Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แม่น้ำไหนหนังไหลเอื่อย ๆ เรือประมงจอดนิ่งสงบอยู่ริมฝั่ง ท่าเรือบ้านไหนหนัง ตำบลคราม จังหวัดกระบี่ แทบไร้ซึ่งผู้คน ที่ต่างพากันเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อช่วยกันเตรียมงานรายอ เทศกาลสำคัญทางศาสนาอิสลามที่กำลังจะมาถึง

ชื่อ "ไหนหนัง" มีรากมาจากภาษามลายู “สุไหงกะหนัง” อันหมายถึงแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ แนวป่าชายเลนทอดยาวสุดระยะสายตาเลาะตามลำน้ำจนออกสู่ทะเล กิ่งก้านของมันไหวเบาๆ รับลมราวเอื่อยๆ ยามบ่าย โดยน้อยคนจะรู้ว่าป่าชายเลนของชุมชนบ้านไหนหนัง พื้นที่กว่า 100 ไร่นี้ กำลังจะถูกแปลงให้กลายเป็นเหรียญคริปโตที่เคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่บนกระดานสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อป่าชายเลน (รวมถึงระบบนิเวศชายฝั่งอื่นๆ เช่น หญ้าทะเล หรือป่าพรุ) มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงกว่าป่าบกทั่วไปถึง 3–10 เท่า ป่าชายเลนชุมชน รวมแล้วมากกว่าแสนไร่ทั่วภาคใต้ จึงถูกบริษัทยักษ์ใหญ่จับจอง ไปทำโครงการคาร์บอนเครดิต เพื่อทั้งนำเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทแล้ว ยังเป็นการกักตุนไว้ เพื่อขายทำกำไร เมื่อคาร์บอนเครดิตมีราคาสูงขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีกำลังมีบริษัทแปลงคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนให้กลายเป็นทรัพย์สินดิจิทัล เพื่อให้สามารถซื้อขายได้ในตลาดหุ้นหรือกระดานคริปโต 

เมื่อป่าชายเลนเข้าไปอยู่ในกระดานคริปโต ทิ้งคำถามไว้ว่าการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนจะไปด้วยกันได้กับตลาดที่ผันผวนจริงหรือ? ชุมชนจะยังมีสิทธิบริหารจัดการ ออกแบบการอนุรักษ์เข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนได้เหมือนเดิมหรือไม่ ? เมือระบบตลาดมีบทบาทนำในการอนุรักษ์ บริษัทหรือชุมชนเป็นเจ้าของป่าชายเลน

คาร์บอนเครดิตกลไกหลักแก้ปัญหาโลกร้อน กับความกังวลการละเมิดสิทธิชุมชน

เวทีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนานาชาติได้มีมติร่วมกัน ว่าทั้งโลกต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายและแผนการลดก๊าซของตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งปล่อยก๊าซในปริมาณสูงมาตลอดประวัติศาสตร์ ประเทศเหล่านั้นจึงเริ่มออกกฎจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซให้กับบริษัทและองค์กรต่างๆ

ผังแนวคิดการซื้อ - ขาย คาร์บอนเครดิต

ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

แต่เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ต่ำกว่าเพดานที่กำหนด จึงมีการสร้างนวัตกรรมที่เปิดให้บริษัทสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยส่วนที่ปล่อยเกินเพดานได้ โดยอาจซื้อจากบริษัทอื่นที่ปล่อยก๊าซต่ำกว่าเพดานและนำส่วนต่างนั้นมาขาย หรือซื้อคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น การพัฒนาพลังงานสะอาด หรือโครงการอนุรักษ์ป่า

ปัจจุบันกลไกตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ภาคประชาสังคมจากทั่วโลกออกมาแสดงความกังวลว่าแนวทางนี้ อาจกลายเป็นการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่เปิดทางให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเอง

หลายฝ่ายชี้ว่าแนวทางคาร์บอนเครดิตเป็นทางออกที่ล้มเหลวในการแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ นอกจากนั้น ประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังถูกหยิบขึ้นมาเป็นข้อกังวล โดยเฉพาะโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่า เมื่อราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดสูงขึ้น เกิดการเร่งนำพื้นที่ป่าไปทำโครงการกลับตามมาด้วยการละเมิดสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น โดยมีการบังคับให้ย้ายออกจากที่ดินเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก

ในประเทศไทย แม้ยังไม่มีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับบริษัทภาคเอกชน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีข่าวของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำข้อตกลงร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งอนุมัติให้บริษัทเหล่านั้นเข้ามาทำโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าของรัฐและป่าชุมชนทั่วประเทศ 

จึงมีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนในไทย ที่มองว่านี่คือการนำสิทธิในพื้นที่ป่าซึ่งควรเป็นของส่วนรวมไปมอบให้กับกลุ่มทุนบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่เจ้า โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของผู้คนในท้องถิ่นและไม่มีการให้ข้อมูลที่เพียงพอกับชุมชน

จากชายเลนสู่กระดานคริปโต การอนุรักษ์บนความผันผวน ?

กรณีที่ถูกถกเถียงกันมากคือ การที่ในช่วงปลายปี 2566 เป็นต้นมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้มีประกาศหลายฉบับอนุมัติให้ นำพื้นที่ป่าชายเลนรวมเนื้อที่กว่า 1.6 แสนไร่ จากโครงการป่าชุมชนชายเลน 99 แห่งทั่วภาคใต้ ไปจัดสรรให้กับบริษัทเอกชน 35 แห่ง เพื่อนำไปดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต และทช. ยังตั้งเป้าอีกว่าจะเพิ่มพื้นโครงการที่ให้ถึง 3 แสนไร่ภายในปี 2574

ภาคประชาชนในภาคใต้ออกมาตั้งคำถามว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเข้ามาแสวงหากำไรจากทรัพยากรที่ประชาชนในภาคใต้ร่วมกันปกป้องและฟื้นฟูกันมาด้วยน้ำพักน้ำแรง โดยชุมชนได้รับส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม และยังคงอยู่บนความไม่แน่นอนเรื่องสิทธิชุมชน อาทิ ชุมชนจะสามารถใช้ประโยชน์ และจัดการป่าได้หรือไม่

รวมถึงคำถามที่ว่าการใช้ระบบตลาดคาร์บอนซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงผันผวนได้ตลอดเวลา จะสามารถไปด้วยกันได้กับการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ต้องการความยั่งยืนหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีการนำคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนไปทำการ Tokenization แปลงให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายในกระดานคริปโตที่ผันผวนยิ่งกว่า

บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เป็น 1 ใน 35 บริษัทที่ได้รับการจัดสรรป่าชายเลนชุมชนจาก ทช. รวมเนื้อที่มากกว่า 2 หมื่นไร่ ใน 14 ชุมชน ทั้งในจังหวัดกระบี่และพังงา ซึ่งร่วมไปถึงป่าชายเลนบ้านไหนหนัง โดยทาง DITTO ได้ประกาศที่จะนำคาร์บอนเครดิตซึ่งได้จากป่าชายเลนชุมชนมาทำการ Tokenization แปลงให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยจะสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านแอปพลิเคชันได้เหมือนกับเหรียญดิจิทัลอื่น ๆ 

Tokenization คือการนำสินทรัพย์(Asset) ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น เงิน ทอง อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น หุ้น พันธบัตร มาแปลงเป็นหน่วยย่อยในรูปแบบเหรียญโทเคน ซึ่งบันทึกอยู่บนระบบบล็อกเชน เพื่อให้สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คอนโดมูลค่า 10 ล้านบาท การจะหาผู้ซื้อสักคนหนึ่งอาจต้องใช้เวลานาน แต่หากนำไป Tokenization แบ่งสิทธิ์ความเป็นของ 10,000 โทเคน โทเคนละ 1,000 บาท ก็จะทำให้เกิดสภาพคล่องในตลาด มีการซื้อขายเข้าถึงได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น

ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก็เริ่มเปิดให้การทำ Tokenization คาร์บอนเครดิตในไทยดำเนินการได้ตามระเบียบมากขึ้น ตลาดคริปโตขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนไม่แน่นอน จึงเกิดคำถามตามมาว่า หากราคามูลค่าของเหรียญในกระดานร่วงลงต่ำ โครงการอนุรักษ์เหล่านั้นอาจจะถูกปล่อยทิ้งร้างเหมือนบทเรียนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่แสวงหาความยั่งยืนควรจะไปด้วยกันกับระบบตลาดที่ผันผวนหรือไม่ ?

บทเรียนจากต่างประเทศ เมื่อระบบตลาดนำการอนุรักษ์ สิทธิชุมชน ความหลากหลาย อาจถูกเบียดขับ

“ตอนนี้มันเป็นกระบวนการนายหน้า เหมือนกับหุ้น ที่ดิน เขาจะทำการกักตุนกว้านซื้อไว้ แล้วรอเอาไปปล่อยต่อในราคาสูงกว่า แต่ไม่ได้สนใจว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกยังไง” กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) อธิบายสถานการณ์ของการที่เอกชน ทำโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชายเลน

โครงการปลูกป่าของบริษัทสามารถนำไปลดการปล่อยคาร์บอนของบริษัทนั้น ในส่วนที่เกินเส้นค่ากำหนดได้ และส่วนที่ลดต่ำลงมาเกินกว่าเส้นค่ากำหนดสามารถจะกลายเป็นคาร์บอนเครดิตนำไปขายให้บริษัทอื่นได้

ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

เนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีกลไกคาร์บอนเครดิตภาคบังคับที่จะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซของภาคเอกชน การเข้ามาจับจองพื้นที่ป่าเพื่อทำโครงการคาร์บอนเครดิตของบริษัทต่างๆ จึงเปรียบเสมือนการกักตุนคาร์บอนเครดิตเอาไว้

เพื่อรอจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังจะมาถึง นั่นคือ พ.ร.บ. โลกร้อน หรือชื่อทางการคือ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ซึ่งมีเนื้อหากำหนดแผนขั้นตอนการลดก๊าซเรือนกระจก สร้างคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ และกำหนดเพดานปริมาณคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทต่างๆ 

เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะเป็นการสร้างระบบตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ และเมื่อความต้องการเกิดขึ้น ราคาคาร์บอนเครดิตที่กักตุนไว้ก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย หลายบริษัทที่เข้ามาทำโครงการคาร์บอนเครดิต จึงไม่เพียงนำมาใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซของตัวเองเท่านั้น แต่ยังพยายามเป็นตัวกลางเก็งกำไรกับราคาคาร์บอนเครดิตในอนาคตอีกด้วย

ในมุมของกฤษฎา การเปิดให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตบนกระดานคริปโตหรือในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นการยกระดับระบบตลาดให้เข้มข้นและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่บริษัทซึ่งต้องการคาร์บอนเครดิตไปชดเชย ต้องลงไปดำเนินโครงการกับชุมชนเอง หรือติดต่อซื้อเครดิตผ่านหน่วยงานกลาง ที่ต่างมีขั้นตอนยุ่งยาก ก็จะเปลี่ยนเป็นสามารถเข้าไปซื้อจากกระดานซื้อขายได้โดยตรง

ขณะที่ฝั่งผู้ขายก็สามารถนำเครดิตจากโครงการที่กว้านซื้อไว้มาปล่อยขายในตลาดได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านองค์กรตัวกลางอีกต่อไป เป็นการเพิ่มสภาพคล่องและความต้องการขึ้นไปอีกขั้น

“อะไรที่อ้างว่าดูดคาร์บอนได้จะถูกเร่งนำเข้าสู่ตลาดทั้งหมด ถ้าเป็นกิจกรรมที่ลดโลกร้อนก็ดี แต่เรากังวลกิจกรรมที่มันไม่ลดการปล่อยคาร์บอนแต่เอาเครดิตมาชดเชย เช่นบริษัทน้ำมันไม่ยอมลดการใช้ฟอสซิล แต่เอาเงินไปลงทุนปลูกป่าที่บอกว่าลดคาร์บอน แต่อาจเสี่ยงจะสร้างปัญหาอื่นตามมา ซึ่งคาร์บอนเครดิตไม่สนใจปัญหาอื่นอยู่แล้ว”

กฤษฎา เสริมอีกว่าการมีระบบตลาดที่เข้มข้นลักษณะนี้จะยิ่งเร่งให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่อ้างว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซถูกกวาดเข้ามาในตลาด ข้อกังวลแรกคือมันจะถูกใช้เป็นข้ออ้างให้บริษัทขนาดใหญ่ไม่ต้องลดการปล่อยก๊าซอย่างจริงจัง ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดต้องใช้เวลานานขึ้น 

นอกจากนั้น ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายโครงการ หาพื้นที่ป่าใหม่มาเข้าโครงการ โดยมุ่งเป้าแค่การดูดซับคาร์บอนให้ได้มากที่สุดเพื่อป้อนเข้าตลาดเท่านั้น โดยไม่สนใจปัญหาอื่นที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ซึ่งมีบทเรียนลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการระดมปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ซึ่งเป็นระบบนิเวศทุ่งหญ้าของอเมซอน หรือการปลูกพืชชนิดเดียวที่โตเร็วแทนป่าธรรมชาติในแอฟริกา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการทำลายระบบนิเวศและลดทอนความหลากหลายทางชีวภาพ จนทำให้พื้นที่ป่ากลายสภาพเป็นป่าปลูกเชิงพาณิชย์ เพียงเพื่อให้ได้ตัวเลขการดูดซับคาร์บอนที่สูงขึ้น 

นอกจากนี้ยังมีรายงานการละเมิดสิทธิชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น มีการบังคับให้ย้ายออกจากที่ดิน เพื่อนำพื้นที่ไปทำโครงการ ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) โคลอมเบีย เปรู เคนยา รวมไปถึงในอาเซียนอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย หรือกรณีในกัมพูชา ที่เจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับเอกชน ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ทรัพย์สิน ชุมชนท้องถิ่นเพื่อเปิดทางให้มีการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต

คาร์บอนเครดิตจากโครงการเหล่านั้นจำนวนมาก ถูกแปลงให้เป็นเหรียญโทเคน โปรเจกต์ KlimaDAO ซึ่งเคยมีจำนวนเครดิตมากที่สุดในโลก ถูกตรวจสอบพบว่าเครดิตจำนวนมากมาจากโครงการที่ไม่ได้ลดก๊าซจริง และนำโครงการที่เลิกดำเนินการไปนานแล้วมาลงทะเบียน หรือโครงการเหรียญ MCO2  ที่พบว่า ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งด้านที่ดินในพื้นที่ป่าอเมซอน มีการนำพื้นที่สาธารณะไปทำโครงการคาร์บอนเครดิตโดยชุมชนไม่รับรู้ เพื่อแปลงเป็นเหรียญ

“อาณานิคมคาร์บอน” บริษัท รัฐ ชุมชน ป่าชายเลนใต้ ใครเป็นเจ้าของ ?

เอกชน 70% ชุมชน 20% และรัฐ 10% เป็นสัดส่วนการจัดสรรผลประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชนและป่าชายเลน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแบ่งปันที่ไม่เป็นธรรมต่อชุมชน แต่ประเด็นที่น่ากังวลไม่ได้อยู่แค่เรื่องการแบ่งปันรายได้เท่านั้น สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ชุมชนจะยังมีอำนาจในการออกแบบและจัดการป่าได้อยู่หรือไม่ จะยังสามารถเข้าไปเก็บหาของป่าและใช้ประโยชน์ได้ หรือจะต้องขออนุญาตบริษัทก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นที่คลุมเครือ

“เมื่อมีเอกชนเข้ามา สิทธิของชาวบ้านที่จะใช้ประโยชน์และออกแบบการอนุรักษ์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา จะกลายเป็นเรื่องที่มีคนอื่นเข้ามาเป็นเจ้าของร่วม และเข้ามากำหนดว่าต้องปลูกไม้ชนิดใด ต้องจัดการแบบไหน เพื่อให้ได้การดูดซับคาร์บอนที่สูงที่สุด”

แนวคิดการอนุรักษ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นมีส่วนในการออกแบบการอนุรักษ์ ได้รับการยอมรับในระดับโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ รายงานของธนาคารโลกเผยว่า 80% ของพื้นที่ป่าที่มีกลุ่มชาติพันธ์หรือชุมชนพื้นถิ่น อาศัยอยู่สามารถรักษาทั้งป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าที่ไม่มีคนพื้นถิ่นอยู่อาศัย

 “รัฐต้องให้ข้อมูลให้ครบว่าชุมชนจะได้อะไร แล้วจะเสียอะไร เงินที่ได้อาจเอาไปดูแลปลูกป่า แต่สิ่งที่อาจเสียไปคือ บริษัทจะเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมตามข้อตกลง ซึ่งโดยแนวโน้มแล้วกลไกตลาดมักให้อำนาจกับทุนมากกว่าชาวบ้าน”

กฤษฎามองว่า ที่ผ่านมาชุมชนที่พยายามอนุรักษ์ป่าชายเลนมีองค์ความรู้ท้องถิ่นและเข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี แต่กลับถูกทอดทิ้งจากรัฐและไม่ได้รับการสนับสนุนมาอย่างยาวนาน จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่หลายชุมชนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต เพื่อจะได้ทรัพยากรมาทำกิจกรรมอนุรักษ์ 

แต่สิ่งที่ชุมชนอาจต้องสูญเสียไปกลับไม่ถูกชี้แจงให้ครบถ้วนอย่างที่ควรจะเป็น ดังตัวอย่างในต่างประเทศที่หลายครั้งบริษัทผู้ทำคาร์บอนเครดิตเลือกปลูกพันธุ์พืชที่ดูดซับคาร์บอนได้มาก แทนที่จะเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับพื้นที่หรือความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น

“การล่าอาณานิคมทางคาร์บอน” หรือ “Carbon colonialism” เป็นศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นมาใหม่ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่บริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะที่มาจากประเทศโลกที่ 1 ใช้เหตุผลเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ เป็นข้ออ้างในการเข้าไปครอบครองและตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากร พร้อมทั้งควบคุมวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นในประเทศโลกที่สาม

"ถ้าเราจะใช้ไม้สร้างบ้านสักหลัง อย่างน้อย 20 ปีถึงจะได้สร้างใหม่ ป่านนั้นป่าฟื้นไปเยอะแล้ว เราใช้ประโยชน์แล้วก็ดูแลป่าไปตามวิถีของเรา ป่ามันก็สมบูรณ์ดีอยู่แล้ว มันกักคาร์บอนช่วยโลกได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนวิถีเอาระบบข้างนอกมาครอบ" บังดาด หรือ ประดิษฐ์ พวงเกษ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง จังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงเหตุผลที่ทางกลุ่มปฏิเสธที่จะนำป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง ร่วม 1,000 ไร่ เข้าโครงการคาร์บอนเครดิต

บังดาดยกตัวอย่างระเบียบการอนุรักษ์ในชุมชน ที่อนุญาตให้ตัดไม้ไปใช้ได้แค่ในชุมชนเท่านั้น ห้ามตัดไปใช้เชิงพาณิชย์ ซึ่งในวิถีชีวิตปัจจุบันชาวบ้านเข้าไปตัดไม้ใช้ประโยชน์น้อยมากอยู่แล้ว แทบไม่ต้องปลูกชดเชย ชุมชนสามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์ได้ดีอยู่แล้ว การดูแลป่าชายเลนที่ดีที่สุด คือการให้ชุมชนเป็นเจ้าของ มีอำนาจในการดูแลจัดการ ที่สอดคล่องกับวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ แต่ที่ผ่านมาเป็นภาครัฐที่ออกกฎระเบียบการอนุรักษ์ ที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่นำไปใช้ไม่ได้จริง และกีดกันชุมชนออกจากความเป็นเจ้าของ

ในอดีตช่วงทศวรรษ 2520 ป่าชายเลนแถบนี้เคยถูกรัฐให้สัมปทานแก่เอกชนเข้ามาตัดไม้ จนพื้นที่ป่าชายเลนเริ่มหายไปอย่างมาก จึงมีการเริ่มตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้รัฐยกเลิกสัมปทาน และหลังมีการระงับสัมปทาน จึงช่วยกันเฝ้าระวังเอกชนที่เข้ามาลักลอบตัดไม้ และทางกลุ่มพยายามฟื้นฟูป่าชายเลนในบ้านอ่าวกุ้งให้กลับมาสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน ที่ได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์มากมาย

และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เริ่มมีการนำพื้นที่ป่าชายเลนในส่วนของรัฐเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต มีหน่วยงานรัฐเข้ามาชักชวนให้ชุมชนต่าง ๆ ในภูเก็ตเข้าร่วมโครงการ "แน่นอนว่ามันได้เงิน แต่ถ้ายกไปให้เขาแล้ว วันดีคืนดีเขาออกกฎทำห้ามสิ่งต่างๆ ไปเรื่อย ที่มันขัดต่อวิถีเรา เราจะทำยังไง คือสิ่งที่เรากังวล" บังดาด กล่าวแนวคิดของทางกลุ่ม

สิ่งที่กลุ่มกังวลมากที่สุดจากการเข้ามาของโครงการคาร์บอนเครดิต คือการสูญเสียความเป็นเจ้าของในป่าชายเลนที่ชุมชนพยายามต่อสู้อนุรักษ์มาอย่างยาวนาน "ทำไมต้องเปลี่ยนวิถีชาวบ้านแลกกับเงินไม่กี่บาท เมื่อเรายกป่าให้เขา เราก็กลายเป็นลูกจ้างดูแลให้เขา วันนี้เราเป็นเจ้าของก็ดีอยู่แล้ว ความรักความหวงแหนป่า ที่เราเป็นเจ้าของมันสำคัญมากกว่า" ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้งทิ้งท้าย

บทความชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนโดย มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) ภายใต้โครงการ Justice For Earth พลังนักสื่อสารรุ่นใหม่เพื่อการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง