นายกฯ เผย ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ระบุ ใช้มา 25 ปี ไม่มีความคืบหน้าและไม่สามารถหาข้อสรุประหว่างไทย-กัมพูชา ได้ โดยไทยจะจัดทำหนังสือยกเลิกอย่างเป็นทางการไปยังกัมพูชา หลังจากนี้การเจรจาระงับข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา จะอยู่ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิก UNCLOS เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
5 พ.ค. 2569 The Reporters , ประชาชาติธุรกิจ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการยกเลิก MOU 44 หรือ บันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เมื่อปี 2544 นายกรัฐมนตรีระบุว่า เหตุผลในการยกเลิกดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ แต่เป็นแนวนโยบายที่พิจารณาจากผลการดำเนินงานตลอด 25 ปีที่ผ่านมาซึ่งไม่มีความคืบหน้าและไม่สามารถหาข้อสรุป
นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์อื่น เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน สามารถนำมาเป็นแนวทางอ้างอิงในการเจรจาแทน เมื่อมีการสอบถามว่าการยกเลิกจะทำให้การเจรจายากขึ้นหรือไม่ อนุทินชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น และหากมีการเจรจาในอนาคตก็ถือเป็นบริบทใหม่ ไม่ควรนำไปผูกติดกับเรื่องเดิม สำหรับประเทศไทยถือว่า MOU 44 ไม่มีผลอีกต่อไป ขั้นตอนหลังการยกเลิก เดิม MOU 44 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล หากต้องหารือกันใหม่ก็อาจจะเกิดเป็นความตกลงฉบับใหม่แทน ส่วนผลทางกฎหมายของการยกเลิกนั้นยังไม่มีผลในวันนี้ โดยไทยต้องแจ้งให้ผู้ลงนามรับทราบก่อนจะดำเนินการส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังกัมพูชา
สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ จะมีโอกาสพูดคุยกับกัมพูชาในเรื่อง MOU 44 ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ายังไงก็ต้องได้เจอกันในวงพูดคุยกันอยู่แล้ว ซึ่งเราไม่มีปัญหา เพราะการพบปะหารือ สิ่งที่ผมให้ความมั่นใจกับประชาชนคนไทยได้คือ “Thailand First” และจะไม่มีอะไรที่ประเทศไทยต้องสูญเสีย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์หลังการประชุมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า จะมีการหันไปใช้อนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS แทน MOU 44 และขณะนี้ทางกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิก UNCLOS เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสามารถที่จะพูดคุยกันได้ในวงสมาชิก กลไกการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทของ UNCLOS มีด้วยกัน 3 รูปแบบหลักคือ
1. ศาลอนุญาโตตุลาการ/ศาลอนุญาโตตุลาการพิเศษ
2. ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ
3. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก
ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้สัมภาษณ์กับประชาไทถึงประเด็นนี้ไว้ว่า หลังจากที่กัมพูชา รับสัตยาบันใน UNCLOS การเจรจาจะเปลี่ยนไปทันที เพราะเมื่อยกเลิก MOU44 แล้ว การเจรจาจะไม่ได้เป็นระดับทวิภาคีอีกต่อไป แต่จะเป็นการเจรจา "ภายใต้ร่มเงา" ของศาลอนุญาโตตุลาการ เนื่องจาก UNCLOS ให้อำนาจแก่รัฐคู่พิพาทในการฟ้องคดีในกลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ (เช่น คดีทะเลจีนใต้ที่ฟิลิปปินส์ฟ้องจีน) หรือหากไม่อยากไปอนุญาโตตุลาการ ก็อาจทำความตกลงไปศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี แต่ที่แน่ๆ ข้อพิพาทต้องไปจบที่หนึ่งในกลไกภาคบังคับเหล่านี้
อย่างไรก็ดี หากทั้งไทย และกัมพูชา ไม่เลือกขึ้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ตัวอนุสัญญาจะบังคับให้รัฐภาคี ทั้ง 2 ประเทศ ต้องเจรจาตกลงกันอยู่ดี แต่ภายใต้กรอบของ "Compulsory Conciliation" หรือกลไกสมานฉันท์ภาคบังคับ
มติชน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พนมเปญโพสต์ รายงานว่า นายกง โพก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษ สถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของกัมพูชา (TVK) แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อรายงานที่ว่ารัฐบาลไทยกำลังเตรียมที่จะยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ยึดถือมานานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งหากไทยถอนตัวออกจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศ (UNCLOS) เปลี่ยนจากการเจรจาทวิภาคีไปสู่ช่องทางกฎหมายระหว่างประเทศ
