"ต้องพูดว่า 'ใช่' ถึงแปลว่า 'ยินยอม'" สมาชิกรัฐสภายุโรป 447 จาก 720 คนลงมติรับรองรายงานเรียกร้องให้สหภาพยุโรปกำหนดนิยามการข่มขืนร่วมกันภายใต้หลักการว่า "มีเพียงคำว่าใช่เท่านั้นถึงหมายความว่ายินยอม" เพื่อแก้ปัญหาที่ 8 ประเทศสมาชิกยังคงกำหนดให้ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่ามีการขัดขืนหรือถูกบังคับ กระแสนี้ได้รับแรงหนุนจากคดีของ 'จีเซล เปลิโกต์' ที่สั่นสะเทือนโลกในปี 2567 อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หลังเคยถูกขัดขวางในปี 2566

กราฟฟิกประชาไท
ช่วงเดือนเมษายน 2569 สมาชิกของรัฐสภายุโรปลงมติท่วมท้น สนับสนุนนิยามการข่มขืนที่ยึดหลักความยินยอม เพื่อขจัดความไม่สอดคล้องทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งบางประเทศยังกำหนดว่าการเอาผิดในข้อหาข่มขืนต้องมีหลักฐานการใช้กำลังทางกายภาพหรือการขัดขืนจึงจะเอาผิดได้
ผู้สนับสนุนมติดังกล่าวให้เหตุผลว่า มาตรฐานนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อจะได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะข้ามพรมแดนไปยังประเทศใดก็ตาม การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีได้รับการสนับสนุนอย่างมาก คดีของจีเซล เปลิโกต์ เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของกฎหมาย ซึ่งมองข้ามความซับซ้อนของความยินยอม และการทำให้ผู้ถูกกระทำไร้ความสามารถในการปฏิเสธ
แม้ว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะแสดงการสนับสนุนต่อหลักการดังกล่าว แต่ยังไม่แน่ชัดว่ารัฐบาลของทุกประเทศสมาชิกจะเห็นพ้องกับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้หรือไม่ ปัจจุบัน คดีความรุนแรงทางเพศจำนวนมากในสหภาพยุโรปยังคงไม่นำไปสู่บทลงโทษทางอาญา ซึ่งทำให้ผู้สนับสนุนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างเร่งด่วน
เมื่อวันอังคารสมาชิกสภายุโรป 447คนจากทั้งหมด720คนลงมติรับรองรายงาน เรียกร้องให้สหภาพยุโรปกำหนดนิยามของการข่มขืนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน บนหลักการว่า “มีเพียงคำว่า ‘ใช่’ เท่านั้น ถึงการยินยอม”
การลงคะแนนครั้งนี้ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องในห้องประชุมที่เมืองสตราสบูร์ก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นอัลซาสและแคว้นกร็องแต็สต์ทางตะวันออกของฝรั่งเศส
“ความเงียบ การไม่ขัดขืน การไม่มีคำว่า‘ไม่’ การเคยยินยอมมาก่อนพฤติกรรมทางเพศในอดีต หรือความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งในปัจจุบันหรืออดีตต้องไม่ถูกตีความว่าเป็นการยินยอม” รัฐสภาระบุในแถลงการณ์ภายหลังการลงมติ
โจแอนนา เชอริง-วีลกุส สมาชิกรัฐสภายุโรปจากโปแลนด์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันหลักของข้อริเริ่มนี้ กล่าวว่า หากนิยามดังกล่าวถูกนำมาใช้ ประเทศสมาชิกที่ยังคงนิยามว่าการข่มขืนต้องมีการใช้กำลังหรือความรุนแรงต้องปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป เนื่องจาก “เราไม่สามารถปล่อยให้นิยามของการข่มขืนเปลี่ยนไปเมื่อเราข้ามพรมแดนไปอีกประเทศหนึ่งได้”
“เราไม่สามารถปล่อยให้มีสถานการณ์ที่ผู้ข่มขืนซึ่งก่อเหตุในเยอรมนีเดินทางไปฮังการีแล้วไม่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะกฎหมายแตกต่างกันได้ และนี่คือสิ่งที่รายงานฉบับนี้ต้องการแก้ไข”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ได้ปรับใช้นิยามการข่มขืนที่ยึดหลักความยินยอมในประมวลกฎหมายอาญาของตนแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 8ประเทศ ยังคงกำหนดให้ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ในระดับหนึ่งว่ามีการปฏิเสธด้วยวาจา ถูกบังคับ หรือมีการต่อสู้ขัดขืนทางกายภาพ เช่น อิตาลี ฮังการีและโรมาเนีย เป็นต้น
เอวิน อินซีร์ สมาชิกรัฐสภายุโรปจากสวีเดนและหนึ่งในผู้รณรงค์หลักการความยินยอม กล่าวว่าการลงมติเมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่ากฎหมายการข่มขืนที่ยึดหลักความยินยอมในสหภาพยุโรปนั้นได้รับ “เสียงข้างมากอย่างท่วมท้น” และ “หลังจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องรับหน้าที่และยื่นเสนอญัตติโดยทันที”
อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่าคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายบริหารสูงสุดของสหภาพยุโรปจะดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากในปี 2566 รัฐบาลหลายประเทศในสหภาพยุโรปได้ร่วมกันขัดขวางความพยายามในการจัดทำนิยามการข่มขืนร่วมกัน โดยให้เหตุผลว่าสหภาพยุโรปใช้อำนาจเกินขอบเขต
หลังการลงมติดังกล่าว โจแอนนา เชอริง-วีลกุส และเอวิน อินซีร์ ซึ่งเป็นฝ่ายสังคมนิยมและประชาธิปไตยในรัฐสภายุโรป ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ความพยายามในการผลักดันมาตรฐานนิยามของการข่มขืนร่วมกันในสหภาพยุโรปอีกครั้งในครั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
“เรามักได้ยินคำถามว่า ทำไมเราต้องทำเรื่องนี้ ทั้งที่ครั้งก่อนก็ไม่สำเร็จ" โจแอนนา เชอริง-วีลกุส กล่าว “แต่ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว”
โจแอนนา เชอริง-วีลกุสระบุว่าประเด็นเรื่องความยินยอมได้กลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวางในปี 2567 “กรณีของจีเซล เปลิโกต์ ได้สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ”
จีเซล เปลิโกต์ หญิงชาวฝรั่งเศส กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความยุติธรรมซึ่งได้รับการกล่าวขานไปทั่วโลก หลังมีการเปิดเผยว่าสามีของเธอวางยาเธอและชวนผู้ชายคนอื่นมาข่มขืนเธอ ขณะหมดสติติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 10 ปี
โจแอนนา เชอริง-วีลกุส กล่าวว่าคดีของเปลิโกต์ได้เปิดเผยให้เห็นข้อบกพร่องของการนิยามการข่มขืน ซึ่งยึดเพียงการใช้กำลังหรือการขัดขืน แทนที่จะยึดหลักความยินยอมเป็นตัวตั้ง และชื่นชมความกล้าหาญของเปลิโกต์ที่ออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้แม้แต่ผู้คัดค้านการเปลี่ยนแปลงที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่สุดต้องทบทวนความคิดใหม่
เอวิน อินซีร์ กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลฝรั่งเศสได้ปรับแก้กฎหมายความผิดทางเพศให้ครอบคลุมเรื่องความยินยอมด้วย ตามมาด้วยประเทศฟินแลนด์ ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์
รายงานที่เผยแพร่ในปี 2547 ซึ่งอาศัยข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงกว่า 42,000 คน ทั่วสหภาพยุโรปพบว่าผู้หญิง 1 ใน 10 คน เคยเผชิญกับความรุนแรงทางเพศไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งตั้งแต่อายุ 15ปี และ1ใน20คนเคยถูกข่มขืน
เอวิน อินซีร์ กล่าวว่ามีเหยื่อเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับความยุติธรรม “น่าเสียดาย เมื่อเราดูตัวเลข พบว่ามีเพียง0.5% ของคดีข่มขืนในยุโรปที่นำไปสู่การตัดสินลงโทษ”
คณะกรรมาธิการยุโรประบุเมื่อวันอังคารว่ามีความพร้อมในการรับยื่นญัตติดังกล่าว โจแอนนา เชอริง-วีลกุส ยังไม่เชื่อว่าคณะกรรมาธิการจะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เธอให้คำมั่นว่าเธอและคนอื่นๆ จะยังคงเรียกร้องให้มีการดำเนินการต่อไป
“ถ้ามองไปรอบโลก คุณจะเห็นว่าสหภาพยุโรปตอนนี้เป็นสถานที่เดียวที่เรายังคงต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้หญิงในตอนนี้” โจแอนนา เชอริง-วีลกุส กล่าวโดยพาดพิงถึงการถดถอยของสิทธิผุ้หญิงในสหรัฐฯและตะวันออกกลาง
“ยุโรปและสหภาพยุโรปสามารถเป็นพื้นที่ที่เราต่อสู้เพื่อสิทธิผู้หญิงอย่างเข้มแข็งได้ และเราเป็น และสามารถเป็นตัวอย่างให้กับที่อื่นๆ ได้”
