Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เป็นอันโล่งไปหนึ่งเปลาะ เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอนุทิน สานต่องานของรัฐบาลเศรษฐา ในวันสุดท้าย! โดยมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการตามหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลแก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดย ‘ขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี เพียงครั้งเดียว’ ไปสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จากมติ ครม.เดิมที่ให้ดำเนินการได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 

เหตุผลเนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมา มีความคืบหน้าน้อย สาเหตุหลักคือ กลุ่มเป้าหมายยังไม่มารายงานตัวเพื่อยื่นคำขอพัฒนาสถานะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติยังคงเดิมทุกประการ อาทิ

  1. กรณีกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานานหลายสิบปี จะพิจารณาให้ ‘หนังสือรับรองการได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร’ โดยต้องมีคุณสมบัติทั่วไปของผู้ยื่นคำขอ เช่น (1) ไม่สามารถกลับประเทศต้นทาง (2) ไม่พบหลักฐานการมีและการใช้สัญชาติอื่น
  2. กรณีบุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย จะพิจารณาให้ ‘สัญชาติ’ โดยต้องเป็นบุตรของบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี 2542 และที่ทำสำรวจเพิ่มเติมปี 2548-2554

ครม.ยังได้มอบหมายให้กรมการปกครอง ดำเนินการกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้มีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคง ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากผู้ไม่หวังดีและเครือข่ายอาชญากรรม

ครม.ยังได้มอบหมายให้กรมการปกครอง ดำเนินการกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้มีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคง ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากผู้ไม่หวังดีและเครือข่ายอาชญากรรม

ประชาไทนำเสนอรายงานว่าด้วยการถอดหลักคิด-ที่มาของการริเริ่มนโยบายนี้ไปแล้ว ผ่านการสัมภาษณ์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน  ซึ่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (หรือที่เรียกกันว่า ‘นายกน้อย’) ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทั้งยุคเศรษฐาและแพทองธาร เนื่องจากเป็นนโยบายที่ค้างคามานานและเต็มไปด้วยแรงเสียดทานของความไม่เข้าใจในสังคม 

ตอนที่ 2 นี้จะเป็นการนำเสนอเรื่องราว ‘ชีวิตจริง’ จากพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งผู้สื่อข่าวลงสำรวจเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าและอุปสรรคของนโยบายการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล โดยได้พูดคุยกับคนที่ได้สถานะอยู่อาศัยถาวร และคนที่ไม่เข้าเกณฑ์ตาม มติ ครม.นี้, ภาคประชาสังคมที่ทั้งมีความใกล้ชิดชุมชนและได้เข้าไปช่วย ‘หนุนเสริม’ ฝั่งราชการ รวมทั้งมุมมองจากทางจังหวัดเชียงใหม่เองที่ได้สะท้อนปัญหา-อุปสรรคที่พบในการดำเนินงาน และได้มีข้อเสนอแนะมาถึงส่วนกลางด้วย

มติ ครม.ในรัฐบาลเศรษฐา (29 ตุลาคม 2567) มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาให้กับชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม ที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยตั้งแต่อดีต และไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ รวมถึงกลุ่มบุตรที่เกิดในไทย ที่รอการพิจารณากำหนดสถานะจำนวนกว่า 483,000 คน ให้ได้รับการกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมายและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้มากขึ้น ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จไปเพียง 140,000 คน 

โดยใจกลางของมติ ครม.นี้ไม่ได้ทำอะไรมากไปว่า ช่วยลดขั้นตอนการพิจารณาคำขอให้เหลือเพียง 5 วัน จากเดิมที่กำหนดให้ใช้เวลา 270 วัน สำหรับการขอใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร และ 180 วัน สำหรับการขอมีสัญชาติไทย นั่นเป็นตัวเลขในกระดาษ แต่ชีวิตจริงอาจต้องรอยาวกว่านั้นมาก

กลุ่มเป้าหมายของนโยบาย แบ่งได้ดังนี้

  • กลุ่มแรก: ผู้อพยพมาอยู่ไทยที่เคยสำรวจไว้ตั้งแต่ปี 2527-2542 มีประมาณ 120,000 คน (เลขประจำตัวประเภท 6) 
  • กลุ่มที่สอง: ผู้อพยพมาอยู่ไทยที่ได้รับการสำรวจเมื่อปี 2548-2554 มีประมาณ 215,000 คน (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 89) 
  • กลุ่มที่สาม: กลุ่มบุตรที่เกิดในไทยของชนกลุ่มน้อย มีประมาณ 29,000 คน
  • กลุ่มที่สี่: กลุ่มบุตรที่เกิดในไทยของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยมีการสำรวจไปแล้วประมาณ 113,000 คน

เสียงจากชนกลุ่มน้อยที่ได้ ‘Thai PR’ ‘บัตรใหม่’ เปลี่ยนชีวิตแค่ไหน

พลอย* หญิงชาวไทใหญ่อายุราว 40 ปีที่อาศัยใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ คือหนึ่งในคนที่ได้สถานะอยู่อาศัยถาวร (Permanent Residence หรือ Thai PR) จากนโยบายแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 29 ตุลาคม 2567 

พ่อกับแม่ของพลอยเป็นชาวไทใหญ่ ย้ายมาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อปี 2530 ต่อมาจึงให้กำเนิดพี่ชายที่ไทย ส่วนพลอยเกิดที่รัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่ออายุ 6 เดือนจึงได้ย้ายมาฝั่งไทย 

พ่อแม่ของพลอยถือ ‘บัตรเลข 6’ หรือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หัวบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 6 (ประเภทบุคคลบนพื้นที่สูง) โดยพ่อกับแม่ไปทำบัตรใบนี้โดยที่ไม่ได้พาลูกทั้งสองไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าต้องจัดการเรื่องสถานะบุคคลให้ลูกอย่างไร

จากกลุ่มเป้าหมายสี่กลุ่มที่กล่าวไปด้านบน พ่อกับแม่ของพลอยจัดอยู่ในกลุ่มแรก ปัจจุบันแม่ได้ใบถิ่นที่อยู่ถาวรแล้ว ส่วนพ่อที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่ต้องการพัฒนาสถานะบุคคลแล้ว

ย้อนกลับมาที่กรณีของพลอย เธอได้เข้าโรงเรียนและได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลปี 2548 นั่นทำให้เธอได้ ‘บัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่ม 0-89’ หรือ ‘บัตรเลข 0 กลุ่ม 89’ 

ผู้ถือบัตร 0-89 หมายถึง บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับผ่อนผันให้อยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทยได้อย่างชั่วคราว คนกลุ่มนี้มีสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่อาศัยในไทยได้ ทำงานได้ แต่มีข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกเขตที่กำหนด (คนกลุ่มนี้ยังไม่ถือว่ามีสถานะการเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีสถานะทางทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสมบูรณ์) 

“ตอนมาใหม่ๆ คนที่ถือบัตร 0-89 ลำบากเหมือนกันนะ ถ้าจะไปในตัวเมืองเชียงใหม่ก็ต้องไปขอหนังสือ (ขออนุญาต) เดินทางจากอำเภอทุกรอบ การเดินทางลำบาก สิทธิการรักษาพยาบาลก็ไม่ครอบคลุมเหมือนตอนนี้”

แม้ว่าภายหลัง จะมีการเปิดโอกาสให้คนที่ถือบัตร 0-89 สามารถเดินทางภายในจังหวัดได้ แต่ถ้าต้องการเดินทางไปจังหวัดอื่น จะขอต้องไปยื่นคำขอที่อำเภออยู่ดี

ผลจากมติ ครม.ปี 2567 ทำให้คนที่ ‘ทันรอบสำรวจปี 2548’ อย่างพลอย เข้าเกณฑ์ผู้มีสิทธิยื่นขอมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ถาวร ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยพลอยยื่นคำขอเมื่อเดือนกันยายน 2568 ทว่าเจอกับความล่าช้าอยู่บ้าง เพราะว่าชื่อพ่อกับแม่ปัจจุบันไม่ตรงกับในทะเบียนประวัติ

“เรารู้สึกว่าเราไปยื่นแล้วเราท้อ เราไปเจออะไรหลายๆ อย่าง ไม่อยากจะทำแล้ว แต่คิดไปคิดมา ก็อดทนเพื่ออนาคต เพื่อสิทธิวันข้างหน้า” 

เธอเล่าว่าความคลาดเคลื่อนนี้เกิดขึ้นจากการสะกดคำผิดในตอนที่มีการสำรวจสถานะทางทะเบียนในเมื่อปี 2548 ตอนนั้นครูเก็บข้อมูลชื่อพ่อแม่ของเธอตามคำบอกปากเปล่า ไม่ได้เรียกดูเอกสารใดมาเทียบเคียงความถูกต้อง 

“ตอนที่เขาสอบประวัติเราที่โรงเรียน ครูไม่ขอดูเอกสาร แล้วพ่อแม่ก็ไม่รู้เรื่องอะไร เหมือนบัตรของเขา (พ่อแม่) เขาจะหวงมากเลย เมื่อก่อนน่ะก็จะเอาติดตัวไปทุกที่ ถ้าลูกขอไปสมัครที่โรงเรียนก็จะไม่ให้เลย แล้วก็ครูก็จะฟังที่เด็กตอบว่าแม่ชื่ออะไร”

“เวลาจะมาแก้ มาเติม มันต้องไปตรวจสอบวันเดือนปีเกิดของพ่อของแม่ ก็เจอว่าเป็นคนละคนหมดเลย แล้วเราก็เอาบัตรพ่อแม่ไปยืนยัน เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นพ่อแม่ลูกกันจริง เราก็เลยต้องมีพยาน ก็เอาแม่ไปสอบ โชคดีว่าหน้าตาเหมือนกันค่ะ”

บัตรใบนี้คือ ‘บัตรเลข 8’ เปรียบเสมือนบัตรประชาชนของคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับสิทธิให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการถาวร 

เมื่อถือบัตรใหม่ เธอมีสิทธิในการเดินทางออกนอกเขตจังหวัดโดยที่ไม่ต้องเข้าไปขออนุญาตจากอำเภอ มีสิทธิซื้อของเป็นชื่อตัวเองจากเดิมที่ต้องอาศัยชื่อของสามีคนไทย ลูกของเธอทั้ง 3 คนจึงมีสัญชาติไทยตามพ่อ

“เมื่อก่อนเราไม่มีสิทธิ์ซื้อของด้วยชื่อตัวเอง ซื้อแต่ละทีจะเป็นชื่อแฟนหมดเลย (พอได้บัตรใหม่มาแล้ว) ก็ภูมิใจค่ะ แบบว่าเราไม่เคยมี เหมือนจะซื้อรถมอ’ไซค์ เราก็บอกแฟนว่าจะซื้อเป็นชื่อเราแล้วนะ ไม่เอาชื่อเธอแล้ว”

หลังจากที่อยู่เมืองไทยมานานเมื่อได้ขยับสถานะบุคคล ตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร?

พลอยบอกว่าการที่เธอได้รับสถานะอยู่อาศัยถาวร ทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับจากสังคมไทยมากขึ้น เธอยกตัวอย่างประสบการณ์ในการเข้าไปติดต่อธุระที่อำเภอ พักหลังๆ มานี้ เจ้าหน้าที่และปลัดให้คำแนะนำเธออย่างดี ฝั่งเธอเองก็กล้าถาม กล้ามีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยก่อน เธอไม่อยากจะเข้าไปติดต่ออำเภอเท่าไร เพราะเคยถูกเจ้าหน้าที่บางคนใช้คำพูดไม่ค่อยดี

สาเหตุที่ทำให้ได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้นจากเจ้าหน้าที่ พลอยเดาว่าอาจมีส่วนมาจากนโยบายการเร่งรัดพัฒนาสถานะบุคคลที่ถูกประกาศออกมาเป็นกฎหมาย สิ่งนี้ช่วยกำหนดแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ชัดขึ้น 

“อาจจะเป็นเพราะข้อกฎหมาย ก่อนหน้านี้ เราเข้าไป (ที่อำเภอ) แล้วมันไม่ได้เป็นแบบนี้ค่ะ เคยมีที่เราเข้าไปถาม แล้วก็ได้รับคำตอบที่ทำให้เรารู้สึกไม่อยากเข้าไป แต่ว่ารอบนี้เรารู้สึกว่าเขาเปิดมากขึ้น รับฟังคนแบบเรามากขึ้น”

ในอนาคตเมื่อพลอยมีใบที่อยู่ถาวรเป็นเวลา 5 ปี และผ่านเกณฑ์ข้ออื่นๆ ด้วย เธอจะมีสิทธิยื่นเรื่องขอแปลงสัญชาติได้ 

พลอยบอกว่าตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไร เป็นเรื่องอนาคต แต่ลูกของเธอชื่นชอบประเทศจีน ถ้าลูกได้ไปเรียนต่อหรือทำงาน เธอก็พร้อมสนับสนุนและอาจยื่นขอสัญชาติไทยเพื่อให้ไปเยี่ยมลูกได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเลข 8 ยังไม่สามารถทำพาสปอร์ตไทยในรูปแบบเดียวกับคนสัญชาติไทย แต่ต้องใช้เอกสารเดินทางอีกประเภทหนึ่ง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งข้อมูลไว้เมื่อปี 2565 ระบุว่า คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย มีสิทธิเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยจะต้องทำหนังสือเดินทางคนต่างด้าว (Travel Document for Aliens - T.D.) เพื่อใช้เป็นเอกสารเดินทาง โดยเอกสารนี้มีอายุ 1 ปี 

มด* วัย 30 ปี หญิงชาติพันธุ์ไทใหญ่อีกคนหนึ่งที่อาศัยในอำเภอฝาง และได้รับ ‘บัตรเลข 8’ จากมติ ครม.ปี 2567 เช่นเดียวกัน

มดย้ายเข้ามาอยู่ในไทยเมื่อปี 2546 โดยพ่อแม่ของเธอเป็นแรงงานที่ถือพาสปอร์ต ต่อมามดอยู่ในกลุ่มคนที่ได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลในช่วงปี 2554 เธอจึงเข้าเกณฑ์ผู้มีสิทธิยื่นขอสถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรตามมาตรา 17 (พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522) ทว่ากระบวนการยื่นเรื่องของมดดูไม่วุ่นเท่าของพลอย ส่วนหนึ่งคือไม่มีจุดที่ข้อมูลปัจจุบันกับในทะเบียนประวัติไม่ตรงกัน อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมดจ่ายเงินราวๆ 5,000 บาทให้กับ ‘ผู้ใหญ่’ ให้เรื่องเดินเรื่องไวขึ้น นอกจากมด แหล่งข่าวอีกหลายๆ คนก็บอกเล่าประเด็นนี้

หลังจากที่มดได้บัตรใหม่มา ช่วงแรกเธอเจอความยุ่งยากหลายอย่าง ทั้งการเดินทางออกนอกเขต และการซื้อซิมโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสะท้อนว่านโยบายแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคล ในช่วงแรกๆ ยังขาดการเชื่อมต่อเข้ากับภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน 

เดิมทีมดซื้อตั๋วรถเดินทางในจังหวัดได้ด้วยบัตรเลข 0 ในกรณีถ้าจะออกนอกเขตก็ต้องมีใบอนุญาตออกนอกเขตก่อนถึงจะซื้อได้ ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาถือบัตรใหม่ที่ให้สิทธิในการเดินทางออกนอกจังหวัดโดยอิสระ เธอก็ยังไม่สามารถซื้อตั๋วรถสาธารณะอยู่หลายเดือน 

“ตอนได้บัตรเลข 8 แรกๆ คือเขาให้เราไปได้ทุกที่ แต่ว่าเราซื้อตั๋วรถไม่ได้ ขึ้นรถไฟไม่ได้”

“ถ้าสมมติอย่างเราจะไปกรุงเทพฯ เราจะใช้รถส่วนตัวไปได้ แต่ว่าถ้าเราจะขึ้นรถบัส รถเมล์อย่างนี้เขาจะไม่ให้ซื้อตั๋วรถ อย่างเราอยู่แม่ฮ่องสอน เราจะไปรถบัสมันก็ยังซื้อตั๋วรถไม่ได้นะตอนได้บัตรมาใหม่ๆ เพราะว่าเค้าให้ซื้อโดยใช้บัตรประชาชน แต่ว่าตอนนี้ก็เริ่มซื้อตั๋วรถได้แล้ว”

“โทรศัพท์เราซื้อซิมใหม่ ตอนแรกเขายังไม่ให้ลงทะเบียน แต่ว่าเขาเพิ่งจะให้ลงเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว ตอนไปทำบัตรเลข 8 ได้มาใหม่ๆ ยังทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ ซื้อซิมก็ไม่ได้”

นอกจากนี้ เธอยังไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารด้วยบัตรเลข 8 ได้ ทำให้ยังต้องใช้บัญชีธนาคารอันเดิมที่บัตรเก่าที่เป็นเลข 0 

“ตอนนี้ก็คือได้แล้วเลข 8 แต่ว่ายังเปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ ต้องใช้ธนาคารอันเดิม เพราะว่าจะเปิดบัญชีธนาคารมันต้องเป็นคนไร้สัญชาติหรือว่าเป็นคนไทย แต่ว่าของเราเป็นสัญชาติพม่า มันก็เลยยังทำอะไรไม่ได้ ถ้าจะทำได้ก็คือต้องมีใบอนุญาตทำงาน มีใบสลิปเงินเดือน มันยุ่งยากก็เลยยังไม่ได้ทำ” มดกล่าว

เสียงจากคนตกหล่น ได้ PR มา 20 ปี แต่หนทางสู่สัญชาติไทยไม่ง่าย

เมื่อเห็นว่ามีมติ ครม.ปี 2567 ออกมา ก้อย* ครูอาสาชาวไทใหญ่ วัย 44 ปี เข้าไปอ่านข้อมูลเพื่อหาว่าคนแบบตัวเองจะได้ประโยชน์ด้วยไหม เธอพบว่ามันจะช่วยยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติให้คนจำนวนมาก รวมทั้งสามีเธอด้วย แต่ว่าไม่รวมกรณีแบบเธอ

ก้อยเกิดที่รัฐฉาน ประเทศพม่า แต่ย้ายมาอยู่อาศัยในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2528 และได้ ‘บัตรเลข 8’ มาตั้งแต่ปี 2547 เธอเติบโตจนเรียนจบปริญญาตรีที่นี่

แม้ก้อยได้บัตรเลข 8 มาแล้วกว่าสองทศวรรษ พูดภาษาไทยคล่องแคล่วจนทำงานเป็นครูสอนเด็กๆ ชาติพันธุ์มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น แต่เธอยังไม่สามารถยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ด้านรายได้ 

“ตอนนั้นได้บัตรเลข 8 เมื่อสิงหาคม 2547 เพราะฉะนั้นก็ 20 กว่าปีนะคะ ซึ่งตอนที่ได้เจ้าหน้าที่เขาบอกว่า ถ้าได้สัก 5 ปีแล้วก็สามารถแปลงสัญชาติเป็นไทยได้…จริงๆ มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่เขาบอก เราไปดูข้อกำหนดว่าต้องมีคุณสมบัติแบบไหนนะคะ ซึ่งมันยากมาก เราได้สถานะอยู่อาศัยถาวรเรียบร้อยเนอะ เราได้ใบถิ่นที่อยู่เรียบร้อยละ แต่ว่าเรามีข้อจำกัดตรงที่เงินเดือนเราไม่ถึง”

คนทั่วไปมักมีความเข้าใจอย่างสั้นๆ ง่ายๆ ว่า หลังจากที่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรเป็นเวลา 5 ปี ก็จะมีสิทธิยื่นเรื่องขอแปลงสัญชาติได้ ทว่าความจริงไม่ง่ายแบบนั้น ยังมีหลักเกณฑ์อีกหลายข้อที่จะต้องผ่าน ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน, ต้องมีหลักฐานการเสียภาษีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ เกณฑ์เหล่านี้ที่ระบุใน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีขอแปลงสัญชาติเป็นไทย (คนต่างด้าวที่เป็นชนกลุ่มน้อย) 

เธอเล่าถึงกรณีของน้องชายซึ่งได้รับ ‘บัตรเลข 8’ มาพร้อมกันตั้งแต่ 20 กว่าปีที่แล้ว ที่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติไปแล้วถูกปัดตก เพราะยอดรวมรายได้ไม่ถึงเกณฑ์

“มีกรณีของน้องชายที่เดินเรื่องแล้วไปถึงกระทรวงฯ ด้วย แล้วเขาก็ปัดตกว่าน้องชายเราได้ไม่ถึง ของน้องชายชัดเจนตรงที่เขามีนายจ้างเป็นตัวเป็นตน เงินเดือนก็เข้าเป็นเดือน มีสลิป แต่เราทำงานในนามของครูอาสาสมัคร เงินเดือนไม่ได้เยอะ แล้วก็ไม่ได้มาแบบสลิป เราไม่มีหลักฐานพวกนั้น น้องชายมีเป็นสลิป แต่ว่ายอดมันไม่ถึง ยอด 3 ปีรวมกันแล้วมันขาดไปนิดนึง เขานับรายได้ย้อนหลัง 3 ปีกับการเสียภาษีด้วย”

เมื่อถามต่อไปว่าควรจะยกเลิกเกณฑ์เรื่องเงินเดือนไปเลยหรือไม่ ก้อยบอกว่าเกณฑ์เรื่องเงินเดือนควรลดลงให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง 

“ในทางความรู้สึก เราก็เข้าใจนะ การที่เราจะมาเป็นคนไทย เราควรจะมีอาชีพแล้วก็มีรายได้ที่ไม่ต้องมาเป็นภาระของสังคมไทย แต่ว่าเกณฑ์เรื่องรายได้ไม่ควรจะสูงขนาดนี้ น่าจะสัก 15,000 แล้วก็แล้วไม่ต้องหักอะไรแล้ว”

ก้อยเป็นหนึ่งในคนที่มีใบถิ่นที่อยู่อาศัยถาวรมาตั้งนานแล้ว แต่ยังคงรอการปรับปรุงนโยบายที่เอื้อให้เธอได้ขยับสถานะ ก้อยว่ายังมีกรณีแบบเธออีก 100 กว่าคนที่บ้านลาน หมู่ที่ 5 ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง

หญิงไทใหญ่เผย สามีได้ PR-ลูกได้สัญชาติ

แคท* ชาวไทใหญ่ที่มีพื้นเพมาจากเมืองน้ำจ๋าง รัฐฉาน ตอนอายุได้ 6 ขวบก็ย้ายตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานมาอยู่เมืองไทย

แม้อยู่ไทยมานานจนคุ้นเคยกับที่นี่ไปแล้ว แต่แคทมีสถานะเป็น ‘แรงงานต่างด้าว’ เอกสารที่เธอถือมีอยู่ 2 อย่างที่ใช้คู่กัน คือ หนังสือรับรองสถานะบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI มักถูกเรียกว่า พาสปอร์ตพม่าเล่มสีเขียว) และ ‘บัตรสีชมพู’ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 00) นั่นทำให้แคทไม่เข้าเงื่อนไขพัฒนาสถานะบุคคลตามมติ ครม. ปี 2567 

อย่างไรก็ตาม เธอเล่าด้วยน้ำเสียงดีใจว่า มติ ครม.นี้ทำให้สามีของเธอ รวมถึงลูกๆ ทั้งสามได้รับการพัฒนาสถานะบุคคลอย่างน่าพอใจมาก

สามีของเธอเป็นชาวไทใหญ่เช่นเดียวกับเธอ ทว่าเดิมทีเขาถือบัตรเลข 0-89 เพราะเขาได้เข้าโรงเรียนและทาง รร.ช่วยทำเรื่องให้ (เช่นเดียวกับกรณีของพลอย) นั่นทำให้สามีของเธอยื่นขอได้ใบถิ่นที่อยู่ถาวรได้ 

เมื่อสามีของเธอได้ ‘สถานะอยู่อาศัยถาวร’ แล้ว ลูกทั้งสามที่ใช้นามสกุลเดียวกับพ่อและมีหลักฐานว่าเกิดในประเทศไทย จึงมีสิทธิยื่นขอมีสัญชาติไทยโดยอิงตามหลักสายโลหิต

ลูกๆ ยื่นคำขอมีสัญชาติไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เพิ่งจะได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนไทยเมื่อปลายเดือนเมษายนปี 2569

“ตอนแรกที่แฟนยังไม่ได้ไปขอ ‘พาสปอร์ตถาวร’ เจ้าหน้าที่บอกว่าลูกต้องจบปริญญาตรีก่อนถึงจะยื่นขอสัญชาติไทยได้ ไปรอบไหนๆ เขาก็จะพูดแต่คำนี้ว่าต้องจบปริญญาก่อน แต่พอคุณพ่อไปทำ ‘พาสปอร์ตถาวร’ ทำให้ไม่ต้องยึดเกณฑ์นี้แล้ว เขาก็บอกคุณพ่อให้นำลูกมายื่นขอสัญชาติได้เลยนะ”

“(ลูกทั้งสาม) เข้า เพราะว่าเขาใช้นามสกุลพ่อ พ่อไปแจ้งเกิด เพราะว่าพ่อเป็นชาวไทใหญ่เหมือนกัน แต่ว่าเขาถือบัตรเลข 0-89 แล้วทีนี้พอมีมติ ครม.ตัวนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่าให้คุณพ่อที่ใช้บัตร 0-89 ไปยื่นคำขอมี ‘พาสปอร์ตถาวร’ แฟนก็เลยไปยื่นขอ ‘พาสปอร์ตถาวร’ แล้วทีนี้ลูกก็เลยได้มีสิทธิยื่นขอสัญชาติไทย”

จากคำบอกเล่าของแคท จะเห็นว่าคนในพื้นที่ใช้คำว่า ‘พาสปอร์ตถาวร’ เรียกแทนคำว่า ‘ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร’ ที่เป็นคำตามกฎหมายซึ่งเข้าใจยากกว่า อย่างไรก็ตาม บางคนเมื่อได้ยินคำว่า ‘พาสปอร์ต’ ก็เข้าใจว่าเป็น “พาสปอร์ตแบบเดียวกับที่แรงงานต่างด้าวถือ” 

เราจะขยายความประเด็นนี้เพิ่มในย่อหน้าถัดไป ผ่านเรื่องเล่าจากมุมมองของคนทำงานภาคประชาสังคม

ความท้าทายของภาคประชาสังคมมีอะไรบ้าง

“ตอนนั้นในความรู้สึกพี่ ตื่นเต้นแทนชาวบ้านนะ ในมุมหนึ่งชาวบ้านที่เขาถือบัตรเลข 6 เขาก็เข้าใจว่าเขาจะได้สัญชาติไทย ตอนแรกความเข้าใจทั่วไปก็เป็นแบบนั้น” 

“แต่ว่าบางคนบางกลุ่มก็จะเข้าใจ โดยเรียกเป็นภาษาปากว่า ‘พาสปอร์ตถาวร’ แต่บางคนก็เข้าใจ (ไปอีกทาง) พอมีคำว่าพาสปอร์ตขึ้นมานำหน้าปุ๊บ เขาก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพาสปอร์ตเหมือนคนต่างด้าว เขาก็รู้สึกว่า อุ๊ย เรามีบัตรเลข 6 ก็ดีอยู่แล้ว เขาจะจับให้เราไปทำพาสปอร์ตอีกทำไม”

“เราเองต้องทำความเข้าใจกับชุมชนว่า ใบถิ่นที่อยู่ถาวร มันไม่ใช่พาสปอร์ต แต่ว่าต้องตัดคำยากๆ ออก เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจมากที่สุด ก็คือ การจะได้ถิ่นที่อยู่ถาวร คุณต้องเปลี่ยนจากเลข 6 มาเป็นเลข 8 ซึ่งพอได้มาแล้ว คุณสามารถอยู่ในประเทศไทยได้แบบถาวร”

เมย์* ชาวไทใหญ่วัย 40 ปี ที่ทำงานในองค์กรภาคประชาสังคมมาราวๆ สองทศวรรษ งานที่เธอคลุกคลีมีหลายด้านรวมถึงเรื่องสถานะบุคคลด้วย ภายหลังจากที่มีมติ ครม. 2567 เธอและทีมงานไม่กี่คนได้เข้าไปมีบทบาทอย่างแข็งขันในการช่วยเหลือคนชาติพันธุ์ที่มีปัญหาสถานะบุคคล 

เธอเล่าว่าการสื่อสารให้คนชาติพันธุ์เข้าใจคือเรื่องสำคัญที่ต้องทำเป็นลำดับแรก คนจำนวนมากไม่เข้าใจภาษากฎหมายที่ซับซ้อน บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน หน้างานของเธอจึงมีตั้งแต่การอธิบายให้ชุมชนเข้าใจว่าการได้ถิ่นที่อยู่ถาวรคืออะไรกันแน่ กลุ่มไหนที่จะเข้าเกณฑ์ยื่นขอได้บ้าง ฯลฯ 

หนึ่งในกลุ่มที่เข้าเกณฑ์ยื่นขอสถานะอยู่อาศัยถาวร คือ คนที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีต จนถึงปี พ.ศ.2542 (เลขประจำตัวประเภท 6) เธอเล่าถึงตอนที่ให้ข้อมูลกับคนในชุมชน ช่วงแรกๆ จำนวนคนที่มายื่นคำขอยังไม่มาก เพราะคนยังไม่รู้ว่าทำไมต้องมายื่นขอบัตรเลข 8 หรือมีความกังวลว่าถ้ามาแล้วต้องมีค่าใช้จ่ายจะทำอย่างไร แต่หลังจากที่คนเริ่มได้รับข้อมูลมากขึ้น สถิติผู้มามายื่นคำร้องพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“พอชาวบ้านเขาคิดว่าถ้ามันจำเป็นต้องเปลี่ยนเลข 6 เป็นเลข 8 เขาก็อยากจะทำ แต่ถ้าไม่จำเป็น เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปทำก็ได้ มีแค่บัตรเลข 6 ก็อยู่ได้ เพราะเขา (ทางการไทย) ไม่ไล่อยู่แล้ว ตอนแรกๆ เขาคิดแบบนี้ เขาคิดแบบนี้จริงๆ” 

“แต่พอเราบอกว่ามันมีผล เพราะว่าบางคนถือเลข 6 ไปแล้ว ถ้าไม่มาเปลี่ยนเป็นเลข 8 มันจะมีการสำรวจว่า คุณยังอยู่ในเมืองไทยอยู่ไหม หรือว่ามีการเคลื่อนไหวไหม ถ้าไม่อยู่แล้ว เขาจะจำหน่ายทิ้ง พอชาวบ้านเข้าใจก็จะตื่นตัวแล้วว่ายังไงก็ต้องมาทำ”

นอกจากนี้ เธอและทีมงานเป็นหนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมที่มีโอกาสเข้าไปช่วย ‘หนุนเสริม’ งานด้านการสถานะบุคคล-สัญชาติ ที่อำเภอฝาง โดยอาศัยต้นทุนจากฝั่งของเธอเอง (คนและเงินจ้างคน) เนื่องจากบุคลากรฝั่งภาครัฐไม่เพียงพอ แม้รัฐได้จ้างคนเพิ่มเพื่อมาทำงานส่วนนี้โดยเฉพาะแล้วก็ตาม 

“ทางอำเภอเขาก็ยินดีให้เราไปช่วย เพราะว่าถ้าไม่มีองค์กรนอกไปช่วย (งานคงจะล้นกว่านี้) แต่ว่าตอนที่ไปช่วยก็คือ องค์กรจะต้องผ่านการคัดกรองแล้วว่าเรามาช่วยจริงๆ”

“เราก็มีหน้าที่เสริม ทุกวันนี้องค์กรพี่เข้าไปทำงาน เมื่อตอนที่พี่มีงบก็ไปทุกวันเลย แต่ว่างบพี่ไม่มี ตอนนี้ก็อาทิตย์หนึ่งได้ไปช่วยอำเภอแค่วันเดียว เพราะว่าเราไม่มีค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่”

ตามข้อมูลจากสำนักทะเบียนอำเภอฝาง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายในอำเภอแห่งนี้มีอยู่ 22,993 คน (ทั้งขอใบถิ่นที่อยู่ถาวร และขอสัญชาติ) ทว่ายอดรับคำร้องสะสมทั้งหมดอยู่ที่ 11,589 ราย นั่นหมายความว่ามีคนในกลุ่มเป้าหมายอีก 10,000 กว่าคนที่ยังไม่มายื่นคำขอ เธอว่าประเด็นนี้ก็เป็นความท้าทายของฝ่ายปกครองที่ต้องหาทางจัดการต่อไป 

“อีกอย่างหนึ่งที่มีความท้าทาย อีก 10,000 กว่าคน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายใน อ.ฝาง เขาไม่มาทำ เพราะอะไร หรือเขาหนีไปแล้ว หรือเขากลับประเทศต้นทาง หรือเขาเสียชีวิตแล้ว ตัวเลขตรงนี้มันจะต้องเป็น 0 ให้ได้” เมย์กล่าว

ล่ามคนเดียว สะพานใจเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน 

บอย* ชาวไทใหญ่วัย 30 ที่ทำงานเป็นล่ามใน อ.ฝาง มากว่า 10 ปีแล้ว โดยรับเงินเดือนจากภาคประชาสังคม เล่าว่าในบางครั้งบรรยากาศที่อำเภอก็ไม่ได้เป็นมิตรกับคนชาติพันธุ์ที่เข้ามาติดต่อ เช่น บางคนต้องการจะบอกเจ้าหน้าที่ว่า “อยากทำใบถิ่นที่อยู่ถาวร” แต่สื่อสารไม่เป็น เจ้าหน้าที่ก็ไม่เข้าใจและอาจเกิดความหงุดหงิด การมีอยู่ของล่ามก็จะช่วยทำให้สถานการณ์ตรงนั้นคลี่คลายได้

“เข้าใจความรู้สึกของสองฝั่ง มันไม่ใช่ว่าไปติดต่อ แล้วเจ้าหน้าที่จะคุยไพเราะทุกคน ที่โดนตะคอกมันก็มีอยู่ แต่เราก็มีหน้าที่เข้าไปช่วยแปล จากที่เขาอารมณ์ขึ้น เราก็อาจจะไปคุยกับเคสหรือคนที่เข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจกันมากขึ้น ลดความรุนแรงในการพูดลง จริงๆ คนที่ไปติดต่อ เมื่อเจ้าหน้าที่ถามอะไร เขาจะบอกว่าเขาไม่รู้อยู่แล้ว เพราะเขาไม่รู้จริงๆ” 

หลังจากที่มีมติ ครม. ปี 2567 ช่วงหนึ่งที่มีการเปิดรับคำร้องก็มีผู้มายื่นเรื่องจำนวนมาก ทว่าอำเภอชายแดนแห่งนี้ยังคงมีล่ามเพียงคนเดียวเช่นเดิม ช่วงนั้นงานหนักจนเขาแทบหมดไฟ

ตามปกติแล้ว มีอยู่ 2 จุดหลักที่ล่ามอย่างเขาประจำการอยู่คือ ห้องทะเบียน กับ งานสถานะบุคคล-สัญชาติ หน้าที่ของเขาคือการสื่อสารกับชาวไทใหญ่ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไร ขั้นตอนการยื่นเรื่องมีอะไรบ้าง ฯลฯ ก่อนที่จะ ‘ส่งต่อเคส’ ไปยังจุดอื่น

จุดอื่นที่ว่าคือการพูดคุยกับปลัด-นายอำเภอ ในขั้นนี้ล่ามยังคงจำเป็นที่จะต้องอยู่ด้วย เขาจึงอยากให้มีล่ามเพิ่ม ในช่วงที่คนมายื่นคำร้องพีคๆ เขาต้องตามไปประกบติดกับเคสด้วย นั่นหมายความว่าถ้ามีชาวไทใหญ่คนอื่นๆ ที่พูดไทยไม่ได้เข้ามาติดต่อ ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ พวกเขาจะต้องรอนานขึ้น 

นอกจากนี้ งานของบอยยังรวมไปถึงการทำสื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลเป็นภาษาไทใหญ่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก เช่น กราฟิกบอกข้อมูลเอกสารที่ต้องเตรียม ฯลฯ สิ่งนี้เป็นการช่วยเหลือชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอำเภออื่นๆ ให้เข้าถึงข้อมูลด้วย 

บอยใช้ภาษาไทยคล่องแคล่วไม่ต่างจากคนไทย และการมีอยู่ของเขาในฐานะล่ามก็ทำประโยชน์ให้เมืองไทย อย่างไรก็ตาม ตัวเขาไม่เข้าเกณฑ์ยื่นขอพัฒนาสถานะบุคคลตามมติ ครม.นี้ เพราะไม่ได้เกิดในประเทศไทย เขาเกิดที่รัฐฉาน และย้ายมาเรียนหนังสือที่เมืองไทยตั้งแต่ช่วง 7-8 ขวบ

“จริงๆ ก็อยากได้สัญชาตินะครับ เข้าใจว่าคนที่ไม่ได้เกิดไทย ไม่สามารถได้สัญชาติไทยโดยตรง แต่ถ้าคนที่ทำคุณประโยชน์กับสังคม กับชุมชน ผมคิดว่าผมก็ใช่ คิดว่าควรพิจารณา”

ปัจจุบันเอกสารที่บอยถือ ‘บัตรสีชมพู’ (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ขึ้นต้นเลข 6) ซึ่งถ้าหากเขาต้องการพัฒนาสถานะบุคคล จะไปทิศทางการ ‘ยื่นขอแปลงสัญชาติ’ อย่างไรก็ตาม รายได้ของเขาก็ยังไม่ถึงเกณฑ์

เปิดสถิติจังหวัดเชียงใหม่ เป้าเกือบ 9 หมื่น แก้ไปเพียง 3.5 หมื่น

ตามข้อมูลจากที่ทำการปกครอง จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าในจังหวัดเชียงใหม่มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ 88,524 คน (ในจำนวนนี้แบ่งเป็น กลุ่มขอใบถิ่นที่อยู่ถาวร จำนวน 75,749 คน และกลุ่มขอสัญชาติไทย จำนวน 12,775 คน)

ที่ทำการปกครอง จ.เชียงใหม่ ระบุตัวเลขความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล-สัญชาติ ตามมติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ว่ามีการอนุมัติคำขอแล้วรวม 35,622 คน (ยอดรวมตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. 2568 –16 มิ.ย. 2569) แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้

  • กลุ่มขอสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและใบถิ่นที่อยู่ถาวร อนุมัติแล้ว 31,117 ราย
  • กลุ่มขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง อนุมัติแล้ว 4,505 ราย

ผู้สื่อข่าวประชาไทถามไปยัง จ.เชียงใหม่ ด้วยว่าฝั่งเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการพบเจอปัญหาและอุปสรรคใดบ้างในการดำเนินการแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ผ่านมา โดยทางจังหวัดให้ข้อมูลว่าในการยื่นคำขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 17) พบปัญหาและอุปสรรค ดังต่อไปนี้

  • ไม่ระบุ ปี พ.ศ. การเข้ามาในประเทศไทย ไม่ระบุประเทศต้นทาง ช่องทางการเข้ามา
  • ไม่ระบุระยะเวลาการเดินทาง การอาศัยอยู่ในพื้นที่
  • การบันทึกข้อมูลในแบบ 89 ผิดพลาด
  • แบบ 89 บันทึกกลุ่มผิดพลาด เช่น เป็นกลุ่มที่ 1 (กลุ่มชนกลุ่มน้อยเดิม ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ได้รับการสำรวจ แต่ได้รับการสำรวจเป็นกลุ่มอื่น)
  • บันทึกสถานที่เกิดเป็นประเทศไทย แต่ก็บันทึกข้อมูลการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยซึ่งขัดแย้งกัน
  • ชื่อตัว ชื่อบิดามารดา ในแบบสำรวจทะเบียนประวัติฯ ไม่ตรงกับข้อมูลในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร
  • การที่กลุ่มเป้าหมายไม่อยู่ในพื้นที่ อาจไปทำงานอยู่ต่างพื้นที่ หรืออยู่ในพื้นที่ มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการจำกัดระยะเวลาการดำเนินการขอสถานะ ต้องดำเนินการรวดเร็วหรือรีบเร่ง อาจจะมีการติดต่อผ่านนายหน้า หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ในตำบลหมู่บ้านบางคน/ทนายความรับจ้างดำเนินการ อาจเป็นช่องทางให้มีการเรียกรับเงิน ผลประโยชน์ ค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการ ทำให้เกิดข้อร้องเรียนและยากต่อการสอดส่องดูแลของอำเภอหรือทางราชการ

จากปัญหาและอุปสรรคที่กล่าวไปข้างต้น จ.เชียงใหม่ ได้กล่าวถึงข้อเสนอแก้ไขปัญหาด้วย มีทั้งเรื่องที่แก้ได้ด้วยการเพิ่มประมาณเพื่อจัดสรรบุคลากร และเรื่องทางเทคนิคระดับหน้างาน ดังนี้ 

  • ประชาสัมพันธ์และขยายระยะเวลาการเปิดรับการดำเนินการหรือกำหนดให้ผู้มีคุณสมบัติ สามารถดำเนินการได้ตลอด (ไม่กำหนดระยะเวลา)
  • จัดสรรบุคลากรเพิ่มเติม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรภาคเอกชน อปท. ผู้นำท้องที่ เพิ่มเติมวัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถบันทึกและมีโปรแกรมจัดทำบัตรเคลื่อนที่ได้ ในการดำเนินการในลักษณะอำเภอเคลื่อนที่ เป็นชุดเฉพาะกิจตัดขาดจากงานประจำ เข้าไปดำเนินการในพื้นที่หมู่บ้าน ทั้งในส่วนของการจัดทำบัตร และการดำเนินการแก้ไข กรณีมีข้อสงสัยให้ใช้มติของคณะกรรมการหมู่บ้าน แทนการรับรองจากบุคคลหนึ่งเพียงคนเดียว
  • ควรสอบเฉพาะผู้ร้อง เพื่อลดพยานบุคคล (อำนาจนายทะเบียน/ผู้ช่วยนายทะเบียน อนุมัติ)
  • สอบผู้ร้องฯ พยานบุคคลในหมู่บ้าน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้นำชุมชน ให้การรับรอง (อำนาจนายทะเบียนอนุมัติ)
  • ให้ สำนักทะเบียนท้องถิ่น (สนท.) บันทึกแก้ไขตามเอกสารแบบ 89 อำนาจนายทะเบียนอนุมัติ ไม่ต้องส่ง สนท.กลาง
  • สอบผู้ร้อง/เครือญาติ/ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน (อำนาจนายทะเบียนอนุมัติ) สนท.บันทึกแก้ไข ไม่ต้องส่ง สนท.กลาง
  • แก้ไขแนวทางปฏิบัติการแก้ไขทะเบียนประวัติ เช่น ลดพยานบุคคล อาจจะใช้บิดาหรือมารดา มายืนยันว่าเกิดที่ไหน เข้ามาปีไหน เป็นต้น ข้อเสนอแนะในบางกรณี กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ยังมีความจำเป็นในการรับรองตัวบุคคลในพื้นที่หมู่บ้านของตัวเอง 
  • เพิ่มระบบเชื่อมต่อออนไลน์ ระบบการตรวจสอบข้อมูล ประวัติอาชญากรรมต่างๆ ระหว่าง กรมการปกครองกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หมายเหตุ: ใช้นามแฝงแหล่งข่าวทั้งหมดด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง