24 มีนาคม 2569 ณ ศาลอาญารัชดา ห้อง 604
คุณอาลีฟ (วีรภาพ วงษ์สมาน) ผู้ต้องขังเรือนจํากลางบางขวางในคดีมาตรา 112 มาศาลเพื่อฟังคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ เหตุจากการชุมนุมหน้าศาลอาญาของกลุ่ม REDEM คดีนี้เขาถูกฟ้องข้อหาละเมิดอํานาจศาลอันประกอบด้วยจําเลย 15 คน ทำให้ห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยผู้คน แคบลงถนัดตาแต่ก็อบอวลไปด้วยกําลังใจและเรื่องเล่าที่เอามาฝากสองนักคิด นักสู้ที่ยังถูกคุมขังอยู่ อย่างคุณอาลีฟ และคุณเก็ท (โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง)
ชุดออกศาลของคุณอาลีฟคือ กางเกงวอร์มสีดําใส่คู่กับเสื้อเหลืองเข้ม ผิดกับภาพจําเสื้อผู้ต้องขังไทย ขาของเขาถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่หนักหลายกิโลกรัม การจะใส่มันได้ต้องใช้เครื่องใส่ตรวนดัดงอเหล็กเส้นใหญ่ให้พันรัดขาเขาเอาไว้
“ผมเป็นนักโทษทางความคิด ไม่ใช่อาชญากรร้ายแรง” คุณอาลีฟพดู กับผู้เขียนระหว่างรอฟังคําพิพากษา
แม้ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมราชทัณฑ์จะออกแถลงการณ์ตอบโต้ประเด็นการใส่ตรวน โดยให้เหตุผลว่า “เจ้าหน้าที่เรือนจําได้ดําเนินการควบคุมตัวโดยใช้เครื่องพันธนาการ ซึ่งเป็นไปตามแบบที่กําหนดไว้ใน กฎกระทรวง... พ.ศ.2563” และการดําเนินการเป็นไปตาม SOPs (มาตรฐานการปฏิบัติงานควบคุมผู้ต้องขัง) และข้อกําหนดแมนเดลา (มาตรฐานขั้นตำ่ของสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง) นั้นเป็นไปควบถ้วน…”
ผู้เขียนเห็นว่า มันคงดีกว่านี้หากราชทัณฑ์ตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีผู้ต้องขังมากยิ่งขึ้น ไม่ควรเอาง่ายเข้าว่า แม้จะพอเข้าใจถึงปัจจัยของจํานวนผู้คุมที่มีจำนวนน้อย งบประมาณที่มีไม่มาก และการถูกละเลยจากสังคม ซึ่งปัดให้กรมราชทัณฑ์กลายเป็นหน่วยงานที่อยู่ชายขอบ การปฏิบัติจึงถูกจํากัดภายในกรอบทรัพยากร กลายเป็นว่า ‘การจํากัดสิทธิ’ ง่ายกว่า ‘การให้สิทธิ’
ในห้องพิจารณาคดี เวลา 9.20 น. นอกจากจําเลยในคดีแล้ว ยังมีครอบครัวและมิตรสหายที่แวะทักทายเขา แม้ไม่สามารถนําอะไรติดไม้ติดมือมาให้เขาได้ แต่แค่เรื่องราวนอกกําแพง อ้อมกอดจากผู้เป็นแม่ แค่นี้ก็ดูจะมากพอแล้วสําหรับอาลีฟ
เราโอกาสพูดคุยกันเล็กน้อยเรื่อง ‘ชีวิต 1 วันในแดน 2 โทษประหาร’ ของเขา ด้วยความที่บางขวางเป็นเรือนจําปิด มันจึงกลายเป็นแดนสนธยาที่เราไม่อาจล่วงรู้เรื่องราวในนั้นได้
คุณอาลีฟเล่าให้ฟังว่า เขาถูกย้ายเรือนจําช่วงต้นปีที่แล้ว จากแดน 5 เรือนจําพิเศษกรุงเทพ มายังแดน 2 เรือนจํากลางบางขวาง ซึ่งคือแดนโทษประหาร เขายอมรับตามตรงว่า “มีทัศนคติที่ไม่ดีเลยช่วงแรกที่เข้าไป ในใจคิดว่าพวกเขาต้องเป็นคนชั่วร้าย อันตราย ไม่ควรไปยุ่งด้วย” อาลีฟยังมีความกังวลเกี่ยวกับคดีทางการเมืองของเขาด้วย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปทัศนะด้านลบที่มีต่อคนเหล่านั้นค่อยๆ จางลง
“คุณรู้มั้ย พวกเขานิ่งมากเลยนะ เป็นแดนที่ไม่มีเรื่องอะไรกัน ทุกคนน่ารักมาก ทําตัวดี เพราะแค่โทษของพวกเขาขั้นต่ำคือ 15 ปี อยู่แล้ว การมีเรื่องจะทําให้ต้องติดนานขึ้น เขาไม่แลก ในนั้นเลยไม่มีเรื่องอะไรเลย ผมได้คุยกับเขามากขึ้น จึงทําให้ทัศนคติเปลี่ยนไปเยอะ จากตอนแรกที่เข้าไป เอาจริง ๆ เขาก็น่ารักนะ” คุณอาลีฟขยายความ
“เอาเข้าจริง ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ตั้งใจทําผิด มีคนนึง คดีดังเลย แต่เข้ามาเพราะเป็น ‘แพะ’ โดนโทษประหาร แต่ญาติผู้เสียชีวิตเขารู้ว่าคนนี้ไม่ได้ทํา ได้รับความไม่ยุติธรรม เขาก็ส่งเงินให้ทุกเดือน เพราะไม่รู้จะช่วยยังไง”
“แล้วผู้คนทําอะไรกันวันหนึ่งในนั้น”
“ในนั้นเหรอ เขาพยายามทํายังไงก็ได้ให้ 1 วันจบไปให้ไวที่สุด อ่านหนังสือ เตะฟุตซอล เรียนปริญญาของ มสธ. คุณรู้รึเปล่าในนั้นคนเรียนจบปริญญาตรีเยอะนะ พวกนิติ รัฐศาสตร์ เขาอยากเรียนก็ส่วนหนึ่ง แต่พวกเขาหาอะไรทําเพื่อฆ่าเวลาด้วย ทําให้หนึ่งวันจบลงให้ไวที่สุด” คุณอาลีฟเล่าต่อ
“ในนั้นมีหนังสือเยอะมั้ย”
“คุณรู้มั้ย หนังสือใหม่สุดในนี้คือปี 2567 แต่ส่วนใหญ่ที่เจอคือ 2526-2534 คือมีหนังสือใหม่น้อยมาก บางขวางเขาไม่ให้ส่งหนังสือ ทางเดียวจะได้รับก็ต้องบริจาคผ่านมูลนิธิ แต่หนังสือกจะไม่ได้มาถึงเรา เพราะหนังสือจะถูกกระจายในทุกแดน เรื่องใหญ่มากอันนี้” เขาระบายความอัดอั้น
“แล้วคุณอาลีฟทําอะไรในหนึ่งวัน”
“ก็ทํายังไงก็ได้ให้มันผ่านไปไวๆ เตะฟุตซอล ตะกร้อ อ่านหนังสือ แต่ถ้านับตั้งแต่เช้าก็คือ ออกมาจากเรือนนอน อาบน้ํา กินข้าว ใช้ชีวิตปกตินี่แหละ เหมือนๆ กันทุกวัน”
“แล้วอาหารเป็นยังไง เห็นเขาบอกว่าอาหารดีกว่าเรือนจำหลายที่”
“อาหารดีมาก ตกใจเหมือนกัน ต่างจากเรือนจําพิเศษกรุงเทพเลย คืออาหารหลวงดีกว่ามาก ถ้าให้พูดที่ชอบที่สุดคือพะโล้ อร่อย รสชาติดี ถึงจะไม่มีไข่ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับของเบิกเลย แกงเกี้ยมฉ่ายคือเฟี้ยวอะ แต่ที่เหี้ยคงเป็นแกงจืดวุ้นเส้นเห็ดหูหนู ต้มไก่มันเทศ เหมือนเอาไก่ปลดระวางที่เหนียวและเหม็นมาทํา แต่โดยรวมคือ อร่อย กินได้” คุณอาลีฟเล่าด้วยความประหลาดใจ
“แล้วอาหารซื้อล่ะ เป็นไง”
“ของเบิกเหรอ ก็ราคาสมเหตุสมผลกับวัตถุดิบ ไม่ได้แย่ แต่ของหลวงกินได้ เราก็กินของหลวง”
“จะว่าไป ผู้คุมต่างจากพิเศษเยอะมั้ย เขาทําอะไรคุณมั้ย” เรานึกถึงความเงียบที่ปรากฏในดินแดนแห่งนั้น ที่แทบจะไม่มีข่าวสารใด ๆ หลุดออกมา
“เจ้าหน้าที่เหรอ ทํางานเต็มร้อยอะ ที่อื่นไม่มีการตามเอกสารหรือเดินเรื่องให้เรา แต่ที่บางขวาง การเดินเอกสาร คําร้อง เอกสารคดี วันลดโทษ ชั้น เจ้าหน้าที่ทําให้หมด ทําด้วยใจ คือเขาทํางานจริงๆ ทําตามหน้าที่ของเขา อย่างเราเคยยื่นเอกสารไปเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เราคิดว่ามันช้า เลยลองไปถาม เจ้าหน้าที่เขาโทรถามให้เลย แล้วตามให้หมดเลย คือมันดีมากอะ” อาลีฟตอบ
“สุดท้ายแล้ว กําลังใจเป็นยังไงบ้าง”
“มันดีขึ้น เราเห็นวันของเราที่จะได้กลับ จะได้กลับไปหาครอบครัว ลูก แต่ในแต่ละวันมันชาขึ้นแทน พอรู้อย่างนี้เพราะเราอยู่เพื่อรอ”
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกมายืนตามคําพิพากษาเดิม คือรอการลงโทษ จึงทําให้ ‘เดือนกันยายน’ ของปีนี้ เขาจะได้รับอิสรภาพ กลับไปหาครอบครัวอย่างที่เขาหวัง
