation) ดังนั้น การทำความเข้าใจความรุนแรงของผู้หญิงชาติพันธุ์ก็จำเป็นต้องพิจารณาการประกอบสร้างประสบการณ์ของผู้หญิงในบริบทเฉพาะ ซึ่งส่งผลต่อการสร้างความหมายให้กับตัวตนและความรุนแรงที่พวกเธอเผชิญ
เมื่อปวีณา เปอลอย ผู้หญิงปกาเก่อญอ วัย 51 ปี ตัดสินใจจะ “หนี” จากสามีที่ใช้ความรุนแรงกับเธอมาตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี เธอพบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะ ในวัฒนธรรมปกาเก่อญอที่มองว่าปัญหาภายในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวที่ผู้หญิงต้องจัดการด้วยตัวเอง และเมื่อสามีไม่ยอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระจากอำนาจของเขา
ปวีณา เปอลอย

ภาพทิวทัศน์หมู่บ้านของปวีณา
“เขาเป็นคนทำให้ชีวิตฉันลำบากเหลือเกิน”: 30 ปีที่อดทนกับความรุนแรงในครอบครัว
ปวีณาเกิดและเติบโตในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนดอยสูงในจังหวัดเชียงใหม่ ชีวิตวัยเด็กไม่ได้ไปเรียนหนังสือ เพราะครอบครัวยากลำบาก เธอต้องดูแลน้องๆ ขณะที่พ่อ-แม่ พี่สาวและพี่ชายไปทำงานในไร่ในสวน อายุ 12 ปี ปวีณาเริ่มไปรับจ้างร่อนแร่ในเหมืองแร่เพื่อหาเงินมาใช้จ่าย เมื่อโตขึ้นเป็นสาว วัย 16 ปี เธอก็แต่งงานกับผู้ชายต่างหมู่บ้าน ด้วยความหวังจะได้พึ่งพาเขาในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่จะดูแลเธอและลูก แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หลังจากแต่งงานและแยกบ้านออกมาจากพ่อ-แม่ของเธอได้ไม่นาน สามีก็มีนิสัยและท่าทางเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ เมื่ออยู่บ้าน เขาจะแสดงอารมณ์โกรธบ่อยขึ้น จู้จี้ขี้บ่น ต่อว่าด่าทอเธอ เวลาที่ไม่พอใจหรือบางครั้งก็ทำลายข้าวของในบ้าน
เมื่อลูกสาวคนแรกอายุได้ปีกว่า เธอต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวสามี เนื่องจากแม่ของสามีเสียชีวิต ทำให้บ้านของพ่อสามีไม่มีผู้หญิงดูแล หลังจากย้ายไปอยู่กับครอบครัวของสามี เธอเผชิญกับความรุนแรงที่มากขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคู่ ทั้งความรุนแรงทางกาย เช่น การตบหน้า เตะต่อย ความรุนแรงทางวาจา เช่น การต่อว่าด่าทอ ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ เช่น การต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว เพราะสามีไม่ทำงานหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว และความรุนแรงทางจิตใจ เช่น การถูกลดทอนคุณค่า การถูกควบคุมไม่ให้ไปไหน ความหึงหวง
“ครั้งแรกนั้นเราไปอยู่ที่โน่นได้ไม่นานเขาตบหน้าเราทีหนึ่ง ในใจเรานั้นรู้สึกว่าคนๆ นี้ที่เขาตบหน้าเรานี้มันไม่เหมาะไม่ควรเลยนะ ตอนนั้นเหมือนมันหมดความรู้สึกกับเขามากมาย ... มีครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเรายังเปิดร้านขายของอยู่ตรงนั้น พา[1]ตี้ก็มาคุยกับเขาดีๆ นะ แต่เขาดื่มเหล้าเมา แล้วเข้ามาตบหน้าเราแรงๆ สองที พาตี้เลยบอกเขาว่า “อย่าทำแบบนี้อีกนะ หยุดเลย ... อย่าทำอีก” แต่เขาผลักพาตี้กับเราติดข้างฝา ตอนนั้นพาตี้ยังไม่แต่งงาน แล้วเขาก็ด่าพวกเราว่า “กลับไป กลับไปทั้งสองคนเลย ในเมื่อพวกแกสองคนนี้ชอบกัน” แล้วเขาก็เป็นแบบนั้นแหล่ะ ไปกินไปดื่มแล้วกลับมาใช้อารมณ์” เธอเล่าให้ผู้เขียนฟัง
เหตุการณ์ความรุนแรงที่ฝังใจและเป็นจุดเปลี่ยนความคิดของปวีณา คือ ครั้งนั้นสามีโมโหมากที่เธอบอกเขาว่าไม่มีความสุข เพราะเขาดื่มเหล้าเยอะ ชอบไปเที่ยว ไม่ช่วยดูแลลูกสองคน ตอนนั้นลูกชายคนเล็กยังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ เขาเดินมาในครัวดันศีรษะของเธอไปตรงเชือกที่มีเศษผ้าขาวม้าผูกอยู่ เขาเอาผ้าขาวม้าคล้องคอเธอ และพยายามดึงเชือกให้แขวนคอเธอ
“จากนั้นเขาทำอะไรกับเราบ้างเราก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว ... จำได้ว่าเหมือนมันไม่รู้สึกเจ็บ แต่เหมือนมันถูกปั่นให้หมุนเรื่อยๆ ตอนนั้นสภาพตัวเองเป็นยังไงก็ไม่รู้ เขาใช้ผ้าขาวม้าผูกคอเรา ... ดิ้นไม่ดิ้นไม่รู้เพราะตัวเราหมุนอยู่เรื่อยๆ จนเราตกลงมา เขาปล่อยมือทำให้เราตก จากนั้นรู้สึกเขาเตะเราซ้ำอีก 2 ครั้ง ตอนนั้นคอเหมือนจะหักแต่ก็ยังไม่หัก กลืนอะไรก็เจ็บ หน้าก็บวม ไม่มีใครรู้ แต่เขากลับไปพูดถึงเราให้คนอื่นฟังว่าเราแขวนคอตัวเอง ... หลังจากนั้นอีกนานเลยกว่าจะกลืนได้ตามปกติ แต่หูทั้งสองข้างนี้นานกว่าอีก หูสองข้างบวมรู้สึกเหมือนมันหนาๆ ไม่ค่อยได้ยินนานเลย ก็เลยเริ่มคิดตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าสักวันหนึ่งเราจะไปจากเขา” เธอเล่าให้ฟังด้วยเสียงสั่นเครือ และใช้มือเช็ดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา
หลังจากอยู่บ้านสามีได้สามปีกว่า เขาก็พาเธอกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านเดิม แต่ความรุนแรงในครอบครัวก็ยังเกิดขึ้นต่อไป นอกจากนี้ สามีก็ไม่ค่อยทำงานหาเงินให้ครอบครัว และยังเอาเงินของครอบครัวไปใช้จ่ายสิ้นเปลืองกับเหล้าและสิ่งเสพติด ทำให้เธอต้องรับภาระคนเดียวในการหาเงินมาเลี้ยงดูลูกและส่งเสียลูกเรียน หลายครั้งเธอต้องไปรับจ้างเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายและให้ลูกไปเรียน รวมทั้งต้องแอบเก็บเงินบางส่วนที่ได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของลูก จนลูกสาวคนโตเรียนจบปริญญาตรี
ผลกระทบต่อตัวเองและลูก
ตลอดระยะเวลาที่เผชิญความรุนแรงจากสามี เธออยู่กับความกลัวและความกังวลในทุกวัน “ถ้าเป็นความกลัวนั้นมันมีเยอะมาก จิตใจไม่มีที่จะได้สบายใจไม่เคยมีเลย ความกลัวมีตลอดเหมือนกับว่าความกลัวนั้นมีทุกวัน” และเธอก็มองไม่เห็นทางออกของปัญหานี้ เพราะในครอบครัวและ/หรือชุมชนไม่มีกลไกที่จะช่วยเหลือผู้หญิงที่ประสบความรุนแรงในครอบครัวเลย ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องความรุนแรงในครอบครัวยังถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างสามี-ภรรยา แม้ว่าคนในชุมชนจะรับรู้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวคนอื่น แต่ก็ไม่ได้มีใครให้ความช่วยเหลือ ปวีณาคิดเสมอว่าวันหนึ่งต้องไปจากสามี แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าจะหนีได้อย่างไร ถ้าจะหนีมาคนเดียวก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นห่วงลูก เธอคิดว่าสามีต้องทอดทิ้งและไม่ดูแลลูกทั้งสองคนแน่นอน หรือถ้าจะพาลูกหนีด้วย ก็เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าจะหนีกลับมาหาพ่อ-แม่และพี่น้องของตัวเอง ก็คิดว่าไม่มีใครช่วยได้ เพราะสามีจะตามมาหาเรื่องกับพวกเขา และตอนนั้นพ่อ-แม่พี่น้องก็ยากลำบากอยู่แล้ว ความอดทนจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เธอมี เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยมีความหวังว่า “สักวันหนึ่ง เราจะไปจากเขา”
แต่การอดทนต่อความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ย่อมส่งผลกระทบทางจิตใจของเธอในระยะยาว โดยเฉพาะ ตัวเธอเองที่ยอมรับว่ามีปัญหาความเครียดจนส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ปวีณาเล่าให้ฟังว่า “คิดย้อนกลับไปตอนเราอยู่ตรงนั้นความยากลำบากที่เราเจอนั้นเหมือนอะไรที่ลงมาทับซ้อนกันเรื่อยๆ จนไม่เข้าใจที่ไปที่มาของมันแล้ว เราก็เลยเป็นทุกข์มากนะจนเหมือนกับว่าสุขภาพจิตเสียไปเลยในช่วงนั้น” เธอเล่าเพิ่มว่า “อาการที่เกิดจากความเครียดของเรามันมีหลายอย่างนะตอนนั้น บางคืนเราต้องนอนคว่ำคุกเข่าลงก็มีนะ เราอยู่ท่ากลมๆ อย่างนั้น บางทีเหมือนเราหายใจได้ไม่ดี หายใจไม่สะดวกแล้วทำให้เรามีอาการที่รุนแรงมากนะ ความรุนแรงนั้นรุนแรงจนบางช่วงรู้สึกเหมือนเราจะอยู่ไม่ได้แล้ว มันรู้สึกยังไงล่ะ มันอธิบายไม่ถูก”
ยิ่งไปกว่านั้น ความรุนแรงในครอบครัวก็เริ่มส่งผลกระทบต่อลูกทั้งสองคนด้วย เพราะลูกเริ่มโตขึ้นและเห็นว่าแม่ถูกกระทำความรุนแรงจากพ่ออยู่ตลอด และบางครั้งเวลาที่สามีมีอารมณ์โกรธ เขาก็จะทำร้ายลูกชายด้วยความรุนแรงเช่นกัน
ปิตาธิปไตยที่มองไม่เห็น: บ้านเป็นของผู้หญิง แต่ผู้ชายเป็นใหญ่ในบ้าน
สังคมปกาเก่อญอ ซึ่งแต่ดั้งเดิมมีการนับสายตระกูลหรือสืบสายโลหิตผ่านทางมารดา (matrilineal kinship) และมีพิธีกรรมอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นอำนาจของผู้หญิงในบ้าน เช่น พิธี “เอาะแฆ” และ “เอาะบก๊ะ” และมีคำกล่าวที่ว่า “บ้านเป็นของแม่/ผู้หญิง” (แพรดี มณีรัตนวงศ์สิริ, 2558) แต่ในความเป็นจริงหรือในทางปฏิบัติ อำนาจที่ผู้หญิงมีในบ้านหรือในครัวเรือนก็เป็นอำนาจที่ถูกจำกัดด้วยบทบาททางเพศภาวะ กล่าวคือ ผู้หญิงถูกกำหนดให้รับผิดชอบงานบ้าน งานดูแล และความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว ขณะที่อำนาจของผู้ชายมีเหนือกว่าผู้หญิง ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ผู้ชายจะถูกกำหนดให้รับผิดชอบงานนอกบ้าน เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว เช่น การไปตัดไม้ไปสร้างบ้าน การล่าสัตว์ การจักสาน เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและตอบสนองต่อความจำเป็นของครอบครัว รวมถึงการออกไปติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับสังคมภายนอก (แพรดี มณีรัตนวงศ์สิริ 2558)
ส่วนความสัมพันธ์ทางเพศภาวะในครอบครัวนั้น คนปกาเก่อญอเชื่อว่าผู้ชายมากับ “อ่าซุอ๊ะเส่” หรือบารมีที่แรงกล้ากว่าผู้หญิง ผู้เฒ่าผู้แก่จึงสอนว่าต้องให้ความสำคัญกับผู้ชาย ให้เกียรติผู้ชาย ผู้หญิงต้องเคารพผู้ชาย “ในครอบครัว ถ้าผู้หญิงไม่ให้เกียรติผู้ชาย ครอบครัวจะทำมาหากินไม่ขึ้น” ป้าโจโล (นามสมมติ) เล่าให้ฟังถึงสถานภาพของผู้ชายปกาเก่อญอ ขณะที่ผู้หญิงถูกคาดหวังให้เป็นภรรยาและแม่ที่ดี ต้องเชื่อฟังสามี และมีความอดทน เมื่อสามีโกรธหรือไม่พอใจ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงยังถูกปลูกฝังให้รับผิดชอบต่อชีวิตการแต่งงาน แม้ว่าการแต่งงานนั้นจะนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัวก็ตาม
ในวัฒนธรรมปกาเก่อญอ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะแต่งงานเข้าไปอยู่บ้านกับพ่อแม่ของผู้หญิงเป็นการชั่วคราว แล้วจึงค่อยแยกออกมาสร้างบ้านของตนเอง ยกเว้นลูกสาวคนเล็กที่เมื่อแต่งงานแล้ว ก็จะอยู่กับพ่อ-แม่ไปตลอดเพื่อดูแลพ่อ-แม่ การที่ผู้ชายเข้าไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของพ่อ-แม่ และเครือญาติของผู้หญิง ด้านหนึ่งอาจจะเป็นทุนทางสังคมที่จะช่วยปกป้องผู้หญิงจากการถูกกระทำความรุนแรงจากสามีได้ แต่จากประสบการณ์ของปวีณา พบว่าเธอไม่ได้ใช้ทุนทางสังคมในการแก้ปัญหานี้ในตอนแรก เพราะเครือข่ายเครือญาติไม่เข้มแข็ง และมีความเชื่อว่าเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องระหว่างสามี-ภรรยาเท่านั้น เมื่อมีปัญหาในครอบครัว ก็จะต้องแก้ไขกันเอง ขณะเดียวกันพ่อ-แม่ก็มองว่าลูกสาวควรจะอยู่กับสามีเพื่อให้มีผู้นำครอบครัว และช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แม้พ่อ-แม่จะรับรู้ว่าลูกเขยปฏิบัติตัวไม่ดีก็ตาม
การหนีกับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง : ทางออกของผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว
ก่อนที่จะตัดสินใจหนีจากสามี ปวีณาพยายามขอแยกทางกับสามีและบอกให้เขากลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมของเขา แต่เขาก็ไม่ยอม และขู่ว่าหากเธอหนีจากเขา เขาจะไปฆ่าเธอ เหตุการณ์สุดท้าย ที่สามีทำร้ายเธอต่อหน้าหลานชายวัย 5 ขวบ ทำให้เธอคิดว่าจะไม่อดทนกับความรุนแรงของสามีแล้ว เธอต้องแก้ปัญหานี้เอง ขณะเดียวกันลูกทั้งสองคนก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และลูกสาวก็มีงานประจำทำ สามารถดูแลลูกของตัวเองได้ นอกจากนี้ ลูกชาย ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านกับเธอ ก็สนับสนุนให้เธอหนีไปจากพ่อ เพราะไม่อยากให้แม่ถูกทำร้ายอีก
สถานการณ์ครั้งนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เพราะพ่อแม่และพี่น้องทุกคนได้เห็นสามีทำร้ายเธอในช่วงก่อนที่จะหนี ทำให้เข้าใจปัญหาในครอบครัวเธอมากขึ้น เธอจึงได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือจากพี่น้องให้หนีไปจากสามี โดยวางแผนให้น้องชายที่อยู่อำเภอหางดงขับรถขึ้นมารับเธอและหลานชายลงไป ในเวลาที่สามีออกไปทำงานในสวน เธอเลือกจะหนีไปอยู่ในเมืองกับน้องชายชั่วคราว เพราะรู้ว่าสามีไม่คุ้นเคยกับถนนหนทางในเมือง เขาจึงไม่สามารถไปตามหาเธอได้
ในวันที่เธอหนี น้องชายได้พาเธอไปแจ้งความกับตำรวจ เพราะเมื่อสามีรู้ว่าเธอเก็บเสื้อผ้าหนีไปแล้ว ทางบ้านโทรมาบอกว่าเขาอาละวาดอยู่ที่บ้าน ไปคุกคามญาติพี่น้อง และขู่จะฆ่าเธอ แต่เมื่อไปที่สถานีตำรวจ ปวีณากลับพบว่าการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้หญิงชาติพันธุ์อย่างเธอเป็นเรื่องยาก เพราะ “เขาบอกแต่ว่าไม่มีหลักฐานอะไร เขาจะเอาหลักฐานแค่ไหนกัน ที่เขาพูดมานั้นสรุปคือเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ตอนออกมาก็รู้เลยว่าที่นี่ช่วยอะไรเราไม่ได้”
ปวีณาหลบซ่อนตัวอยู่บ้านของน้องชายคนเล็กนานเป็นเดือน แต่ก็ยังได้ข่าวว่าสามีไปอาละวาดกับญาติพี่น้องอยู่ อย่างไรก็ตาม เธอก็ตัดสินใจว่าจะต้องกลับไปที่หมู่บ้าน เพราะต้องกลับไปทำงานของตัวเอง และเริ่มต้นชีวิตของตัวเอง แม้จะมีความเสี่ยงในการกลับไป แต่เธอก็มีลูกชายที่คอยช่วยเหลือและปกป้องเธอจากสามี แต่เธอกับลูกชายก็ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ตอนแรกเธอไปขอหลบอยู่ที่บ้านน้องสาว โดยต้องออกจากบ้านน้องสาวแต่เช้ามืดไปที่สวน-กลับมาตอนค่ำ และต้องปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้ การใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ค่อยสะดวกกับการทำงาน สุดท้าย เธอและลูกชายจึงตัดสินใจไปอยู่ในกระท่อมกลางป่า ใกล้สวน ซึ่งไม่มีไฟฟ้า เพื่อความสะดวกในการไปทำงาน แต่เธอก็อยู่ด้วยความหวาดระแวงและความกลัวว่าวันหนึ่งสามีจะหาเธอเจอ
การหลบซ่อนอยู่ในกระท่อมกลางป่าสิ้นสุดลง เมื่อปวีณาคิดว่าพวกเธอไม่สามารถอยู่แบบนี้ได้ตลอดไป เวลาผ่านไปสามปีกว่า เธอรู้ว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ การทำงานของตัวเองทำให้เธอมีรายได้และมีเงินเก็บ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจเผชิญหน้ากับสามี และกลับไปทวงคืน “บ้านของเธอ” ซึ่งสามีปล่อยทิ้งร้าง จนทรุดโทรม เพราะเขาหนีไปอยู่ในกระท่อมในสวนของตัวเอง “(บ้าน)ไม่คิดว่าเป็นของเขาเลย มันเป็นของเรา เราต้องอยู่กับลูกที่บ้าน ตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว สมัยก่อนผู้หญิงก็เป็นคนอยู่บ้าน ผู้หญิงต้องอยู่กับลูก” เธอเล่าให้ผู้เขียนฟัง
ปวีณาและลูกชายกำลังออกจากบ้านไปทำงานในไร่ของตัวเอง
ชีวิตที่อิสระและการพึ่งพาตนเอง : การเสริมสร้างอำนาจของผู้หญิง
แม้การกลับมาอยู่บ้านและเปิดเผยตัวต่อสามี จะทำให้เธอเผชิญการคุกคามจากสามีอีกครั้ง เช่น เขาตะโกนด่าทอเธอและลูกชายจากในสวนของเขา บางครั้งก็พูดถึงเธอในทางเสียหายให้คนอื่นฟัง และยังแอบมาทำลายข้าวของในบ้านถึง 5 ครั้งในเวลาที่เธอและลูกออกไปทำงานในสวน แต่เธอก็รู้สึกไม่กลัวเขาเหมือนที่ผ่านมาแล้ว เพราะเธอมีลูกชายที่คอยช่วยเหลือ และมีพี่น้องที่คอยสนับสนุนเธอ
การหนีออกมาจากความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ชีวิตเธอมีอิสระและมีความสุขมากขึ้น อยากไปไหนก็ได้ไป อยากไปทำงานกับใคร ก็ไปได้ ไม่มีใครมาควบคุม อาการที่เกิดจากความเครียดก็หายไป นอนหลับได้ดี “ตอนนี้เราอยู่กับลูก มันก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสิ เดี๋ยวนี้แล้วแต่ อยากทำอะไรก็ทำตามใจตัวเอง วันไหนอยากกลับค่ำก็กลับ อยากกลับเร็วก็กลับ ... อาหารนี้ก็แล้วแต่อยากทำอะไรกินก็ทำ ชอบกินแบบไหนก็ทำกินแบบนั้น ลูกชายชอบกินแบบไหนเขาก็ทำกินของเขา” เธอเล่าให้ผู้เขียนฟัง
ปวีณาไปซื้อของใช้ในวันหยุดพักผ่อนที่เลือกเอง
ในอนาคต ปวีณามองว่า “สิ่งสำคัญคือเรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องลูกเรื่องผัวแล้ว” ดังนั้น เธอจึงวางแผนจะทำงานหาเงินมาปรับปรุงบ้านใหม่ จะอยู่บ้านกับลูกๆ ใช้ชีวิตคนเดียว พึ่งพาตัวเอง ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาทำให้มุมมองเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของเธอเปลี่ยนไป ครั้งหนึ่งลูกสาวมาปรึกษาเรื่องปัญหาครอบครัวกับเธอ เธอก็สนับสนุนให้ลูกตัดสินใจบนความต้องการของตัวเอง “อย่างที่เขาเล่าว่าเขาคุยกันแล้วไม่เข้าใจกัน เขาจะเลิกกันนะ เราก็บอกเขาว่า “ตามใจตัวเองเลย เอาที่สบายใจ” อย่าเอาอะไร (กับผู้ชาย) เยอะเลย เพราะถ้าอยู่ของเราเองได้ก็อยู่ของเราเองดีกว่า” นอกจากนี้ เธอยังแนะนำว่าผู้หญิงที่เจอปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จะต้องหนีออกมา ถ้าไม่ช่วยให้หนีออกมา สุขภาพจิตจะเสีย
จากประสบการณ์ความรุนแรงในครอบครัวของปวีณา ผู้หญิงชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยถูกกดทับจากอัตลักษณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศภาวะ ความเป็นชาติพันธุ์ ชนชั้น การไม่ได้รับการศึกษา การไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ไม่มีเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง ทำให้เธอต้องทนอยู่กับความรุนแรงในครอบครัวนานเกือบ 30 ปี และมีทางเลือกที่จำกัดในการจัดการกับปัญหานี้ ตลอดจนการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมก็มีความยากลำบาก ดังนั้น การสะท้อนย้อนคิดถึงผลกระทบของความรุนแรงในครอบครัว การตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต และพลังของความเป็นแม่ จึงช่วยเสริมสร้างอำนาจให้ผู้หญิงที่มีสถานะชายขอบทางสังคมหลายมิติสามารถต่อสู้ต่อรองกับอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในครอบครัว กลับมากำหนดคุณค่าของตนเอง และใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้ อย่างไรก็ตาม การมีกลไกให้ความช่วยเหลือในระดับชุมชน และการเปลี่ยนแปลงค่านิยมหรือบรรทัดฐานทางเพศภาวะในวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่ส่งผลต่อความรุนแรงในครอบครัวก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายเช่นกัน
ปวีณากำลังคัดแยกสตรอเบอรี่ที่เป็นผลผลิตจากไร่ของเธอเพื่อส่งขายตลาด
บรรณานุกรม
แพรดี มณีรัตนวงศ์สิริ. 2558. “กระบวนการสร้างตัวตนของนักบวชคาทอลิกหญิงปกาเกอะญอคนหนึ่งในบริบท การเปลี่ยนแปลงสังคมไทย.” ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาสตรีศึกษา, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Beetham, Gwendolyn. 2013. “Gender-based Violence”. In Gender: The Key Concepts, edited by Mary Evans and Carolyn Williams, 99-106. New York: Routledge.
Crenshaw, Kimberlé. 1991. “Mapping the Margins: Intersectionality, Identity Politics, and Violence Against Women of Color”. Standford Law Review, 43(6), 1241-1299. Accessed August 5, 2024. https://www.jstor.org/stable/1229039.
[1]พา เป็นภาษาปกาเก่อญอ ใช้สำหรับเรียกนำหน้าชื่อเพศชาย
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยย่อยเรื่องผู้หญิงชาติพันธุ์กับความรุนแรงทางเพศในครอบครัว : กรณีศึกษาผู้หญิงปกาเก่อญอในจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ชุดโครงการวิจัย อัตภาวะ ความเป็นอื่น และการสร้างเสริมอำนาจ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประเภททุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย โดยมี ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เป็นหัวหน้าโครงการ
เกี่ยวกับผู้เขียน: มลิวัลย์ เสนาวงษ์ เป็น อาจารย์ประจำภาควิชาสตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
