Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มีมุขตลกจากปราชญ์ชาวสโลวาเนียนที่เล่าว่า คนงานในโรงงานแห่งหนึ่งถูกหมายหัวว่าเขามักขโมยของออกจากโรงงาน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจ ดังนั้นทุกๆเย็นเขาจะถูกยามตรวจค้นเป็นพิเศษ แต่แล้วก็ไม่เคยพบของกลางเลย นอกเสียจากรถเข็นติดล้ออันว่างเปล่าที่เขาลากกลับบ้านไปทุกครั้ง ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่คนงานผู้นี้ขโมยก็คือ “รถเข็น”  

ความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องนี้คืออะไร  เล่ห์กลของคนงานที่หลอกลวงเรา หรือมันอยู่ที่ข้อจำกัดของสายตาเราเอง จริงหรือไม่ที่เรามักมองข้ามและปล่อยผ่านสิ่งที่เห็นอยู่ตำตา เพราะยิ่งเพ่งหาของที่ถูกขโมยมากเท่าใด เรายิ่งละเลยของที่ถูกปล้นจริง ๆ ภาพเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์ “ความรุนแรง” เพราะมันดึงความสนใจให้เราจดจ่ออยู่กับฉากต่อสู้ของพระเอกและผู้ร้าย จนท้ายที่สุด เราอาจมองเห็นทุกอย่างยกเว้นภาพสยดสยองที่ถูกเซ็นเซอร์ไว้ 

“สลาวอย ชิเชค” เจ้าของเรื่องเล่าใช้มุกตลกนี้เพื่อก่อกวนวิธีคิดของเราเรื่อง “ความรุนแรง” โดยเฉพาะภาพจำของสังคมว่าความรุนแรงคือ การที่วัยรุ่นต่อยกันในวันสงกรานต์ ครูเฆี่ยนตีนักเรียนที่แต่งตัวผิดระเบียบ และซากปรักหักพังจากการยิงขีปนาวุธในสงคราม เขาเรียกมันว่า “ความรุนแรงเชิงอัตวิสัย” เพราะมันคือภาพที่เรารับรู้ เห็นตัวผู้กระทำชัดเจน และถูกตอกย้ำซ้ำๆ ผ่านสื่อ

ทว่ามันอำพรางความรุนแรงชนิดหลังที่เรียกว่า “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” นั่นคือการที่เราถูกยัดเยียดความหมายของ “ภาษา สัญลักษณ์” หรือคำอธิบายที่ทำให้เรามองโลกอีกแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เช่น การที่ประธานบริษัทกล่าวต้อนรับพนักงานใหม่ว่า "ทีนี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” เพราะฟังแล้วมันดูเป็นภาษาที่อบอุ่น แต่ในโลกธุรกิจความสัมพันธ์ที่แท้จริงคือ "สัญญาจ้าง" ที่มีการแลกเปลี่ยนแรงงานกับค่าจ้าง ซึ่งพอถูกยัดเยียดด้วยคำว่า “ครอบครัว” เส้นแบ่งของสิทธิแรงงานจะเริ่มเบลอ เราจึงถูกขอให้ทำงานล่วงเวลาโดยไม่จ่าย OT เพราะเป็นพี่เป็นน้องกันก็ต้องช่วยๆ กัน

เมื่อหันมาดูความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่คนธรรมดาอย่างเรากลับรู้สึกถึงถึงผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อมันส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้คือ “ความรุนแรงที่จับต้องได้” เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตของเราได้ขยับราคาตามไปด้วย หากมันเบนสายตาในสิ่งที่ผู้คนยิ่งสงสัย เมื่อราคาน้ำมันภายในประเทศที่ดูเหมือนจะผันผวนไปตามข่าวลือว่า “หากน้ำมันราคาถูกจะมีการจำกัดการขาย แต่พอราคาสูงขึ้นอีกเท่าตัว น้ำมันก็จะมีขายอย่างไม่จำกัด” เสียงสบถจากชาวบ้านคล้ายว่า “เดาไม่ถูกแค่เรื่องหวย” สิ่งที่เหมือนกับความบังเอิญนี้เกิดขึ้นจากอะไร ? ซึ่งเรามักได้คำตอบที่แห้งแล้งตามสภาพอากาศว่า

     “สงครามมันทำให้น้ำมันแพงอยู่แล้ว”

     “น้ำมันแพงก็เพราะกลไกตลาด”

     “กลไกตลาดคืออุปสงค์และอุปทาน” 

ฟังดูก็สมเหตุสมผล แลดูเป็นวิทยาศาสตร์ และเหมือนไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไร ประหนึ่งว่าสงคราม คคือแรงโน้มถ่วงหรือฤดูกาล ที่เมื่อมันมาถึงแล้ว เราก็ทำได้เพียงปรับตัว อดทน และใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่สงสัยบ้างหรือว่า “สงครามและกลไกตลาด” มันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของมนุษย์ 

     ใครจะกำหนดโครงสร้างราคาพลังงาน ?

     ใครได้กำไรจากความผันผวน ?

     ใครต้องเป็นคนแบกรับต้นทุน ?

     หรือแม้แต่ใครคือ “ไอ้โม่ง” ที่รัฐบาลกำลังตามหา ?

คำว่า “สงครามและกลไกตลาด” ในความหมายชุดนี้ จึงทำหน้าที่ปลอบประโลมความโกรธเกรี้ยวของผู้คนให้ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ คล้ายกับมุกตลกที่เราเอาแต่จ้องไปที่ “ฉากเลือดสาดว่าใครรบกับใคร น้ำมันจะขึ้นลงเท่าไหร่” แต่ไม่ได้โกรธมากพอที่จะค้นหาว่าใครกำลังฉวยโอกาสจากวิกฤตินี้ แน่นอนว่าเราคงไม่ไปก้าวก่ายงานสืบสวนของตำรวจ หากจะชวนผู้อ่านขุดค้นลงไปในระดับความคิดผ่านเลนส์ปรัชญาของ “สลาวอย ชิเชค”  


ผมเป็นนักปรัชญา ไม่ใช่นักบำบัด ถ้าคุณอยากรู้สึกดีขึ้นให้ไปหาไลฟ์โค้ชหรือไม่ก็จิตแพทย์

สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาผู้มีขอบเขตความสนใจที่กว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่ระบบทุนนิยม จิตวิเคราะห์ สิทธิมนุษยชน การเมือง ภาพยนตร์ ลามไปจนถึงความรัก เขามักนำองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมผสานเพื่อสร้างมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อ “วัฒนธรรมร่วมสมัย” (pop culture) หากเราต้องการใช้แนวคิดของชิเชคเพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมผู้จำนวนมากจึงมองว่าปรากฎการณ์ “ราคาน้ำมันแพง” คือความปกติของกลไกตลาดที่ต้องแบกรับ เราอาจเริ่มต้นทำความเข้าใจจากแนวคิดเรื่อง “อุดมการณ์” ของเขา 

เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “ผมมีอุดมการณ์ , อุดมการณ์คือพี่น้องประชาชน” ตกลงอุดมการณ์มันคืออะไร นักมาร์กซิสม์รุ่นเก๋า หลุยส์ อัลธูแซร์ (louse Althusser) เคยตั้งต้นอธิบายในทำนองว่า มันคล้ายภาพในหัวของเราที่คอยตีกรอบว่า เราจะมีมุมมองต่อเรื่องที่พบเจออย่างไร ซึ่งอุดมการณ์จะทำหน้าที่ “เรียก” (interpellation) ให้เรากลายเป็นคนแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ลองนึกภาพตามว่า หากตำรวจตะโกนว่า “หยุดนะ!” ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ในวินาทีที่คุณหันกลับไป คุณก็ได้ยอมรับโดยปริยายว่า เสียงนั้นได้เรียกคุณ และก็เท่ากับว่าคุณคือผู้ต้องสงสัยทันที

ภาพในหัวเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราจินตนาการขึ้นมา แต่มาจาก “กลไก” ที่อยู่รายล้อมชีวิตเราอย่างคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ยูทูบเบอร์ที่ติดตาม ตัวอย่างเช่น หากโรงเรียนสอนให้เราท่องจำว่า “เด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน” ความคิดนี้จะฝังอยู่ในหัวเราจนกลายเป็นกรอบในการมองโลกว่า “สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นแบบนี้” ดังนั้น เมื่อมีใครเสนอว่า “เด็กดีอาจมีหน้าที่ 20 อย่างก็ได้” เราก็จะรู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเราไตร่ตรองแล้ว แต่เพราะมัน “ไม่ตรงกับเสียงในหัว” จนมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีกลไกรัฐใดนอกจากโรงเรียน ที่สามารถบังคับเด็กให้นั่งฟังอย่างสงบนิ่งได้วันละ 7-8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5-6 วัน ต่อเนื่องกันไปหลายปี” ในแง่นี้อุดมการณ์จึงคล้ายสิ่งที่เราถูกหลอกลวงว่าภาพในหัวคือความจริงหนึ่งเดียว

ในมุมของชิเชค อุดมการณ์อาจทำงานคล้ายๆ กับภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” โดยมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ถูกจำลองขึ้น (Matrix) และทุกคนเชื่อว่ามันคือโลกความจริง สะท้อนจากฉากสำคัญที่ตัวเอก “Neo” สามารถเลือกได้ว่า จะกินยาเม็ดสีน้ำเงินเพื่อลืมทุกอย่างแล้วใช้ชีวิตสุขสบายในโลก Matrix ต่อไป หรือเลือกยาเม็ดสีแดงเพื่อตื่นจากภาพลวงเพื่อเห็นโลกความจริงที่โหดร้าย แต่บทสรุปของชิเชคไปไกลกว่านั้นมาก เพราะต่อให้เราเลือกกินยาเม็ดสีแดง โลกความจริงก็อาจถูกจัดวางอุดมการณ์อีกหนึ่งชั้นซ้อนไว้อยู่ดี เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า “เด็กดีควรมีหน้าที่แค่ 20 อย่าง”  


 “มือที่มองไม่เห็น” กับเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบผีถ้วยแก้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามย่อมมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่าง โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจึงมักถูกอธิบายผ่านกรอบของ “กลไกตลาด” ว่าเป็นผลจากอุปสงค์และอุปทาน กล่าวคือ เมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจลดลง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังคงอยู่หรือเพิ่มสูงขึ้น ความไม่สมดุลระหว่าง “ของที่มี” กับ “ความต้องการ” ได้ผลักให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทว่าในบริบทไทย ราคาน้ำมันที่ผันผวนตามคำทำนาย กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรหยิบยกความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นอภิปราย พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงการมีอยู่ของ “ไอ้โม่ง” ที่อาจกักตุนน้ำมันอยู่เบื้องหลังวิกฤตดังกล่าว

ภาพของ “ไอ้โม่ง” ในที่นี้อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง แต่อาจหมายถึงเครือข่ายของผู้มีบทบาทในห่วงโซ่พลังงาน ตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงผู้กำหนดจังหวะการกระจายสินค้า ที่มีศักยภาพในการชะลอหรือเร่งการปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ภายใต้เงื่อนไขที่ราคามีความผันผวนสูง ลองนึกภาพสถานการณ์ที่น้ำมันไม่ได้ถูกนำออกมาจำหน่ายทั้งหมดในคราวเดียว แต่ถูก”พักไว้” ในช่วงเวลาที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะทยอยปล่อยออกสู่ตลาดในจังหวะที่ราคาสูงขึ้น หากอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางธุรกิจก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า มีบางอย่างกำลังถูกจัดวางอยู่เบื้องหลัง มากกว่าจะเป็นเพียงการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติของสิ่งที่เราเรียกว่า “กลไกตลาด”

แม้ความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันจะกระจายไปในวงกว้าง แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงยึดถือคำอธิบายที่ว่า “ในยามสงครามน้ำมันที่ไหนก็แพงทั้งนั้น เทวดาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ” การหาคำตอบว่ากลไกตลาดทำงานอย่างไร จึงไม่น่าสนใจเท่ากับว่า “เรากำลังมองเห็นกลไกตลาดด้วยอุดมการณ์แบบใด”

ภาวะจำยอมในข้างต้นล้วนเผยให้เห็นว่าเครื่องมือในการทำความเข้าใจกลไกตลาดคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคของ Adam Smith โดยเฉพาะเรื่อง “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) ที่อธิบายว่า เกิดจากการตัดสินใจของแต่ละคน ซึ่งมุ่งแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด โดย“ราคา” จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายค่อยๆปรับพฤติกรรมเพื่อหาสมดุล ราวกับมีพลังบางอย่างคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง เช่น ในตลาดผลไม้ ไม่มีใครบอกเกษตรกรว่าต้องปลูกอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าช่วงไหน “มะม่วงแพง” คนก็อยากปลูกมากขึ้น พอปลูกมากขึ้น มะม่วงก็ล้นตลาด ราคาก็ลดลงเอง คำอธิบายนี้ถูกโต้แย้งจากนักต่อต้านระบบทุนนิยมว่าคล้ายกับ “การเล่นผีถ้วยแก้ว” คือเราทุกคนต่างใช้นิ้วชี้จุ่มลงในแก้วเพื่อแสวงหาคำตอบ ทั้งเราก็รู้อยู่เต็มอกว่ามี คนใด คนหนึ่ง ออกแรงผลักว่าคำตอบคืออะไร แต่ทุกคนก็แกล้งบอกว่าวิญญาณเป็นผู้นำพา 

นี่คือ “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” ที่ไม่ได้ปรากฏในรูปของการปะทะหรือการทำร้ายใครโดยตรง แต่แฝงตัวอยู่ในวิธีคิดที่ถูกจัดระเบียบว่า “มันก็เป็นแบบนี้เอง” และย้ำเตือนว่าอุดมการณ์ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา มันแทบจะไม่สำคัญเลยว่า “ไอ้โม่ง” ใครคือ ตราบใดที่เรามีวัตรปฏิบัติแบบสิ้นหวัง และยังร่วมใน “พิธีกรรม” นั้นอยู่ เราก็แค่ย้ายออกจากโลกความจริงชุดหนึ่ง (The Matrix) ไปยังความจริงอีกชุดหนึ่ง ซ้ำร้ายเรายังกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในความรุนแรงนั้น เพราะมือที่ยังสัมผัสกับแก้ว และปากที่ขยับตามบทสวด 

 

เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก

ในแง่นี้กลไกตลาดจึงถูกนิยามผ่าน “ความจริง” ที่อุดมการณ์ชุดหนึ่งผลิตขึ้น มือที่มองไม่เห็นทำงานเสมือนสิ่งที่ชิเชคเรียกว่า “Big Other” ซึ่งเป็นอำนาจเชิงสัญลักษณ์ที่แม้มันจะไม่มีตัวตนจริง เรากลับเชื่อว่ามันรับรองความชอบธรรมให้กับความรุนแรงเหล่านั้น  เช่น เจ้าหน้าที่รัฐเข้าทำร้ายกลุ่มผู้ประท้วงจนเสียชีวิต และอ้างว่า “เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อย” 

“Big Other” ทำให้เหตุการณ์อย่างโควิด-19 , น้ำท่วมหาดใหญ่ และค่าฝุ่น pm 2.5 กลายเป็นผลงานการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า (สิ่งที่อยู่เหนือเรา) เราจึงไม่สนใจแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ทั้งยังปกปิดความรุนแรงแบบภววิสัยที่แทรกแม้แต่อยู่ในอณูของชีวิต ดังการที่เรา “ไม่รับถุงจากร้านค้า” ซึ่งเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงโลก กลับกลายว่าเราแค่กำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนรักษ์โลก และลืมตรวจตราว่าร้านค้าได้ขโมยค่าถุงที่ทุกๆคนต้องซื้อไปปีละกี่ล้าน หรือหากเราจะเห็นด้วยกับการบริจาคทุนการศึกษาให้เด็กยากจนซัก 100 คน เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตของเขา แต่ก็ถือเป็นการกลบฝังถึงการสร้างนโยบายสวัสดิการด้านการศึกษาในภาพรวม


ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นั่นคือภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกต้องจ่าย

แล้วเราจะออกจากอุดมการณ์ในโลกของ Matrix นี้กี่โมง ? ในมุมของชิเชคไม่ได้เชื่อว่ามี “ทางออก” แต่เสนอให้เราหยุดเล่นตามบทที่อุดมการณ์กระสหลักกำหนดไว้ เปรียบได้กับการท้าทายผีถ้วยแก้ว เมื่อนึกถึงการที่ผู้เล่นทุกคนถูกทดสอบด้วยการปิดตา เราจึงเริ่มตระหนักว่าคำตอบไม่ได้มาจากวิญญาณลี้ลับ แต่เกิดจาก “ideomotor effect” ที่มีกลไก 3 อย่างคือ ความคิด (คิดว่าแก้วจะไปทางนี้) ความคาดหวัง (เดาว่าควรเป็นแบบนี้) และจินตนาการ (นึกภาพล่วงหน้า) ทำให้เกิดแรงขนาดเล็ก (ระดับไมไคร) ที่ผลักแก้ว เมื่อคนในวงผีถ้วยแก้วมองไม่เห็น แรงเหล่านี้จึงไม่สามารถประสานกันได้ คำตอบจึงสะเปะสะปะ 

ข้อเสนอต่อมาในทางปฏิบัติ แม้จะตีความได้ยาก แต่ชิเชคเสนอให้สร้าง “ความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์” (ไม่ได้หมายถึงการมีใบอนุญาตเพื่อทำร้ายคน) คือการตัดขาดจากกติกาเดิม และสร้างปฏิกิริยาต่อต้านของประชาชนที่ไม่ถูกรับรองความชอบธรรรมของโดย Big Other ดังการสร้างปารีสคอมมูน (Paris Commune) ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของช่วงเวลาที่ประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติระเบียบทางการเมืองใหม่ในสังคมฝรั่งเศส (ชิเชคเสนอ) หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนเก็บเห็ด หาไข่มดแดง และเก็บของป่าขาย ที่พยายามลุกฮือต่อต้านอำนาจรัฐเพื่อบอกกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้ใหญ่โตมากพอที่จะทำให้ประเทศไทยถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น” (ผู้เขียนเสนอ) ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นทางออกที่กระอักกระอ่วน เพราะมันไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ใดเลย เพียงเปิดพื้นที่ให้ทุกอย่างเป็นไปได้ รวมถึงความล้มเหลว 

เมื่อคุณฟังข้อเสนอของชิเชคแล้วคุณอาจจะหันมาตะโกนใส่ผู้เขียนแทนว่า เพ้อเจ้อ! แต่นี่แหละคือทางออกที่ยียวนของเขา เพราะการเมืองในตัวตนชิเชคคือ “การเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ดูเหมือนไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขปัจจุบัน “การปฏิวัติ” (revolution) ไม่ได้มีสูตรสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง แต่มันมีศักยภาพเพียงอย่างเดียวนั่นคือการ “ตัดวงจร” ของวิกฤติที่หมุนซ้ำอย่างไม่รู้จบ เพราะต่อให้เรารู้ว่า “ไอ้โม่ง” คือใคร มันก็อาจเป็นแค่การเปลี่ยนรายชื่อของผู้เล่น โดยที่กติกาของเกมยังอยู่กลุ่มผู้ควบคุมโครงสร้างทุนทางพลังงาน

บทสรุปอาจฟังดูหดหู่จนทำให้เราอยากเดินไปพบ “ไลฟ์โค้ช” ตามที่เขาประชดไว้ เพราะท้ายสุดแล้ว โลกเก่าจากยาเม็ดสีน้ำเงินคงทำให้เราได้แค่เคลิ้มฝัน และยาเม็ดสีแดงที่แม้จะช่วยให้ตื่น แต่ก็ไม่ได้นำเราไปสู่โลกยูโทเปียที่สวยงาม การที่ยังเล่นผีถ้วยแก้ว และร่วมท่องบทสวดในพิธีกรรมนั้นอาจเป็นการช่วยปกปิดมือที่มองไม่เห็นต่อไป จนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กลายเป็นภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกที่ต้องจ่าย ดังนั้น หากจะเสนอทางเลือกใหม่สำหรับหนังเรื่อง “The Matrix” สิ่งที่เราต้องค้นหาอาจเป็นยาเม็ดสีใหม่ หรือไม่ “ก็คงต้องหาจิตแพทย์ !!!  

 

 

อ้างอิง

เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ. (2564) เริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น : ทฤษฎีสังคมนิยมมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21. อิลลูมิเนชัน อิดิชัน 

สรวิศ ชัยนาม. (2558) Slavoj Zizek: ความรุนแรงและการเมืองเพื่อการปลดปล่อย. (กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์, ผู้แปล) ศยามปัญญา

สิงห์ สุวรรณกิจ และทินกฤต สิรีรัตน์. (2024). ว่าด้วยอุดมการณ์และโครงสร้างของหลุยส์ อัลธูแซร์: สำรวจงานศึกษาในไทยและข้อเสนอในการอ่านใหม่. มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 25(1), 159–188

Adamczak, B. (2017). Communism for Kids. Cambridge, MA: MIT Press.

Mankiw, N. G. (2021). Principles of economics (9th ed.). Cengage Learning.

Wegner, D. M. (2002). The illusion of conscious will. MIT Press.

Žižek, S. (2008). The sublime object of ideology. Verso.

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง