Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รายงานพิเศษจากสื่อ Rest of World ชี้ เบื้องหลังนวัตกรรม AI ของฟุตบอลโลก 2026 ทั้งลูกบอลติดเซนเซอร์ ระบบล้ำหน้าด้วย AI และผู้ช่วย AI ประจำทีม คือแรงงานจดบันทึกข้อมูลนับพันคนในอินเดีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และประเทศอื่นๆ ที่แปลงวิดีโอดิบให้เป็นข้อมูลโครงสร้าง โดยห่วงโซ่คุณค่าข้อมูลกระจุกงานมูลค่าสูงในศูนย์กลางความมั่งคั่ง ขณะที่งานจดบันทึกกระจายอยู่ในยุโรปตะวันออก แอฟริกา และเอเชีย หลายคนเป็นนักฟุตบอลที่ทำงานเสริม บางส่วนป้อนข้อมูลให้อุตสาหกรรมพนัน

  • รายงานพิเศษจากสื่อ Rest of World ชี้ ฟุตบอลโลก 2026 ใช้นวัตกรรม AI หลากหลาย ตั้งแต่ลูกบอลติดเซนเซอร์ ระบบติดตามผู้เล่นเรียลไทม์ ระบบช่วยตัดสินล้ำหน้า ไปจนถึงผู้ช่วย AI ประจำทีมทั้ง 48 ชาติ แต่เบื้องหลังคือแรงงานจดบันทึกข้อมูลนับพันคนในอินเดีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ที่แปลงวิดีโอดิบเป็นข้อมูลโครงสร้าง โดยงานมูลค่าสูงกระจุกในศูนย์กลางความมั่งคั่ง ขณะที่งานจดบันทึกกระจายอยู่ในยุโรปตะวันออก แอฟริกา และเอเชีย
  • คนทำงานจดบันทึกหลายคนเป็นนักฟุตบอลเองที่ใช้เป็นอาชีพเสริม เช่น ผู้เล่นลีกฟิลิปปินส์ที่ติดแท็กการแข่งขันให้บริษัท Packing Sports เครือข่ายของ Impect บางส่วนป้อนข้อมูลให้อุตสาหกรรมพนันแบบเรียลไทม์เพื่อปรับอัตราต่อรอง โดยได้ค่าจ้างราว 60 ยูโรต่อแมตช์ และยังไม่เห็นสัญญาณว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานคนได้ในเร็ววัน
  • การลงทุนจากสหรัฐฯ ในวงการฟุตบอลที่เพิ่มขึ้น ทั้งการถือหุ้นทีมใน Premier League กว่าครึ่งและทีมใน Serie A เกือบครึ่ง ผลักดันความต้องการนักวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น โดยฟุตบอลโลกครั้งนี้คาดสร้างรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์กีฬา สะท้อนว่านวัตกรรมทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยแรงงานมนุษย์เบื้องหลังไม่ต่างจากฝีเท้านักเตะ


ภาพจาก: FIFA

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัยอย่างลูกบอลติดตั้งเซนเซอร์ ระบบติดตามผู้เล่นแบบเรียลไทม์ ระบบช่วยตัดสินการล้ำหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงผู้ช่วย AI ประจำทีมสำหรับทั้ง 48 ชาติที่เข้าร่วมแข่งขัน ทว่าเบื้องหลังนวัตกรรมเหล่านี้ คือกลุ่มคนทำงานด้านข้อมูลในประเทศต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงอินเดีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเครื่องมือ AI หลากหลายรูปแบบที่นำมาใช้งานจริง

วงการฟุตบอลได้โอบรับการวิเคราะห์ข้อมูลมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว และในปัจจุบัน เกือบทุกทีมชาติและสโมสรยักษ์ใหญ่ต่างนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น การสรรหาผู้เล่น การฝึกซ้อม กลยุทธ์การแข่งขัน การป้องกันอาการบาดเจ็บ ตลอดจนการบริหารจัดการผู้เล่น ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลการวิเคราะห์เหล่านี้ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ป้อนให้แก่สถานีโทรทัศน์ผู้ถ่ายทอดสด อุตสาหกรรมวิดีโอเกม และอุตสาหกรรมการพนันกีฬาอีกด้วย

ราฟาเอล โกรแมน (Rafael Grohmann) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสื่อสารมวลชนศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยโทรอนโต (University of Toronto) ระบุกับ Rest of World ว่าทีมฟุตบอลในปัจจุบันอาจมีนักวิเคราะห์ข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลประจำบ้านที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ หรือมีประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และ AI นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ให้บริการข้อมูลที่มีคนทำงานซึ่งเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการติดตามผู้เล่นและแปลงไฟล์วิดีโอดิบให้กลายเป็นข้อมูล รวมถึงแพลตฟอร์มวิดีโอที่ทำหน้าที่บันทึกเทปและติดแท็กเหตุการณ์ต่างๆ ในแมตช์การแข่งขัน

“วงการฟุตบอลพึ่งพางานลักษณะนี้มานานกว่ากระแสความตื่นตัวเรื่อง AI ในปัจจุบันมากนัก” เขากล่าว “คนทำงานในห่วงโซ่คุณค่าของข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการฟุตบอล... และห่วงโซ่คุณค่าของข้อมูลนี้มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน กล่าวคือ งานวิเคราะห์ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงจะกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางความมั่งคั่งไม่กี่แห่ง ในขณะที่งานจดบันทึกข้อมูลจะรวมศูนย์อยู่ในเมืองต่างๆ ทั่วภูมิภาคยุโรปตะวันออก แอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

อาชีพเสริมของเหล่านักฟุตบอล

กลุ่มคนทำงานจดบันทึกข้อมูล ซึ่งมักจะเป็นนักฟุตบอลเอง หรือเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องเกมการแข่งขันฟุตบอล ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ เช่น มะนิลา ไคโร เจนไน และเทอร์โนปิล พวกเขามีทั้งผู้รับจ้างอิสระที่ถูกจ้างเป็นรายแมตช์ และผู้จดบันทึกข้อมูลที่ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงกับเกมการแข่งขันเพียงเกมเดียว เพื่อเปลี่ยนทุกการส่งบอล การสกัดบอล และการยิงประตูให้กลายเป็นข้อมูลที่มีโครงสร้าง โดยข้อมูลนี้มาจากผู้ที่กำลังศึกษาและรวบรวมข้อมูลกำลังแรงงานในห่วงโซ่ข้อมูลของวงการฟุตบอล

งานด้านข้อมูลเป็นงานเสริมที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้เล่นในลีกฟุตบอลฟิลิปปินส์จำนวนมากที่ต้องการหารายได้เพิ่มเติม ตามข้อมูลจากผู้เล่นรายหนึ่งที่เคยทำหน้าที่จดบันทึกข้อมูลเป็นเวลาประมาณ 1 ปีให้กับบริษัท Packing Sports ในกรุงมะนิลาของ ซึ่งเป็นเครือข่ายของ Impect บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสัญชาติเยอรมัน โดยเขาขอไม่เปิดเผยนามเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ผู้เล่นรายนี้บอกกับ Rest of World ว่าเขาทำหน้าที่ดูการแข่งขันฟุตบอลลีกยุโรปและติดแท็กการส่งบอล การยิงประตู การสกัดบอล รวมถึงการกระทำอื่น ๆ ของนักเตะ โดยในช่วงที่มีทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ปริมาณงานจะหนักขึ้นเนื่องจากมีความต้องการข้อมูลที่รวดเร็วสูงกว่าปกติจากทั้งทีมฟุตบอล นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชน” เขากล่าว

ในฐานะนักเตะคนหนึ่ง งานเหล่านี้ยังช่วยให้เขาเข้าใจเกมการแข่งขันได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย “งานของผมช่วยให้สังเกตเห็นรายละเอียดทางกลยุทธ์และการเคลื่อนไหวของผู้เล่นที่หลายคนอาจมองข้ามไป” เขากล่าว “มันยังทำให้การดูฟุตบอลน่าสนใจมากขึ้นด้วย”

ตามรอยเส้นทางเงิน

ฟุตบอลเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ โดยทีมชั้นนำใน Premier League ของอังกฤษ Serie A ของอิตาลี Bundesliga ของเยอรมนี และ La Liga ของสเปน ต่างสร้างรายได้มหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน แฟนบอลรวมถึงนักลงทุนชาวอเมริกันก็เริ่มให้ความสนใจในกีฬานี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สโมสรมากกว่าครึ่งหนึ่งใน Premier League มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นชาวอเมริกันผู้มั่งคั่งหรือบริษัทที่มีฐานที่ตั้งในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ชาวอเมริกันและชาวแคนาดาก็เข้าควบคุมทีมใน Serie A เกือบครึ่งหนึ่ง รวมถึงสโมสรอีกจำนวนหนึ่งในลาลีกา จากข้อมูลการจัดอันดับทีมฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกของ Forbes นอกจากนี้นักลงทุนจากสหรัฐฯ ยังเดินหน้ากว้านซื้อทีมในดิวิชันรอง รวมถึงในประเทศต่าง ๆ อย่างเม็กซิโกอีกด้วย

สก็อตต์ พาวเวอร์ส (Scott Powers) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลกีฬาแห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) เปิดเผยกับ Rest of World ว่า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากฝั่งอเมริกา “น่าจะส่งผลให้เกิดการลงทุนในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลที่มากขึ้นตามไปด้วย” เขากล่าวเสริมว่า “อย่างไรเสีย การปฏิวัติในแนวทาง "มันนี่บอล" (Moneyball) ก็มีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐฯ” ซึ่งเขาอ้างถึงหนังสือและภาพยนตร์ที่บอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับทีม Oakland Athletics ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างทีมเบสบอลที่สามารถแข่งขันได้ภายใต้งบประมาณอันจำกัด ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการยอมรับและนำไปปรับใช้อย่างรวดเร็วโดยทีมกีฬาอื่น ๆ ในเวลาต่อมา

ในปัจจุบัน มีบริษัทจำนวนเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เข้าควบคุมข้อมูลที่สโมสรฟุตบอลส่วนใหญ่ต้องพึ่งพา เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าช่วยให้สามารถสร้างข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ผ่านการผสมผสานระหว่างการจดบันทึกข้อมูลด้วยมนุษย์ คอมพิวเตอร์วิทัศน์ และการสร้างแบบจำลอง AI โดยคนทำงานด้านข้อมูลสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้มากถึง 3,000 รายการต่อการแข่งขันหนึ่งแมตช์

พาวเวอร์ส ซึ่งยังเคยเป็นอดีตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของบริษัทข้อมูลกีฬา Zelus Analytics ชี้ว่าปัจจุบันเริ่มมีการมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลการติดตามผู้เล่นมากขึ้น

“ข้อมูลเหล่านี้เป็นชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางในการวิเคราะห์” เขากล่าว “ผมเห็นการประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งผู้วิเคราะห์ข้อมูลกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และวิศวกรรมข้อมูล จากสโมสรฟุตบอลถึง 25 แห่ง จากทั้งหมด 30 แห่งที่ติดอันดับของ Forbes”

นอกจากนี้ การเติบโตของ "เทคโนโลยีสวมใส่" (Wearable Technology) เช่น "เสื้อกั๊กอัจฉริยะ" (Smart Vests) ตลอดจนอุตสาหกรรมการพนันกีฬาและแพลตฟอร์มการทำนายผลอย่าง Kalshi และ Polymarket ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนความต้องการแรงงานด้านข้อมูลเหล่านี้เช่นกัน

แง่มุมในฝั่งธุรกิจพนันกีฬา


ภาพจาก: FIFA

ผู้รับจ้างจดบันทึกข้อมูลอิสระในกรุงรีโอเดจาเนโร ซึ่งทำหน้าที่ติดแท็กการแข่งขันฟุตบอลท้องถิ่นให้กับบริษัทข้อมูลกีฬาต่างชาติรายหนึ่ง เปิดเผยกับ Rest of World ว่า “มันค่อนข้างชัดเจนว่าข้อมูลที่ผมบันทึกนั้นถูกนำไปใช้เพื่อการพนัน”

การแข่งขันที่เขาต้องเข้าไปดูแลส่วนใหญ่เป็นแมตช์เล็ก ๆ และบางครั้งไม่มีแม้กระทั่งการถ่ายทอดสด โดยประเด็นข้อมูลหลัก ๆ ที่เขาต้องบันทึกผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทประกอบด้วย การทำประตู การเตะมุม การแจกใบเตย/ใบแดง และการเตะลูกโทษ ซึ่งเขาได้รับค่าจ้างประมาณ 60 ยูโรต่อแมตช์ พร้อมกับค่าเดินทาง

“พวกเขาต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อนำไปปรับอัตราต่อรอง (Odds) ตลอดการแข่งขัน โดยไม่ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการซึ่งบางครั้งอาจใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นผมจึงไม่สามารถส่งข้อมูลล่าช้าได้ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่จะถูกหักเงินค่าจ้างบางส่วนหรือทั้งหมด” เขากล่าว “งานนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับระยะเวลาของการแข่งขัน และความจริงที่ว่าพวกเขาจ่ายเงินเป็นสกุลยูโร ยิ่งในตลาดการพนันที่มีการแข่งขันระดับที่คนไม่ค่อยให้ความสนใจเช่นนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่าเทคโนโลยีอัตโนมัติจะถูกกว่าการใช้แรงงานคนได้อย่างไร”

พาวเวอร์สระบุว่า เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น นักวิเคราะห์ก็เริ่มหันมาใช้อัลกอริทึมของ "คอมพิวเตอร์วิทัศน์" (Computer Vision) เพื่อตรวจจับเหตุการณ์ต่างๆ ในสนามโดยอัตโนมัติ จากเดิมที่เคยต้องใช้มนุษย์เป็นผู้ติดแท็ก ซึ่งอัลกอริทึมเหล่านี้ก็ได้รับการฝึกฝนมาจากข้อมูลที่มนุษย์ใช้มือบันทึกเอาไว้ตั้งแต่แรกนั่นเอง “ผมเห็นการนำ AI มาประยุกต์ใช้บ้างแล้ว... แต่ยังไม่เห็นหลักฐานว่ามันได้เข้ามาปฏิวัติวงการนี้อย่างสิ้นเชิงในปัจจุบัน” เขากล่าว

ฟุตบอลโลกในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างรายได้สูงถึงประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เป็นทัวร์นาเมนต์กีฬาที่ทำเงินได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาทิ ระบบผู้ช่วย AI ที่พัฒนาขึ้นโดย FIFA ร่วมกับ Lenovo ซึ่งนำระบบ "การเรียนรู้ของเครื่อง" (Machine Learning) และ "การประมวลผลภาษาธรรมชาติ" (Natural Language Processing) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลหลายล้านรายการ ล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดความสนใจจากแฟนบอล ทีมฟุตบอล และภาคธุรกิจ

“ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะนำข้อมูลและ AI ของวงการฟุตบอลขึ้นสู่เวทีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” โกรแมน กล่าว “ฟุตบอลที่เรากำลังรับชมกันอยู่นี้ ขับเคลื่อนด้วยแรงกายของคนทำงานเหล่านี้ไม่ต่างไปจากฝีเท้าของเหล่านักเตะในสนาม และนวัตกรรมทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีกำลังแรงงานที่อยู่เบื้องหลัง”


ที่มา:
The AI-powered World Cup runs on thousands of data workers (Rina Chandran and Michael Beltran, Rest of World, 23 June 2026) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง