ก่อนฟุตบอลโลก 2026 เปิดฉาก หลายสำนักประเมินผลทางเศรษฐกิจต่างกัน บางแห่งคาดว่าจะหนุน GDP สหรัฐฯ เม็กซิโก แคนาดารวมราว 9.1 พันล้านดอลลาร์ บางแห่งประเมินผลทั่วโลกถึง 40.9 พันล้านดอลลาร์ แต่ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าผลกระทบต่อ GDP ระดับประเทศมีจำกัด ผลประโยชน์กระจุกตัวในบางภาคธุรกิจอย่างสื่อ โรงแรม และสายการบิน ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นต้องแบกต้นทุนด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ บทเรียนจากเจ้าภาพเดิมอย่างบราซิลและกาตาร์ชี้ว่างบมักบานปลายและผลตอบแทนมาช้าหรือไม่มาเลย
- ก่อนฟุตบอลโลก 2026 หลายสำนักประเมินผลเศรษฐกิจต่างกันตามวิธีคำนวณ บางแห่งคาดหนุน GDP สหรัฐฯ เม็กซิโก แคนาดารวมราว 9.1 พันล้านดอลลาร์ บางแห่งประเมินผลทั่วโลกถึง 40.9 พันล้านดอลลาร์และจ้างงานราว 824,000 ตำแหน่ง แต่มีการประเมินว่าผลต่อ GDP สหรัฐฯ ยังต่ำกว่า 0.1% สะท้อนว่าฟุตบอลโลกไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศใหญ่
- ภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือสื่อและลิขสิทธิ์ถ่ายทอด โรงแรม สายการบิน อาหารเครื่องดื่ม และผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬา แต่ผลประโยชน์กระจุกตัวเฉพาะบางเมืองและบางช่วงเวลา ขณะที่ราคาห้องพักในเม็กซิโกพุ่งขึ้นเกือบ 1,000% และระบบตั้งราคาตั๋วแบบ dynamic ก็ถูกวิจารณ์เรื่องความสามารถในการจ่าย
- รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้แบกต้นทุนหลักด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โตรอนโตที่ต้นทุนพุ่งเป็นราว 380 ล้านดอลลาร์ บทเรียนจากบราซิล 2014 และกาตาร์ 2022 ชี้ว่างบมักบานปลายเฉลี่ย 172% และผลประโยชน์ต่อชุมชนเจ้าภาพมักมาช้าหรือไม่มาเลย แม้สหรัฐฯ เม็กซิโก แคนาดาจะมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ลดความเสี่ยงสนาม "ใช้ประโยชน์ได้แค่ช่วงฟุตบอลโลก" ได้บ้าง

ภาพป้ายประชาสัมพันธ์การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา | ภาพจาก: Destination British Columbia
วันที่ 11 มิถุนายน 2026 ฟุตบอลโลกครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เปิดฉากขึ้น พร้อมการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทัวร์นาเมนต์นี้ขยายจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ชาติ เพิ่มจำนวนแมตช์จาก 64 เป็น 104 นัด กระจายไปใน 16 เมือง และเป็นครั้งแรกที่จัดร่วมกันถึง 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา งานขนาดนี้มาพร้อมความคาดหวังว่าจะทำให้เงินสะพัดหลายพันล้านดอลลาร์ แต่คำถามที่ตามมาคือ เงินก้อนนั้นไหลไปที่ใคร และตกถึงมือคนในประเทศเจ้าภาพจริงหรือไม่
ก่อนการแข่งขันเริ่มขึ้น หลายสำนักต่างออกรายงานประเมินผลทางเศรษฐกิจของฟุตบอลโลก 2026 ไว้ล่วงหน้าจากคนละมุม Allianz Trade ผู้ให้บริการประกันสินเชื่อการค้าระดับโลก ให้ภาพประมาณการ GDP และผลรายภาคธุรกิจของ 3 ประเทศเจ้าภาพ ด้าน Saxo ธนาคารเพื่อการลงทุนสัญชาติเดนมาร์ก มองในระดับเศรษฐกิจโลกและเทียบกับบทเรียนของเจ้าภาพในอดีต ส่วน Britannica Money อธิบายกลไกรายได้ของ FIFA และต้นทุนที่ตกอยู่กับเมืองเจ้าภาพ แม้จะให้ตัวเลขต่างกันตามขอบเขตและวิธีคำนวณ ซึ่งคำตอบจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญค่อนข้างตรงกัน
นั่นคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากฟุตบอลโลกมักกระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ บางเมือง และบางช่วงเวลา ขณะที่ผลต่อเศรษฐกิจในระดับประเทศกลับมีจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ และในหลายกรณี ชุมชนที่เป็นเจ้าภาพกลับเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนมากกว่าจะได้รับประโยชน์ บทความของ Britannica Money โดยคาร์ล มอนเตเวอร์เกน (Karl Montevirgen) อธิบายว่าฟุตบอลโลกไม่ใช่เครื่องจักรทำกำไรเครื่องเดียว แต่ประกอบด้วยสองบัญชีที่เชื่อมโยงกันแต่แยกจากกัน คือระบบรายได้ระดับโลกของ FIFA กับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของเมืองเจ้าภาพ ซึ่งผลลัพธ์ของทั้งสองบัญชีนี้อาจต่างกันมาก
ตัวเลขที่คาดการณ์ไว้
แม้ตัวเลขประมาณการที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 มีมูลค่าสูงมาก แต่ก็แตกต่างกันมากตามขอบเขตและวิธีคำนวณของแต่ละสำนัก รายงานของ Allianz Trade ซึ่งมาเรีย ลาตอร์เร (Maria Latorre) ที่ปรึกษาภาคธุรกิจได้ให้สัมภาษณ์กับ Moneyweb ประเมินว่าฟุตบอลโลก 2026 จะหนุน GDP ของ 3 ประเทศในอเมริกาเหนือราว 9.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2026 โดยสหรัฐฯ จะได้ส่วนแบ่งมากที่สุดราว 6.1 พันล้านดอลลาร์ เพราะเป็นเจ้าภาพถึง 78 จาก 104 นัด ตามด้วยเม็กซิโก 1.7 พันล้านดอลลาร์ และแคนาดา 1.3 พันล้านดอลลาร์
ลาตอร์เรอธิบายว่าการใช้จ่ายที่ขับเคลื่อน GDP จากงานกีฬาขนาดใหญ่มีอยู่ 4 ประเภท คือ (1) การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (2) การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในประเทศ (3) การใช้จ่ายด้านความมั่นคงและภาครัฐซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริโภคของรัฐบาล และ (4) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในเชิงสัดส่วน ผลกระทบเหล่านี้กลับน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ เธอระบุว่าในแง่การเติบโตของ GDP รายไตรมาสซึ่งส่วนใหญ่ตกอยู่ในไตรมาส 3 ฟุตบอลโลกจะหนุนการเติบโตของสหรัฐฯ เพียง 0.1% เหนือกว่ากรณีที่ไม่มีการจัดงาน ส่วนเม็กซิโกอยู่ที่ 0.3% และแคนาดา 0.2%
บทวิเคราะห์ของ Saxo โดยโดเรียน อังกลาดา (Dorian Anglada) นักวิเคราะห์การลงทุน ให้ตัวเลขที่ต่างออกไปเพราะมองในระดับโลก โดยอ้างประมาณการของ FIFA และบริษัทที่ปรึกษาพันธมิตรว่าฟุตบอลโลกอาจสร้าง GDP เพิ่มขึ้นทั่วโลกได้ถึง 40.9 พันล้านดอลลาร์ และก่อให้เกิดการจ้างงานราว 824,000 ตำแหน่งทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่จุดที่อังกลาดาเน้นย้ำคือผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงจำกัด แม้ในกรณีที่มองโลกในแง่ดีที่สุด ผลต่อ GDP ของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ราว 17 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นน้อยกว่า 0.1% ของ GDP ทั้งประเทศ ซึ่งหมายความว่าฟุตบอลโลกไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่มีนัยสำคัญสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องท้องถิ่นเป็นหลัก ผ่านการท่องเที่ยว ภาคบริการ และการบริโภคในเมืองเจ้าภาพ
ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดอาจเป็นเม็กซิโก บทวิเคราะห์ของ Saxo ประเมินว่าเม็กซิโกจะได้ประโยชน์ราว 3 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 0.2% ถึง 0.5% ของ GDP เพราะเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการมากกว่า การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงเห็นผลต่อการเติบโตชัดเจนกว่า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเม็กซิโกซิตี กวาดาลาฮารา และมอนเตร์เรย์ ส่วนแคนาดาคาดว่าจะได้ราว 3.8 พันล้านดอลลาร์แคนาดา แต่ตัวเลขนี้ต้องชั่งน้ำหนักกับรายจ่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าภาพ ซึ่งอาจลดผลประโยชน์สุทธิที่ตกถึงผู้เสียภาษีลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความแตกต่างของตัวเลขประมาณการเองก็เป็นข้อสังเกตหนึ่ง บทวิเคราะห์ของ Saxo ชี้ว่างานกีฬาขนาดใหญ่มักมีช่องว่างระหว่างตัวเลขที่ประเมินไว้ล่วงหน้ากับผลที่เกิดขึ้นจริง และส่วนใหญ่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นการโยกย้ายการบริโภคจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง มากกว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าใหม่สุทธิ ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับงานศึกษาที่ Britannica Money อ้างถึง โดยนักเศรษฐศาสตร์โรเบิร์ต บาเด (Robert Baade) และวิกเตอร์ แมธิสัน (Victor Matheson) ประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐฯ ต่ำกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ก่อนการแข่งขันถึง 5.5 พันล้านถึง 9.3 พันล้านดอลลาร์
ภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์
แม้ผลในระดับมหภาคจะจำกัด แต่บางภาคธุรกิจกลับได้ประโยชน์โดยตรงและวัดผลได้ชัดเจน ผู้ชนะที่ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มสื่อและลิขสิทธิ์ถ่ายทอด FIFA สร้างรายได้จากการขายสิทธิ์ถ่ายทอดให้ผู้แพร่ภาพและรายได้จากโฆษณาเป็นกอบเป็นกำ ข้อมูลของ Britannica Money ระบุว่าในรอบปี 2019 ถึง 2022 ซึ่งสิ้นสุดที่ฟุตบอลโลกกาตาร์ FIFA ทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 7.57 พันล้านดอลลาร์ โดยรายได้จากโทรทัศน์และลิขสิทธิ์ถ่ายทอดมีสัดส่วนสูงสุดที่ 3.426 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 45.3% ของรายได้ทั้งหมด ตามด้วยลิขสิทธิ์การตลาดและสปอนเซอร์ 1.795 พันล้านดอลลาร์ การขายตั๋วและการบริการรับรองพิเศษ 949 ล้านดอลลาร์ และลิขสิทธิ์สินค้า 769 ล้านดอลลาร์
บทวิเคราะห์ของ Saxo ประเมินว่าฟุตบอลโลก 2026 อาจมีผู้ชมทั่วโลกราว 6 พันล้านคน และมีโอกาสเป็นมหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้ได้ประโยชน์จากการเติบโตนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ แต่ยังรวมถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิงกีฬา ผู้เล่นในตลาดโฆษณาดิจิทัล และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ต้องรองรับการไหลของข้อมูลจำนวนมากแบบเรียลไทม์ รายงานยังชี้ว่าทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการรับชมผ่านโทรทัศน์แบบเดิมไปสู่การสตรีมบนมือถือและแพลตฟอร์มดิจิทัล
ภาคธุรกิจอีกกลุ่มที่นักวิเคราะห์อย่างลาตอร์เรระบุว่าเป็นผู้ชนะชัดเจนคือสายการบิน ซึ่งได้แรงหนุนจากกำลังการผลิตที่จำกัดและอำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่งในเวลานี้ ส่วนภาคที่พักถูกจัดให้เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดของทัวร์นาเมนต์ ส่วนบทวิเคราะห์ของ Saxo ระบุชื่อกลุ่มโรงแรมอย่าง Marriott, Hyatt และ IHG ที่อาจได้อานิสงส์จากอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้น ราคาห้องที่ปรับขึ้น และรายได้ต่อห้องพักที่ดีขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง Airbnb คาดว่าจะรองรับดีมานด์ส่วนเกินเมื่อโรงแรมเต็ม แต่ผลเหล่านี้เป็นเพียงการกระตุ้นชั่วคราวตามงาน ไม่ใช่การปรับปรุงกำไรเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอย่างถาวร
นอกจากนี้ ภาคอาหารและเครื่องดื่มก็ได้ประโยชน์จากดีมานด์ที่แข็งแรงแต่กระจุกตัว โดยเฉพาะในแฟนโซนและเมืองใหญ่ กลุ่มเครื่องดื่มและผู้ผลิตเบียร์ได้รับอานิสงส์จากการรวมตัวทางสังคมและการรับชมที่มากขึ้น โดย บทวิเคราะห์ของ Saxo ยกตัวอย่าง AB InBev ที่มีสัญญาเป็นพันธมิตรกับ FIFA ทำให้มีพื้นที่ปรากฏตัวในสนามและงานทางการ ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาอย่าง Nike, Adidas และ Puma มักมียอดขายเสื้อแข่ง รองเท้า และสินค้าที่ระลึกพุ่งขึ้นในช่วงทัวร์นาเมนต์ ขณะที่แพลตฟอร์มพนันออนไลน์และกลุ่มอุตสาหกรรมเกมส์อย่าง EA Sports ก็เป็นอีกกลุ่มที่มักมีผู้ใช้งานและการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีฟุตบอลโลก
เมืองและชุมชนที่ตกขบวน
หัวใจของประเด็นเรื่อง "ความไม่ทั่วถึง" อยู่ที่ผลประโยชน์ไม่ได้กระจายเท่ากันทั้งในเชิงพื้นที่และเวลา โดยลาตอร์เรชี้ว่าสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นไม่ใช่ภาพรวมที่อ่อนแอ แต่เป็นการกระจายความต้องการซื้อที่ไม่สม่ำเสมอข้ามเมืองและช่วงเวลา ด้วยเหตุนี้ ภาคบริการที่พักจึงน่าจะได้แรงหนุนที่มีนัยสำคัญ แต่จะเป็นแบบเลือกเฉพาะจุดมากกว่าจะกระจายทั่วถึงทุกเมือง โดยเมืองที่มีโรงแรมจำนวนมากและมีประสบการณ์จัดงานระดับนานาชาติอย่างนิวยอร์ก ไมแอมี ลอสแอนเจลิส ดัลลัส และซานฟรานซิสโก น่าจะรองรับความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน เมืองอย่างซีแอตเทิลหรือแวนคูเวอร์อาจเผชิญข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการรองรับที่มากกว่า
ปัจจัยด้านนโยบายและราคายังทำให้ภาพต่างกันไปอีก ก่อนการแข่งขันมีรายงานว่าโรงแรมและที่พักหลายแห่งถูกจองเพียงครึ่งเดียว และราคาตั๋วก็แพงมาก ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ตั้งเงื่อนไขที่ทำให้การเดินทางเข้าออกประเทศของผู้ที่ต้องการมาชมฟุตบอลโลกยากขึ้น ตั้งแต่เรื่องวีซ่าไปจนถึงการจัดการด้านอื่น ๆ ซึ่งลาตอร์เรชี้ว่าข้อกำหนดด้านวีซ่าที่เข้มงวดขึ้นอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนถอยออกไป ในทางตรงข้าม เม็กซิโกได้เปรียบจากค่าเงินที่อ่อนกว่า อุปสรรคในการเข้าประเทศที่ต่ำกว่า และวัฒนธรรมฟุตบอลที่เข้มข้น ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า ส่วนแคนาดามีความจุโรงแรมจำกัด จึงมีแนวโน้มว่าราคาห้องพักจะถูกดันให้สูงขึ้น ด้านต้นทุนที่ตกถึงผู้บริโภคก็เริ่มเห็นภาพชัด มีรายงานก่อนหน้านี้ถึงค่าที่จอดรถที่อาจสูงถึง 250 ดอลลาร์ หรือค่าเฮลิคอปเตอร์ราว 30,000 ดอลลาร์สำหรับการเดินทางไปชมการแข่งขัน ขณะที่ Britannica Money ระบุว่าในเม็กซิโกซึ่งเป็นเจ้าภาพที่มีต้นทุนต่ำที่สุดใน 3 ประเทศ ราคาห้องพักในบางเมืองกลับพุ่งขึ้นเกือบ 1,000% เมื่อใกล้ถึงช่วงทัวร์นาเมนต์
อีกด้านที่มักถูกมองข้ามคือคำถามว่าใครเป็นผู้แบกต้นทุน Britannica Money อธิบายว่าในขณะที่ FIFA มีระบบรายได้ที่รวมศูนย์ ทั้งจากตั๋ว ลิขสิทธิ์สื่อ สปอนเซอร์ การบริการรับรองพิเศษ และลิขสิทธิ์สินค้า รัฐบาลท้องถิ่นกลับเป็นผู้รับภาระต้นทุนดำเนินการส่วนใหญ่ ต้นทุนเหล่านี้รวมถึงการปรับปรุงสนาม การขยายบริการสุขาภิบาล การรักษาความปลอดภัยเอกชน ค่าล่วงเวลาของตำรวจ การสนับสนุนระบบขนส่ง การสื่อสารสาธารณะ การควบคุมฝูงชน การปิดถนน และการวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในรอบนี้ ได้แก่ FEMA ของสหรัฐฯ ที่จัดสรรงบความมั่นคง 625 ล้านดอลลาร์ให้เมืองเจ้าภาพ 11 แห่ง เมืองฟ็อกซ์โบโรในรัฐแมสซาชูเซตส์ซึ่งมีประชากรเพียง 18,000 คน ต้องหาเงินราว 7.8 ล้านดอลลาร์สำหรับค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยสาธารณะในการจัด 7 นัดที่สนาม Gillette Stadium โดยผู้เสียภาษีในพื้นที่ปฏิเสธที่จะแบกภาระนี้จนต้องให้ผู้สนับสนุนเอกชนเข้ามารับแทน ส่วนในแคนาดา ประมาณการต้นทุนของเมืองโตรอนโตเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านดอลลาร์เป็นราว 380 ล้านดอลลาร์
Britannica Money ยังตั้งข้อสังเกตว่าผลประโยชน์ที่เมืองเจ้าภาพได้รับมักมาช้า มาทางอ้อม หรือไม่มาเลย โรงแรมอาจไม่เต็มอย่างที่คาด ธุรกิจท้องถิ่นบางส่วนอาจไม่ได้ประโยชน์เพราะการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะถูกจำกัด ขณะที่ผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญความแออัด ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความวุ่นวายทั่วไป นอกจากนี้ การใช้ระบบตั้งราคาตั๋วแบบ "dynamic" (ระบบที่ราคาตั๋วปรับขึ้นลงตามความต้องการซื้อของตลาด)ในฟุตบอลโลก 2026 ยังจุดกระแสวิจารณ์จากแฟนบอลในเรื่องความสามารถในการจ่ายและความโปร่งใสของราคา ส่วนกฎ "clean site" ของ FIFA ที่กำหนดให้ต้องเอาป้ายโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาตออกเพื่อรับประกันสิทธิ์เฉพาะของสปอนเซอร์ทางการ ก็เป็นอีกเงื่อนไขที่กระทบต่อพื้นที่เชิงพาณิชย์ในเมืองเจ้าภาพ
บทเรียนจากเจ้าภาพในอดีต
ประสบการณ์ของเจ้าภาพในอดีตช่วยให้เห็นว่าทำไมผลที่เกิดขึ้นจริงจึงมักต่างจากตัวเลขที่ประเมินไว้ ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐฯ ถือเป็นกรณีที่ซับซ้อน Britannica Money ระบุว่าทัวร์นาเมนต์ครั้งนั้นมีผู้ชมในสนามมากกว่า 3.5 ล้านคน เฉลี่ยเกือบ 69,000 คนต่อนัด จัด 50 กว่านัดใน 9 เมือง ข้อได้เปรียบสำคัญคือการใช้สนามที่มีอยู่แล้ว ซึ่งลดความเสี่ยงที่สนามจะถูกทิ้งร้างหลังจบงาน มรดกที่ใหญ่ที่สุดของมันคือการก่อตั้งลีก Major League Soccer ในปี 1996 รวมทั้งนำกำไรในการจัดการแข่งขันครั้งนั้นไปตั้งต้น U.S. Soccer Foundation แต่ในอีกด้านหนึ่ง งานศึกษาของบาเดและแมธิสันกลับชี้ว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ตกถึงเมืองเจ้าภาพนั้นน้อยกว่าต้นทุนที่ต้องจ่าย และต่ำกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ก่อนงานหลายพันล้านดอลลาร์
กรณีที่ถูกยกเป็นอุทาหรณ์มากที่สุดคือบราซิลปี 2014 Britannica Money ระบุว่าบราซิลใช้เงินราว 11.5 พันล้านดอลลาร์ในการเตรียมการ ครอบคลุมทั้งการสร้างและปรับปรุงสนาม สนามบิน ท่าเรือ และโครงการอื่น ๆ โดยราว 85% ของรายจ่ายมาจากภาครัฐ ผลสำรวจของ Pew Research ในปี 2014 พบว่าชาวบราซิลราว 61% เห็นว่าการเป็นเจ้าภาพไม่ใช่การใช้เงินสาธารณะอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ 72% ไม่พอใจสภาพเศรษฐกิจ นักวิจารณ์จำนวนมากเรียกสนามหลายแห่งจากทั้งหมด 12 แห่งว่าเป็น "ช้างเผือก" หรือโครงการที่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้ บทวิเคราะห์ของ Saxo เสริมว่าสนามที่เมืองมาเนาส์กลางป่าแอมะซอนกลายเป็นตัวอย่างของการลงทุนที่มีปัญหาในแง่ความคุ้มค่า และความเหลื่อมระหว่างการใช้จ่ายมหาศาลกับปัญหาสังคมของประเทศก็จุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่
ตัวอย่างของงบบานปลายไม่ได้มีแค่ฟุตบอลโลก บทวิเคราะห์ของ Saxo ยกกรณีโอลิมปิกที่มอนทรีออลปี 1976 ซึ่งต้นทุนสุดท้ายเกินงบที่ตั้งไว้มาก จนหนี้ที่ผูกกับสนามกีฬาโอลิมปิกกลายเป็นภาระต่อการเงินสาธารณะนานหลายทศวรรษ ขณะที่ฟุตบอลโลกกาตาร์ปี 2022 เป็นการลงทุนด้านกีฬาที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยเม็ดเงินเกือบ 220 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้กับสนามเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเปลี่ยนโฉมประเทศทั้งโครงข่ายถนน รถไฟใต้ดินโดฮา และเมืองใหม่อย่างลูซาอิล รูปแบบนี้สะท้อนข้อสังเกตจากงานวิจัยของศาสตราจารย์เบนต์ ฟลีฟเบียร์ก (Bent Flyvbjerg) แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดว่างานกีฬาขนาดใหญ่เป็นหนึ่งในโครงการสาธารณะที่เสี่ยงต่อการใช้งบเกินมากที่สุด โดยเฉลี่ยในประวัติศาสตร์อยู่ที่ราว 172% เหตุผลหนึ่งคือฟุตบอลโลกเลื่อนไม่ได้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานล่าช้า ผู้จัดมักถูกบีบให้เร่งก่อสร้างให้ทันกำหนดไม่ว่าจะต้องแลกด้วยต้นทุนเท่าใด และในทางปฏิบัติ งบประมาณสาธารณะมักเป็นฝ่ายที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกินเหล่านี้
เมื่อนำฟุตบอลโลก 2026 มาเทียบกับกรณีในอดีต จะเห็นทั้งส่วนที่ต่างและส่วนที่ยังเหมือนเดิม ส่วนที่ต่างคือสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโกมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ สนามส่วนใหญ่มีอยู่แล้วและบริหารโดยทีมกีฬาอาชีพที่ทำกำไร จึงลดความเสี่ยงเรื่องสนาม "ช้างเผือก" แบบที่เคยเกิดในบราซิลและกาตาร์ และการจัดงานข้ามสามประเทศยังช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการเงิน โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานออกไปหลายส่วน ส่วนที่ยังเหมือนเดิมคือต้นทุน แม้จะใช้สนามเดิม แต่สนามเหล่านั้นก็ยังต้องปรับให้ได้มาตรฐานของ FIFA ทั้งการปูหญ้าจริง การปรับขนาดสนาม และการทำตามกฎ clean site ขณะที่บริการของเทศบาลตั้งแต่การปิดถนน การวางแผนขนส่ง ไปจนถึงบริการฉุกเฉิน ล้วนเป็นภาระต่องบประมาณสาธารณะ Britannica Money ตั้งข้อสังเกตว่าการกระจายงานข้ามหลายประเทศ หลายหน่วยงาน และหลายเขตอำนาจ ทำให้การวัดต้นทุนและผลกระทบทำได้ยากขึ้น ขณะที่รายได้ของ FIFA ทั้งตั๋ว ลิขสิทธิ์สื่อ สปอนเซอร์ ฮอสพิทาลิตี และลิขสิทธิ์สินค้า ยังคงรวมศูนย์อยู่ที่เดียว
ท้ายสุด ฟุตบอลโลก 2026 อาจสร้างเงินสะพัดหลายพันล้านดอลลาร์ในระยะสั้น แต่ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจและบางเมือง ขณะที่ต้นทุนส่วนใหญ่ตกอยู่กับงบประมาณสาธารณะและชุมชนเจ้าภาพ ผลในระดับเศรษฐกิจของประเทศจึงมีจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ และไม่ใช่แรงขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
ที่มา:
2026 Fifa World Cup: Economic boost will not be felt by all (Jimmy Moyaha, Moneyweb 11, June 2026)
2026 FIFA World Cup: A Macro Event with Micro-Level Impacts (Dorian Anglada, Saxo, 26 May 2026)
The economics of the FIFA World Cup: Ticket pricing, tourism revenue, and costs explained (Karl Montevirgen, Britannica Money, updated 14 June 2026)
