กรุงเทพมหานครเริ่มโครงการ "ห้องหลบร้อน" เป็นปีแรก เปิดพื้นที่ติดแอร์ในสำนักงานเขต โรงเรียน วัด และศูนย์บริการสาธารณสุขรวม 313 แห่ง พร้อมจุดคลายร้อนในพื้นที่สีเขียวอีก 279 แห่งทั่วกรุง ตั้งแต่กลางมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยมีผู้ใช้งานสะสมแล้วกว่า 1.2 แสนคนใน 1 เดือน แต่การลงพื้นที่พบว่าบางจุดยังมีผู้ใช้น้อย เนื่องจากประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึงและป้ายบอกทางไม่ชัดเจน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความร้อนชื้นแบบไทยอันตรายกว่าความร้อนแห้งในทะเลทราย เพราะร่างกายระบายความร้อนได้ยากกว่า
กรุงเทพฯ - ปลายเดือนเมษายน อากาศกรุงเทพฯ ร้อนจัด โดยเมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมา คาดว่าอาจเป็นวันที่อากาศร้อนที่สุดในรอบปี มีอุณหภูมิสูงสุด 35–36°C และอุณหภูมิที่รู้สึกจริง (RealFeel) อาจสูงถึง 40–46°C
พื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพฯ มักจะร้อนกว่ารอบนอกอย่างชัดเจน เนื่องจากพื้นเมืองกักเก็บความร้อนยิ่งกว่าพื้นที่เกษตรกรรมและมีกิจกรรมสร้างความร้อนมาก
พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร เผยในงานเสวนา Policy Talk ที่ Glowfish Workspace เมื่อวันที่ 26 เมษายน ว่ากทม.กำลังรับมือความร้อนอย่างเป็นระบบ และให้บริการ “ห้องหลบร้อน” เป็นปีแรก ซึ่งมีผู้ใช้งานสะสมถึง 120,000 คนตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
สำรวจ “ห้องหลบร้อนกรุงเทพ”
กทม.เปิดโครงการ “ห้องหลบร้อน” (cooling centers) เป็นปีแรก เป็นการเปิดพื้นที่สาธารณะติดแอร์ให้ประชาชนเข้าใช้คลายร้อนรวมทั้งสิ้น 313 แห่งและ “จุดคลายร้อน” พื้นที่สีเขียวอีก 279 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ผู้สื่อข่าวสุ่มลงพื้นที่สำรวจห้องหลบร้อนในเขตวัฒนา พบว่า มีห้องหลบร้อนติดแอร์ทั้งหมด 7 จุด พัฒนาจากพื้นที่ในสำนักงานเขต โรงเรียน วัดและศูนย์บริการสาธารณสุขกับศูนย์นันทนาการชุมชน โดยผู้ใช้งานมักเป็นคนมีพฤติกรรมมาทำกิจกรรมแถวนั้นอยู่แล้ว และมานั่งรอฆ่าเวลา เช่น คนขายของหาบเร่หรือผู้ปกครองรอรับลูก
ผู้สื่อข่าวพบว่าโดยรวมแล้ว มีการจัดห้องให้บริการ พร้อมน้ำดื่มและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นจัดสำหรับอาการป่วยจากความร้อน แต่ละจุด มีผู้รับผิดชอบ ที่พร้อมต้อนรับประชาชนและเผยว่า เป็นโครงการที่ดี ไม่ได้รู้สึกภาระงานเพิ่มขึ้น
แต่พบว่า ยังมีผู้ใช้บริการน้อยราวหลักหน่วย โดยเจ้าหน้าที่เขตวัฒนาสันนิฐานว่า ยอดผู้ใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์บริการบางแห่งที่คนไปทำกิจกรรมเป็นประจำอยู่แล้วอย่างสวนลุมพินี ผู้สื่อข่าวยังพบว่า ถึงจะมีป้ายโครงการหน้าห้อง พบว่ายังขาดป้ายบอกทางที่ชัดเจนหน้าทางเข้าสถานที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคาร ซึ่งยังไม่ทราบว่าสถานที่ตนดูแลให้บริการนี้
ที่สำนักงานเขตวัฒนาในช่วงเช้าวันที่ 27 เมษายน พบว่า ห้องหลบร้อนอยู่ในห้องประชุมชั้น 6 ซึ่งในวันดังกล่าว มีการประชุมภายใน จึงไม่เปิดให้ใช้งาน ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้สื่อข่าวนั่งรอในเก้าอี้นอกห้อง ซึ่งอยู่ในโซนเครื่องปรับอากาศเช่นกัน พร้อมแจ้งว่า ปัจจุบัน ยังมีคนใช้ราว 2-3 คน โดยเป็นคนในตึกที่ทำงานเอง เนื่องจากยังเป็นโครงการใหม่ ประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง
ขณะไปที่โรงเรียนวัดภาษี พบว่า มีผู้ใช้บริการ 1 ราย โดยมานอนพัก-ช่วยดูแลลูกระหว่างรอภรรยาทำงานเป็นแม่บ้านประจำโรงเรียน ส่วนตัวรู้สึกได้ประโยชน์ โดยเลือกไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ ด้านว่าที่ร.ต.เชาวพัฒน์ ทางสุข พนักงานธุรการ ผู้ดูแลห้องนี้เผยว่า ยังมีผู้ใช้งานน้อยเพราะคนในละแวกชุมชนยังเลือกอยู่บ้าน อีกทั้งยังเป็นช่วงปิดเทอมที่นักเรียนส่วนใหญ่กลับต่างจังหวัด
เมื่อสอบถามว่าโรงเรียนกังวลถึงความปลอดภัยที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาโรงเรียนไหม เจ้าหน้าที่อธิบายว่า
“มาได้เลยนะครับ เรื่องปลอดภัยไม่กังวลเพราะเรามียามเฝ้าอยู่ และผู้ใช้งานต้องแจ้งกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะเป็นคนพามาที่ห้อง” ร.ต.เชาวพัฒน์ อธิบาย
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้ไปจุดหลบร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวให้ร่มเงา ที่วัดภาษีริมคลองแสนแสบ ทางวัดได้ต่อยอดจากสวนและศาลาที่มีอยู่แล้วจัดเป็นมุมนั่งพัก พร้อมพัดลม
“คิดว่าการมีห้องหลบร้อนมันดีนะคะ ช่วยเป็นทางเลือกคลายร้อนให้กับคนที่ไม่มีเงินไปห้าง” ดารารัตน์ รัตนเรือง เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์นันทนาการเขตวัฒนา ชี้
สำนักงานเขตวัฒนาเปิดห้องประชุมให้บริการห้องหลบร้อนในเวลาราชการ
มุมหลบร้อนในวัดภาษี เขตวัฒนา
ห้องหลบร้อนที่ศูนย์นันทนาการชุมชนเขตวัฒนา
ทำไมเมืองถึงร้อน
รายงานวิจัยสถานการณ์และข้อเสนอรับมือความร้อน Shaping a Cooler Bangkok โดยธนาคารโลก เผยว่า ในปี 2562 คลื่นความร้อนเป็นสาเหตุให้เกิดการตายที่เพิ่มขึ้นจากการตายตามปกติในอดีตในช่วงเวลาเดียวกันถึง 421-1,174 รายในกรุงเทพฯ
ช่วงพ.ศ. 2503-2543 กรุงเทพเคยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 28-30°C แต่คาดว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอีก 2.5°C (ตามการคาดการณ์ฉากทัศน์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับกลาง) ทำให้เกิดคลื่นความร้อนบ่อยและยาวนานกว่าเคย
สภาพแวดล้อมเมืองนั้นเผชิญปัญหาความร้อนรุนแรงกว่าพื้นที่นอกเมือง เนื่องจาก “ปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง” (Urban Heat Island) ซึ่งประกอบจากหลายปัจจัย ทั้งมีอาคารคอนกรีต ดูดซับความร้อนได้ดีและระบายออกช้า ขณะเดียวกัน พื้นที่สีเขียวน้อยและยิ่งคนเยอะ ยิ่งมีกิจกรรมสร้างความร้อนมากอย่าง ใช้เครื่องปรับอากาศและรถยนตร์
“ความเสี่ยงทางสุขภาพจากความร้อนในเมืองนั้นประกอบขึ้นจาก 3 มิติ คือ ความรุนแรงของคลื่นความร้อน การสัมผัสรับความร้อนของเมืองและความเปราะบางของแต่ละกลุ่มคน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและเด็ก” ภัทร์ สรรพอาษา อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ และหนึ่งในทีมวิจัยเบื้องหลังรายงาน กล่าวในงานเสวนา
เธอยังย้ำว่า ทุก 1 องศาที่ร้อนขึ้นทำให้มีคนเสียชีวิตมากขึ้นและยังเสียศักยภาพการทำงาน กระทบเศรษฐกิจ ดังนั้นการออกแบบมาตรการต่างๆ จึงต้องคำนึงถึงรายละเอียดความแตกต่าง
ค่าปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมืองแสดงให้เห็นว่า เขตกลางเมืองเผชิญความร้อนสูงกว่าเขตรอบนอกอย่างมีนัยยะสำคัญเนื่องจากมีพื้นที่สีเขียวน้อยและกิจกรรมมนุษย์มาก | ข้อมูลจากรายงาน Shaping a Cooler Bangkok (มีนาคม 2568)
ร้อนแบบไทยน่ากลัวกว่าร้อนแบบทะเลทราย
“ช่วงนี้อากาศชื้นด้วย เสี่ยงเป็นฮีทโสตรค ร้อนแห้งแบบตะวันออกกลาง ไม่น่ากลัว ร้อนและชื้นอย่างบ้านเรา เพราะร่างกายระบายความร้อนได้น้อยลง” ผู้บริหารความยั่งยืน กรุงเทพฯ อธิบาย
“ความชื้นสัมพัทธ์” ในอากาศส่งผลต่อเหงื่อ หากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศร้อน แต่มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำประมาณ 40-45% ร่างกายจะขับเหงื่อให้ระเหยออกมาได้ดี ทำให้ผิวแห้งและไม่ค่อยรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ เรียกอากาศแบบนี้ว่า “ร้อนแห้ง” (dry heat)
แต่ในสภาพอากาศที่อุณหภูมิสูงควบคู่กับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงมาก มักเกิน 80-90% (humid heat) ทำให้รู้สึกเหนียวตัว อบอ้าว ร่างกายระบายเหงื่อได้ยาก
ยิ่งร่างกายร้อน ยิ่งเสี่ยงเป็นลมแดด (heat stroke) ซึ่งแสดงอาการได้หลายรูปแบบ เช่น อากาศร้อนแต่เหงื่อไม่ออก เวียนหัว หน้ามืด อ่อนแรง ใจเต้นเร็ว หรือคลื่นไส้ อาเจียน
นอกจากตัวเลขอุณหภูมิแล้ว องค์กรอนามัยโลกแนะนำให้ประชาชนดู “ดัชนีความร้อน” (Heat Index) ซึ่งนำอุณหภูมิของอากาศรอบตัวมาคำนวณร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เป็นอุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์รู้สึกได้จริงในขณะนั้น
การดูอุณหภูมิในมือถือมักระบุ ทั้งเลขอุณหภูมิและดัชนีความร้อนที่ร่างกายมนุษย์ "รู้สึกได้จริง" (Feels Like)
รับมือร้อนอย่างเป็นระบบ
หลายประเทศในเอเชียกำลังพัฒนาแผนปฏิบัติการรับมือความร้อน (Heat Action Plan) เพื่อหาทางรับมือ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อินเดียเป็นประเทศที่นำร่องในเรื่องนี้ โดยเริ่มออกแผนปฏิบัติการรับมือความร้อนครั้งแรกในปี 2556 ที่เมือง Ahmedabad หลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงสามปีก่อนหน้า นำไปสู่การเตือนภัยประชาชนล่วงหน้า ติดตั้งห้องฉุกเฉินรับมืออาการที่เกี่ยวข้องกับความร้อนและติดตั้งระบบระบายความร้อนที่ป้ายรถเมล์และส่งเสริมการปรับปรุงบ้านให้ถ่ายเทความร้อน
ด้านกทม.เองก็มีแผนแล้วเช่นกัน พรพรหม เผยว่า กทม.กำลงรับมือภัยร้อน ทั้งในระยะสั้นและระยาว โดยระยะสั้นช่วงหน้าร้อน เป็นการเปิดห้องหลบร้อนและเตือนภัย ให้ความรู้ประชาชนทั้งออนไลน์และออฟไลฟ์ว่าระดับความร้อนอยู่ในขั้นไหน กระทบสุขภาพอย่างไร เช่น ที่โรงเรียน จะมีการประกาศ “ธงความร้อน” บอกระดับความรุนแรงในแต่ละวันผ่านสีธง
ในระยะยาว เร่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งเป็นสวนเล็ก 15 นาทีใกล้บ้าน และส่งเสริมที่เกษตรเดิม เช่น สวนมังคุดหรือทุเรียนในฝั่งธนบุรี ซึ่งทุกวันนี้กำลังเปลี่ยนเป็นพื้นที่บ้านจัดสรรจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังสำรวจกลุ่มเสี่ยงในแต่ละเขต ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ เด็ก ชุมชนแออัด ซึ่งบ้านมักจะเป็นหลังคาสังกะสียิ่งสะสมความร้อนและไม่มีการระบายอากาศที่ดี รวมถึงคนทำงานกลางแจ้ง เช่น ก่อสร้าง วินมอไซต์ หรือแม้แต่พนักงานของกทม.เองอย่างเจ้าหน้าที่โยธาและเจ้าหน้าที่สวน
“เราพัฒนาห้องและจุดหลบร้อนสำหรับชุมชนแออัด เน้นให้อยู่ในระยะเดินได้ 10 นาทีเพราะชุมชนไม่มีรถส่วนตัว เช่น โรงเรียนและวัดในชุมชน ปัจจุบัน ชุมชนแออัดเข้าถึงจุดบริการแล้ว 500 แห่งแล้ว ยังมีอีกกว่า 100 แห่ง ยังเข้าไม่ถึง เจ้าหน้าที่อนามัยกำลังทำงานเชิงรุก เข้าไปเยี่ยมหา แนะนำการดูแลสุขภาพ” พรพรหม อธิบาย พร้อมย้ำว่า
“กรุงเทพเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง เดี๋ยวหน้าฝุ่นมา หน้าร้อนมาและก็หน้าน้ำท่วม ครบปีพอดี แต่ผมคิดว่าภัยร้อนอันตรายสุด เพราะคนรู้สึกว่าร้อนอยู่แล้ว ใช้ชีวิตปกติ แต่จริงๆ แล้วอาจกระทบกับสุขภาพ”
ดูที่ตั้ง "ห้องหลบร้อน" ใกล้คุณได้ทาง https:/greener.bangkok.go.th/heatescape-room/tinfo
พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ผู้บริหารความยั่งยืน กทม.ในงานเสวนาเรื่องปรากฏการณ์ความร้อนเมือง จัดโดย Policy Cafe ขอบคุณภาพ : GYBN
