Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คำว่า "คนป่วยแห่งเอเชีย" (Sick Man of Asia) หรือถ้าใช้ศัพท์แสงปั่นหน่อยก็อาจเปรียบเปรยว่า 

“ขี้โรคแห่งเอเชีย”ได้วนเวียนเปลี่ยนมือไปสู่หลายประเทศตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างกันไปตามบริบทแต่ละประเทศ พื้นที่นี้ขอสำรวจที่มา รวมถึงประเทศใดบ้างที่เคยถูกติดป้าย (labelling) นี้  ด้วยคำอธิบายขยายความอย่างไรบ้าง ?

วลี “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนถึงนัยยะทางการเมืองและวัฒนธรรม ย้อนไปถึงวลีดั้งเดิมก่อนหน้าอย่าง “คนป่วยแห่งยุโรป” (Sick Man of Europe) ที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 แห่งรัสเซียทรงบัญญัติขึ้นในปี1853 เพื่อบรรยายถึงจักรวรรดิออตโตมันที่กำลังเสื่อมถอย ต่อมาในปี 1895 วลีคนป่วยแห่งเอเชียนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยเอียนฝู (Yan Fu) นักปราชญ์และนายทหารเรือชาวจีนผู้มีชื่อเสียง โดยเขาใช้ถ้อยคำดังกล่าวเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ขุนนางราชวงศ์ชิงที่ยอมจำนนในสนธิสัญญา Shimonoseki อันเป็นผลจากความปราชัยราบคาบในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง(1894–1895) สนธิสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับให้จีนยกไต้หวันให้แก่ญี่ปุ่นและต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงินเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอทั้งทางการทหารและการทูตของราชวงศ์อย่างชัดเจน

จีนภายใต้ราชวงศ์ชิง (1644–1911) จึงถูกขนานนามว่า"คนป่วยแห่งเอเชีย"สะท้อนภาพของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ในอดีตที่ตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่จากโรคภัยไข้เจ็บ การแพร่ระบาดของฝิ่นในประชากร (ทั้งในช่วงสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (1839–1842) กับอังกฤษ และสงครามฝิ่นครั้งที่สอง (1856–1860)  สังคมแตกแยก  วิกฤตกาฬโรคปอดที่ระบาดในแมนจูเรียคร่าชีวิตผู้คนไปนับหมื่น  ตลอดจนสภาพรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งความอ่อนแอที่ถูกครอบงำโดยต่างชาติ จนถึงการเสื่อมสลายของราชวงศ์ชิงยุคปลาย (1840–1911) วลีคนป่วยฯนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ความอัปยศของชาติ  กระทั่งภายหลังถูกหยิบยืมมาใช้ในวงกว้างกับชาติเอเชียอื่นๆที่เผชิญกับวิกฤตทางการเมืองหรือเศรษฐกิจเช่นกัน

โฆษณา - Advertising


ประเทศอื่น ๆ ที่ถูกจัดว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย"  ตามลำดับเวลาต่าง ๆ ดังนี้

ฟิลิปปินส์ สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้หลังการโค่นล้มประธานาธิบดีมาร์กอสในปี 1986  จนถึงปี2014 องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) จัดให้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน (ASEAN-5) ในปี 2015 หลังจากบันทึกการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ร้อยละ 6.1 ถือเป็นการประกาศศักดาพ้นจาก "คนป่วย" อย่างเป็นทางการ  ทว่าเมื่อสิ้นปี 2025 ฉายานี้หวนคืนมาอีกครั้ง เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจดิ่งลงเหลือเพียงร้อยละ 3 ในไตรมาส 4 ของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 นอกเหนือจากช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาด ทำให้เรื่องราว"คนป่วย"ฟื้นคืนขึ้นอีกครั้งในยุคประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์

จีนและความขัดแย้งกับหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 ตีพิมพ์บทความแสดงความคิดเห็นในชื่อ "China is the Real Sick Man of Asia" ในแง่การระบาดของโรคโควิด-19 ต่อมาวันที่19 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน จีนตอบโต้ด้วยการเพิกถอนบัตรผ่านสื่อมวลชนของนักข่าวสำนักดังกล่าวจำนวน 3 คน และสั่งขับไล่ออกนอกประเทศ โดยประณามบทความดังกล่าวว่าเป็นการใส่ร้ายด้วย "พาดหัวข่าวที่เหยียดเชื้อชาติ" (racially discriminatory) และ"ใส่ร้าย" (slandered) การรับมือกับโรคระบาดของจีน

ญี่ปุ่น (ต้นถึงกลางทศวรรษ 2010 และอีกครั้งราวปี 2024) กำลังเข้าสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "ทศวรรษที่สูญหาย" (lost decade) ครั้งที่สาม โดยประเทศร่วงหล่นลงมาเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสี่ของโลก หลังจากถูกเยอรมนีแซงหน้าไป นักวิจารณ์ชี้ไปที่ค่าเงินเยนที่อ่อนแอ ค่าจ้างที่หยุดนิ่ง และผู้นำประเทศที่ถูกมองว่าเป็น "ชนชั้นผู้ใหญ่ที่ไร้ความสามารถ" ที่ไม่อาจนำประเทศออกจากวังวนของปัญหาได้

โฆษณา - Advertising

เมียนมาและปากีสถาน (ยังคงไม่ฟื้นไข้) เนื่องด้วยความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ ทั้งเมียนมาและปากีสถานล้วนถูกกล่าวถึงในฐานะ "คนป่วยแห่งเอเชีย" อยู่บ่อยครั้ง ฝั่งเมียนมาเผชิญกับเผด็จการทหารครองอำนาจและสงครามกลางเมืองตั้งแต่ปี 2021 จนต้องโดดเดี่ยวตัวเอง ขณะที่ปากีสถานได้รับฉายานี้ภายหลังวิกฤตรัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจในปี 2022 อันเป็นผลจากการโค่นอำนาจของนายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน

ไทย (ปี 2025–2026  หรือเต็งหามกว่าใครในปัจจุบัน)  ไทยนับเป็นประเทศล่าสุดที่ถูกพะยี่ห้อว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวอย่างรุนแรงในสามเสาหลักทางเศรษฐกิจ (key growth engines) ได้แก่ การบริโภคและลงทุนภายใน การผลิตและส่งออก และการท่องเที่ยว การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP ติดหล่มอยู่ที่ราวร้อยละ 2 ต่อปี นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ซึ่งต่ำกว่ามิตรประเทศในภูมิภาคมาก

นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรไทยยังลดลงต่อเนื่องอย่างน้อย 4-5 ปี โดยอัตราการเกิดในปี 2025 ตกต่ำสุดในรอบ 75 ปี  ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งใกล้แตะร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในเอเชีย นักวิเคราะห์ชี้ว่าความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยาวนานหลายทศวรรษ การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการปิดกั้นพลังทางการเมืองที่ต้องการปฏิรูป ล้วนบ่อนทำลายความต่อเนื่องของนโยบายและส่งผลให้การลงทุนหดตัว นำไปสู่วิวาทะจากอดีตเสือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค กลับต้องเผชิญความท้าทายจากทศวรรษที่สูญหายด้วยบรรดาปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้น

โดยสรุป ฉายาคนป่วยแห่งเอเชียนี้ พิจารณาจากปัจจัยความยากจนเรื้อรัง รัฐบาลที่อ่อนด้อย  วิกฤตหนี้และการขอกู้ IMF  ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์สลัดทิ้งแล้วก็กลับติดหล่ม ญี่ปุ่นจวนอยู่จวนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จีนถูกตีตราอย่างเป็นที่ถกเถียงในช่วงวิกฤตโควิด-19 และไทยคือผู้ที่ถูกปักป้ายแขวนล่าสุดในปัจจุบัน ระหว่างปี 2025–2026 ทั้งนี้ ได้แต่หวังว่าเหล่าคนป่วยจะได้รับการวินิจฉัย และรักษาด้วยยาที่ถูกกับโรคอย่างแท้จริง.

โฆษณา - Advertising

 

เอกสารประกอบการเขียน (มีการใช้ AI)

https://www.nationthailand.com/news/general/40062291

https://www.nationthailand.com/business/economy/40062077

โฆษณา - Advertising

https://eastasiaforum.org/2025/12/22/thailand-the-sick-man-of-southeast-asia

https://www.philstar.com/lifestyle/the-budgetarian/2025/08/14/2465223/still-sick-man-asia-probe-philippine-economic-puzzle

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising